มาที่นี่ ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ภาษาไทย
จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน   INTERNET   ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ
http://i.am/thaidoc    หรือ     http://hey.to/yimyam


เรื่องของเด็กออทิสติค


เรื่องที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้เป็นเรื่องที่ค่อนข้างเฉพาะมากทีเดียว แต่คิดว่าในขณะนี้ หลายท่านอาจจะเคยได้ยินคำนี้มากันพอสมควร หลายท่านอาจจะกำลังสงสัยว่า ลูกของเราเป็นออทิสติคหรือเปล่า หลายท่านอาจจะกำลังมีลูกที่เป็นออทิสติค คุณครูอาจบอกว่า ในชั้นเรียนของลูกจะมีเด็กบางคนที่เป็นออทิสติคมาเรียนร่วมอยู่กัน หลายท่านอาจกังวลว่า เจ้าคำว่าออทิสติคนี้เป็นอย่างไร แล้วมาเด็กที่เขาเป็นมาเรียนร่วมกับลูกเราจะเกิดปัญหาอะไรหรือไม่

คำว่า ออทิสติค หรือ เรื่องของเด็กออทิสติค เป็นภาวะของโรคอย่างหนึ่งที่พบในเด็ก จริงๆ แล้วเป็นอาการที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของความสามารถทางพัฒนาการด้านสังคม อารมณ์ การพูด ภาษา และการสื่อความหมายที่ไม่เหมาะสมกับวัย เป็นอาการที่เป็นมาตั้งแต่แรกเกิด แต่อาจจะไม่สังเกตเห็นตั้งแต่เริ่มแรกที่เด็กเป็น เนื่องจากอาการยังไม่ชัดเจนนัก ส่วนใหญ่คุณพ่อคุณแม่จะเริ่มสังเกตอาการได้ เมื่อเด็กเข้าสู่วัย 2-3 ขวบ

จริงๆ แล้วในขวบปีแรกอาจจะพอเห็นได้ว่า เด็กจะมีลักษณะเฉยเมยไม่สบตา การสบตาเราถือว่าเป็นเบื้องต้นของการสื่อสาร ลองนึกดูว่าการที่เราสื่อสารหรือมีสัมพันธภาพ กับคนอื่นนั้นได้เริ่มจากอะไร ก็เริ่มตั้งแต่เราสามารถสบตากันได้ เรื่องภาษานั้น ยังเป็นสิ่งที่มาในภายหลัง ความสามารถในเรื่องการสบตาของเด็กนั้นควรจะมีตั้งแต่ เด็กอายุประมาณ 2 เดือน ปัจจุบันเด็กอาจมีความ

ความสามารถในเรื่องการสบตาได้เร็วกว่านั้น ฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกวัยเล็กๆ 2-3 เดือนแรก ลองสังเกตดูว่าลูกของคุณสามารถสบตาได้หรือยัง หรือเขามีปฏิกิริยาโต้ตอบ บ้างหรือไม่เมื่อเขาถูกหยอกล้อหรือเล่นด้วย โดยปกติทั่วไปในเด็กเล็กขวบปีแรก หรือตั้งแต่เราอุ้มลูก เวลาที่เราเล่นกับลูก ลูกมักจะหันมามองและสบตาได้ระยะเวลาหนึ่งแล้วก็สนใจ หรืออาจจะมีทำโต้ตอบบางอย่างให้เราเรียนรู้ได้ว่าเขารับการสื่อสารและจะพยายาม จะสื่อสารอะไรบางอย่างให้กับเราเพียงแต่ว่าอาจจะยังไม่มีภาษาพูดเท่านั้นเอง

ในเด็กออทิสติคเราจะไม่เห็นลักษณะการสื่อสารอย่างนี้ บางทีเด็กจะไม่สนใจ ดูเหมือนจะเฉยเมย บางทีคุณพ่อคุณแม่อาจจะรู้สึกว่าลูกเป็นเด็กเลี้ยงง่ายมากๆ เลย คือเขาไม่โต้ตอบอะไรกับใคร อุ้มเขาหรือทำอะไรกับเขา เขาก็ไม่ค่อยมีปฏิกิริยา คล้ายกับว่า เขาอยู่ในโลกของเขาเอง ถ้าเป็นอย่างนี้แล้วคุณพ่อคุณแม่ไม่แน่ใจควรจะต้องรีบปรึกษา สถานพยาบาลที่คุณให้การดูแลลูกอยู่ เพราะว่าภาวะออทิสติคนั้นยิ่งพบได้เร็ว หรือยิ่งให้การกระตุ้นพัฒนาการได้เร็วเท่าไหร่ ก็จะยิ่งเป็นผลดีต่อลูกเท่านั้น

ในขณะเดียวกันคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกช่วงวัย 2-3 เดือนต้องเข้าใจแล้วว่า เราต้องกระตุ้นพัฒนาการเรื่องการสบตาให้กับลูก ต้องอุ้มลูก ยกมาในระดับที่ตรงกับสายตาของเรา เล่นหรือใช้ของเล่นบางอย่างที่อาจจะดึงความสนใจลูกทำให้เกิดการสบตาขึ้น ตรงนี้ก็จะเป็นจุดเริ่มต้นของพัฒนาการในเรื่องของการสื่อสารต่อไป

ในเด็กออทิสติกเมื่อเขาเริ่มโตขึ้นอาจจะเห็นพฤติกรรมบางอย่างที่คงอยู่เป็นเวลานานๆ ทั้งที่เด็กน่าจะพัฒนาต่อไปได้ เช่น การเดิน ในเด็กบางคนจะมีลักษณะการเดินที่เขย่งปลายเท้า ซึ่งก็พบในเด็กปรกติทั่วไป แต่ไม่นานเด็กก็จะเดินได้เต็มฝ่าเท้าของเขา แต่ในเด็กออทอสติก อาจพบว่าเขาจะเดินเขย่งอยู่อย่างนี้เป็นเวลานานแล้วไม่พัฒนาต่อไป หรือไม่ค่อยสบตา ไม่ค่อยสนใจคนที่อยู่รอบข้าง หรือสนใจเฉพาะใครบางคน เช่นอาจจะเป็นคนที่ดูแลเท่านั้น ที่เด็กจะเข้ามาหา แต่ถ้าเป็นคนอื่นที่พยายามจะเล่นหรืออยู่ในครอบครัวเหมือนกัน เด็กจะสนใจน้อยมาก

ตรงนี้อาจจะต้องสังเกตในเรื่องการได้ยินด้วย เพราะอาจเป็นจากการที่เด็กไม่ได้ยินเสียงก็ได้ คุณพ่อคุณแม่จะสังเกตได้โดย ถ้าได้การยินเสียงของเด็กเป็นปกติ เมื่อเขาได้ยินเสียง หรือมีเสียงบางอย่างเกิดขึ้น เด็กก็มักจะมีปฏิกิริยาโต้ตอบออกมา เช่น อาจจะสะดุ้ง อาจจะหัน หรืออาจจะทำท่าอะไรให้รู้ว่าเขาได้ยินเสียงที่เกิดขึ้น แต่ถ้าไม่แน่ใจว่าเด็กได้ยินเสียงหรือไม่ หรือเขาไม่มีการโต้ตอบอะไรออกมาเลย ก็อาจจะต้องพาไปให้หมอตรวจในเรื่องของ การได้ยินเสียงของเด็กก่อนว่าเป็นปัญหาเบื้องต้นหรือไม่

ถ้าตรวจแล้วเด็กได้ยินเสียงปรกติ แต่มีอาการที่ไม่สื่อสารกับใคร ไม่ค่อยสบตาใคร ชอบเดินเขย่งเท้า หรือชอบเล่นอะไรซ้ำๆ หมุนตัวไปมา ของเล่นที่เด็กชอบมักจะเป็นของที่หมุนได้ แล้วเด็กก็เล่นเพียงการหมุนที่ซ้ำๆ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วในเด็กปกติเขาจะมีความก้าวหน้าในเรื่องการเล่น เช่น ของเล่นบางอย่างเด็กจะเริ่มต้นเล่นแบบง่ายๆ ต่อมาเขาจะพัฒนาการเล่นของเขาต่อไปเรื่อยๆ แต่ในกลุ่มเด็กออทิสติคบางครั้งจะเห็นว่าการเล่นนั้นไม่มีการพัฒนา เช่น การเอาของ มาต่อเรียงกันเป็นแถว ทุกครั้งที่เห็นของเล่นเด็กก็จะเอามาเล่นซ้ำๆ ต่อกันเป็นแถว หรือถ้าเห็นรถเด็กก็จะไม่เล่นอย่างอื่นนอกจากเอาไปไถกับพื้น หยิบเอาล้อขึ้นมาหมุน เป็นการเอามาเล่นแบบซ้ำๆ ไม่ค่อยแสดงปฏิกิริยาในเรื่องที่จะโต้ตอบกับคนรอบข้าง

นอกจากนี้เด็กออทิสติคมักมีปัญหาบางอย่างที่เป็นลักษณะซ้ำๆ เช่น ในเรื่องของการกิน จะพบว่าเด็กจะไม่พัฒนาการในเรื่องการกิน ไม่กินอาหารที่นอกเหนือจากของเหลวหรือนมที่กินอยู่ หรือถ้าจะกินอะไรก็ต้องปั่นจนเละ เป็นอาหารที่เละซ้ำ ๆ อยู่อย่างนั้น หรือเวลาที่เราจะเปลี่ยน เอาของใหม่ๆ มีกิจกรรมใหม่ๆ เข้าไปเด็กจะมีปฏิกิริยาต่อต้านที่รุนแรงมาก ตรงนี้ก็จะเป็นที่น่าสงสัย ว่าเด็กอาจจะเป็นออทิสติคได้ โดยเฉพาะถ้าอายุประมาณ 2 ขวบซึ่งเป็นระยะที่เด็กควรจะพูดได้ แล้วเขาก็ยังไม่พูด ยิ่งเป็นข้อน่าสงสัย

หลายครั้งพบว่า เนื่องจากคุณพ่อคุณแม่มักเข้าใจว่า เด็กผู้ชายอาจจะพูดช้า หรือที่โบราณเขาเรียกกันว่าปากหนัก เราจึงอาจให้ความสนใจปัญหาการพูดช้าของเด็กชาย ค่อนข้างน้อย ทำให้เด็กผู้ชายที่เป็นออทิสติคมาพบแพทย์ค่อนข้างช้า ตรงนี้คุณพ่อคุณแม่ ต้องดูว่าถ้าอายุ 2 ขวบแล้วเด็กยังไม่พูด แล้วไม่ค่อยรับการสื่อสาร มีการเล่นที่ซ้ำๆ กัน หรือซนไม่อยู่นิ่งร่วมด้วย ก็ควรจะมาปรึกษาแพทย์ว่าเด็กมีปัญหาในเรื่องของออทิสติคหรือไม่

ในด้านภาษา เด็กออทิสติคอาจมีปัญหาตั้งแต่เด็กไม่พูดเลย หรือว่าพูดภาษาของตัวเอง โดยพ่อแม่หลายคนพบว่าลูกมีภาษาพูดที่เป็นของเขาเอง และจะพูดอยู่กับตัวเอง เหมือนกับเป็นเสียงนกเเก้วนกขุนทองอย่างนั้น หรือเป็นเสียงอะไรบางอย่างที่เราไม่เข้าใจ แต่ดูเหมือนเขาอยู่ในโลกของเขา อยู่กับภาษาของตัวของเขาเอง นอกจากนี้ ภาษาอาจจะผิดปกติ ในแง่ของคำที่เด็กใช้ บางทีเด็กสามารถพูดได้ แต่คำที่เด็กเลือกมาใช้นั้นไม่ค่อยเหมาะสม เช่น เขาไม่สามารถแทนคำสรรพนามได้เวลาที่เขาจะพูดแทนตัวเอง หรือเมื่อพูดถึงคุณพ่อคุณแม่ เขาจะสลับคำสรรพนามที่ใช้หรือสลับคำในประโยคที่ใช้ หรือพูดประโยคบางอย่างซ้ำๆ กลับไปกลับมาอย่างไม่เหมาะสม ตรงนี้ก็เป็นข้อที่จะต้องสงสัยว่าเด็กมีปัญหาในเรื่องภาษา และการสื่อสารทางสังคมที่อาจจะเป็นออทิสติคได้

โดยทั่วไปในปัจจุบันคุณพ่อคุณแม่ก็มักจะสังเกตอาการเหล่านี้ได้ในช่วงวัย 2-3 ขวบ แต่ก็ยังมีอีกหลายๆ ท่านที่กระทั่งเด็กอายุ 4–5 ปี จึงจะสังเกตได้ชัดว่าลูกผิดปกติ เพราะว่า พอลูกเข้าโรงเรียนอนุบาล ก็จะเริ่มพบว่าเด็กมีปัญหาในเรื่องการจมอยู่ในโลกของเขาเองชัดเจน บางครั้งเด็กมีทีท่าแปลก ๆ ไม่สามารถเล่นกับเพื่อนวัยเดียวกันที่โรงเรียนได้ หรือบางครั้ง เมื่ออยู่กับผู้ใหญ่จะพออยู่ได้บ้าง แต่ไม่สามารถทำกิจกรรมตามกลุ่มเพื่อน ไม่เข้าไปเล่น กับเพื่อนวัยเดียวกัน ไม่สามารถสื่อสารบอกความต้องการ ไม่รู้จะเล่นกับเพื่อนอย่างไร มักแยกมาอยู่ตามลำพัง หรือบางทีเด็กก็จะซน อยู่ไม่นิ่งเป็นอย่างมาก เดินไปมา ไม่สามารถเรียนรู้กิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ ตรงนี้ก็จะยิ่งทำให้น่าสงสัยมากขึ้นว่า เด็กอาจมีปัญหาในเรื่องของการเป็นออทิสติค

ดังที่ได้กล่าวแล้วว่า ออทิสติคมีสาเหตุจากพัฒนาการทางสมองที่บกพร่องไป และในปัจจุบันยังไม่มีการรักษาทางยาที่เฉพาะเจาะจงต่อโรคออทิสติค การรักษายังคงเป็น การกระตุ้นและเสริมพัฒนาการที่บกพร่อง โดยเฉพาะพัฒนาการทางสังคมและภาษา พัฒนาการที่จะมีความสำเร็จได้ดีนั้นพบว่าเราต้องกระตุ้นเด็กก่อนที่เด็กจะอายุ 4 ขวบ เด็กยิ่งอายุน้อยเท่าไร ความสำเร็จในการกระตุ้นพัฒนาการยิ่งดีมากขึ้นเท่านั้น

ถ้าคุณพ่อคุณแม่สนใจและเอาใจใส่ดูแลเขาอย่างใกล้ชิด เริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลง บางอย่างที่น่าสงสัย ก็อยากแนะนำให้พาเด็กมาตรวจเสียแต่เนิ่นๆ หลายครั้งพบว่า คุณพ่อคุณแม่มักลำบากใจ แม้จะเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติ แต่ก็ยังอยากให้ความหวังกับตัวเองว่า อีกสักพักลูกคงจะดีขึ้น เดี๋ยวลูกคงจะดีขึ้นเอง ไม่อยากให้เด็กมีอาการของความผิดปกติเกิดขึ้น

ในความเป็นจริงแล้วถ้าเขาเป็นออทิสติค เขาก็ได้เป็นตั้งแต่แรกเกิดแล้ว ถ้าแก้ไข และรักษาเขาให้ถูกทาง จะช่วยเขาได้มาก แต่ถ้าเราปล่อยไป ยอมรับความจริงตรงนี้ไม่ได้ ไม่ได้นำเด็กเข้ามาสู่กระบวนการรักษา เราอาจจะเสียโอกาสในการพัฒนาเขา เพราะการรักษาในทางยานั้นยังเป็นเพียงการรักษาตามอาการ ในกรณีที่เด็กมีอาการซุกซนมาก หรือมีความก้าวร้าวรุนแรง หรือมีอารมณ์แปรปรวนขึ้นลงค่อนข้างมาก

การใช้ยาเป็นการรักษาตามอาการ แต่ไม่ได้รักษาตัวโรคออทิสติคของเขา การช่วยเหลือเด็กออทิสติคนั้นต้องอาศัยการกระตุ้นพัฒนาการด้วยการวางแผนการ ปรับพฤติกรรมเด็กอย่างเป็นรูปแบบ โดยคุณพ่อคุณแม่เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาร่วมกัน ยิ่งทำในเด็กเล็ก ก็จะยิ่งแก้ไขพัฒนาการได้ง่ายขึ้น จากการที่เราค่อยๆ ปรับและแก้พัฒนาการ ด้วยการฝึกอย่างนี้ จะค่อยๆ ทำให้สมองส่วนที่มีความบกพร่องของเขา มีโอกาสในการพัฒนา และก้าวหน้าขึ้นมาบ้าง เพราะสมองของเด็กเล็กนั้นยังมีโอกาสอีกมากที่จะพัฒนายิ่งขึ้น

คุณพ่อคุณแม่ที่ยังไม่แน่ใจว่าลูกเป็นหรือไม่ ควรจะลองมาปรึกษาแพทย์ดูว่า ลูกคุณมีโอกาสจะเป็นออทิสติคหรือไม่ คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกเป็นออทิสติคแล้ว ก็ขอให้กำลังใจว่า เด็กที่เป็นออทิสติคนั้น แม้จะยังไม่มีการรักษาด้วยทางยาที่เฉพาะเจาะจง แต่การฝึก และการกระตุ้นพัฒนาการเด็ก เป็นการช่วยเหลือที่ยอมรับกันทั่วไปว่าเป็นรักษาหลักของเด็กออทิสติค ไม่ว่าจะเป็นที่ใด ๆ ที่มีปัญหาเรื่องออทิสติคในโลกนี้ ก็จะใช้เรื่องการกระตุ้นพัฒนาการเด็กเป็นหลัก

พบว่าครอบครัวที่ยอมรับในปัญหา แล้วก็เข้ามาช่วยในการกระตุ้นพัฒนาการเด็ก จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เด็กมีความก้าวหน้าขึ้นมาเป็นอย่างดี อาการของออทิสติค เป็นเรื่องที่ค่อนข้างเรื้อรัง ต้องการการดูแลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งก็คงต้องอาศัยคุณพ่อคุณแม่ ที่ให้กำลังใจซึ่งกันและกันด้วย

สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่ได้ข่าวว่าในชั้นเรียนของลูกอาจจะมีเด็กออทิสติคมาเรียนร่วมด้วย แล้วเกิดความกังวลใจว่าเด็กที่มีความผิดปกติอย่างนี้จะเรียนร่วมกับเด็กปกติได้อย่างไร จริงๆ แล้วเด็กออทิสติคหลายๆ คนนั้นมีพัฒนาการที่ดี และการที่เขาได้มีโอกาส ในการเรียนร่วมกับเด็กปกติ จะช่วยให้เขามีพัฒนาการที่ก้าวหน้าต่อไปในวันข้างหน้าเป็นอย่างดี เป็นข้อที่ดีที่เราได้มีโอกาสช่วยให้เด็กอีกหลายๆ คนในสังคมได้พัฒนาขึ้น แทนที่จะเป็นภาระกับสังคม

คุณครูที่ดูแลทั้งลูกของคุณเองและเด็กที่เป็นออทิสติค จะสามารถจัดการศึกษาให้กับเขา ได้อย่างเหมาะสมทั้งสองคน ลูกคุณเองก็จะได้เรียนรู้บางอย่างจากเด็กที่มีความพิการและบกพร่อง ได้อยู่ในโลกของความเป็นจริงที่ต้องพบกับคนหลายๆ รูปแบบ เด็กที่พิการและบกพร่อง ก็จะได้เรียนรู้สิ่งที่เป็นข้อดีจากตัวของลูกคุณเอง

จึงอยากให้ทุกๆ ท่านที่เมื่อเข้าใจว่าเด็กออทิสติคเป็นอย่างไรแล้วได้ให้โอกาส ให้การช่วยเหลือเด็กออทิสติค ให้เขาได้มีโอกาสที่จะก้าวหน้าต่อไปในสังคมของเรา


(update 18 สิงหาคม 2001)


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600