มาที่นี่ ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ภาษาไทย
จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน   INTERNET   ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ
http://i.am/thaidoc    หรือ     http://hey.to/yimyam


มาช่วยกันพัฒนาอัจฉริยะของลูกน้อยกันเถอะ


ภายในช่วงสองขวบปีแรก สมองของทารกจะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างมาก คือเพิ่มจาก 300 กรัม เมื่อแรกคลอด เป็น 1,000 กรัม เมื่ออายุ 2 ปี น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นนี้ไม่ใช่เกิดจากการเพิ่มขึ้น ของจำนวนเซลล์ประสาท แต่เกิดจากการที่มีการสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงศูนย์ต่างๆ ในสมอง ให้มีการทำงานที่สอดประสานกัน ถ้าปราศจากการเชื่อมโยงเครือข่ายเหล่านี้เข้าด้วยกันแล้ว มนุษย์เราก็ไม่สามารถทำการวิเคราะห์ และทำความเข้าใจในเรื่องต่างๆ และด้วยเครือข่าย การเชื่อมโยงต่างๆ ในสมองนี้เอง ที่ทำให้ลูกน้อยของเราได้มีการเรียนรู้เกิดขึ้น

การทำการเชื่อมต่อเครือข่ายต่างๆ ของสมองนี้เกิดขึ้นทีละเล็กละน้อยทุกครั้ง ที่ลูกได้มีโอกาสรับสิ่งเร้าจากการกระตุ้นผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า อันได้แก่ การมองเห็น การได้ยิน การรับรส การสัมผัส และการได้กลิ่น ซึ่งลูกน้อยของเราสามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆ ผ่านทางประสาทสัมผัสเหล่านี้ได้ตั้งแต่แรกเกิด ทำให้การเชื่อมต่อเครือข่ายเกิดมากขึ้น

การเรียนรู้อย่างเป็นกระบวนการนั้น เกิดขึ้นโดยอาศัยส่วนต่างๆ ของสมองที่มีหน้า ที่แตกต่างกันมาร่วมทำงานประสานสอดคล้องกันอย่างเป็นระบบ ตัวอย่างเช่น ถ้าไม่มีการมองเห็นภาพด้วยตา ลูกน้อยก็จะไม่สามารถเห็นของเล่นที่วางอยู่ตรงหน้าของเธอได้ และถ้าไม่มีความจำที่ถูกเก็บรวบรวมไว้ในสมองมาก่อนแล้ว ลูกก็จะไม่รู้สึกตื่นเต้นดีใจ เมื่อได้เห็นของเล่นชิ้นโปรดที่วางอยู่ตรงหน้า ถ้าสมองไม่สามารถควบคุมกล้ามเนื้อให้ทำงานได้ดี ลูกก็จะไม่สามารถเอื้อมไปหยิบของเล่นชิ้นโปรดมาเล่นได้ และในการทำเช่นนั้น ลูกต้องใช้การทำงานที่ประสานกันระหว่างมือกับตาในการคว้าของเล่นที่อยู่ต่อหน้ามาเล่น และถ้าทำเช่นนั้นไม่ได้ ลูกน้อยก็จะไม่ได้มีประสบการณ์การเรียนรู้ว่า ของเล่นชิ้นนั้นคืออะไร และมีคุณสมบัติอย่างไร ซึ่งในขั้นตอนพัฒนาการที่ลูกกำลังเรียนรู้นั้น เป็นงานที่ท้าทาย ให้สมองน้อยๆ ของลูกได้มีโอกาสคิดและปรับปรุงระบบการเชื่อมโยงเครือข่ายต่างๆ ของสมองได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ทุกคนสามารถจะช่วยลูกน้อยของคุณได้

ในการที่จะให้ลูกน้อยของคุณได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ นั้น คุณแม่สามารถช่วยได้ โดยการนำโลกรอบตัวมาแนะนำให้ลูกได้รู้จัก เช่น ทารกมักจะชอบเสียงผู้หญิงที่มีโทนสูง และจะทำท่าสนใจฟังทุกครั้งที่ได้ยินเสียงนั้น คุณแม่ก็ควรที่จะทำเสียงสูงต่ำพูดช้าๆ ชัดๆ และชวนลูกน้อยของคุณคุยด้วยบ่อยๆ เมื่อมีโอกาส

ความสามารถในการติดต่อสื่อสารนั้น ลูกน้อยสามารถเรียนรู้เพิ่มขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ลูกสามารถตอบสนองต่อเสียงพูดของคุณแม่ต่างจากเสียงพูดของคนอื่นในวันแรกของชีวิตลูก จะทำหน้าให้คุณแม่รู้ว่าได้ยินเสียงคุณแม่ที่กำลังคุยด้วย และจะดูดนมแรงขึ้นเมื่อได้ยินเสียงคุณแม่ พออายุได้ 3 วัน ลูกจะแสดงสีหน้าให้คุณแม่รู้สึกได้มากขึ้นว่าได้ยินเสียงคุณแม่และกลอกตา ไปทางที่มาของเสียง พออายุได้ 2-3 สัปดาห์ ลูกจะเริ่มทำเสียงในคอตอบคุณแม่และเริ่มพยายาม หันไปหาทิศที่มีเสียงมา คุณแม่ควรพยายามพูดกับลูกน้อยของคุณ โดยให้หันหน้า อยู่ห่างจากลูกประมาณ 8-10 นิ้ว สบตาให้ลูกสามารถมองเห็นสีหน้าของคุณแม่ได้ง่าย

ถ้าคุณแม่ขยันพูดกับลูกบ่อยๆ คุณแม่จะประหลาดใจเมื่อเห็นว่าลูกพยายามจะสื่อสารกับคุณแม่ โดยการทำปากเปิดๆ ปิดๆ และยื่นลิ้นออกมาทำทีเหมือนกับการพูดเมื่ออายุประมาณ 1 เดือน และพออายุประมาณ 3 เดือน ลูกจะจับแยกเสียงคุณแม่ที่แสดงความรู้สึกดีใจหรือเสียใจได้

การรับกลิ่นและการรับรสนั้น ลูกมีประสาทรับกลิ่นที่ค่อนข้างไวมากตั้งแต่แรกเกิด ลูกจะจำกลิ่นน้ำนมของคุณแม่ได้และลูกน้อยของคุณสามารถเรียนรู้กลิ่นกายของคุณพ่อได้ด้วย ถ้าลูกได้มีโอกาสใกล้ชิดกับคุณพ่อมากพอ ถ้าลูกได้กลิ่น เช่น กลิ่นแอมโมเนีย กลิ่นน้ำหอมฉุนๆ ลูกก็จะสามารถเบือนหน้าหนีได้ตั้งแต่สัปดาห์แรกของชีวิต

ในเวลาที่ว่าง ลูกน้อยของคุณก็จะทำการสำรวจสิ่งต่างๆ รอบตัวในห้องเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ ลูกจะมองจ้องดูสิ่งที่เคลื่อนไหวช้าๆ อยู่ตรงหน้า และบางครั้งจะทำท่าเหมือนกับว่าลูกกำลังพยายาม คว้าของเหล่านั้นด้วยสายตา

ดังนั้นเริ่มจากอายุ 2 สัปดาห์ขึ้นไป คุณแม่ควรให้ลูกได้มีโอกาสมองดูรอบๆ และให้วาง หรือห้อยแขวนสิ่งของที่มีสีสันสดใสข้างลูกในระยะห่างประมาณ 1 ฟุต เพื่อให้ลูกได้ฝึกการมอง และการกลอกตา จริงๆ แล้วหน้าของคุณแม่จะเป็นสิ่งที่กระตุ้นการมองของลูกได้เป็นอย่างดี เพราะสีที่ตัดกันของตาดำ ตาขาว ปากแดง ฟันขาว จะทำให้เด็กสนใจอยากมอง คุณแม่สามารถ สอนลูกน้อยให้เริ่มรู้จักการใช้ส่วนต่างๆ ของร่างกายในการสำรวจสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบข้าง ได้โดยการจับมือของลูกมาทำท่าเหมือนปรบมือเข้าด้วยกัน เอานิ้วมือคุณแม่แหย่ที่ฝ่ามือฝ่าเท้า ของลูกเบาๆ ให้รู้สึกจักกะจี้บ้าง หรือการออกกำลังแขนขาโดยการจับทำท่าต่างๆ อย่างนุ่มนวล ในช่วงที่กำลังสบายๆ หลังการป้อนนมหรือเปลี่ยนผ้าอ้อม

พออายุได้ 3-4 เดือน ลูกจะเริ่มทำการสำรวจสิ่งต่างๆ โดยการใช้ปาก อะไรก็ตามที่คุณแม่ เอาใส่ให้ในมือของลูกจะถูกนำเข้าปากเพื่อการสำรวจก่อนเสมอ โดยการทำเช่นนี้ลูกน้อยของคุณ ได้เรียนรู้เกี่ยวกับรส อุณหภูมิร้อนเย็น ความอ่อนแข็ง และรูปทรงของสิ่งของต่างๆ ด้วย

พออายุได้ 4 เดือนขึ้นไป ลูกน้อยเริ่มที่จะเรียนรู้คอนเซปต์ของการกระทำและผลที่จะตามมา ลูกจะเริ่มรู้ว่าถ้าขยับบางส่วนของร่างกายจะมีบางอย่างที่น่าตื่นเต้นตามมา เช่น เมื่อขยับมือ ที่ถือกระดิ่งไปมาลูกจะได้ยินเสียงกระดิ่ง หรือถ้าเอามือปัดโมบายที่แขวนอยู่ตรงหน้า โมบายจะหมุน โดยการได้เรียนรู้คอนเซปต์นี้ทำให้ลูกน้อยสามารถพัฒนาตนเองต่อไปอีกได้เมื่อโตขึ้น เช่น ถ้าพนายามคลานไปอีกสักนิดก็จะได้ของเล่นหรือเล่นตุ๊กตาหมีที่อยู่ไกลออกไป หรือถ้าดึงผ้าที่คลุม ของเล่นออกก็จะได้ของเล่นที่ซ่อนอยู่ข้างใต้ผ้า

พอลูกอายุได้ 4 เดือนเศษ ลูกจะมีความรู้สึกอยากรู้อยากเห็นมากขึ้น คราวนี้จะไม่เพียงแต่ ทำการสำรวจสิ่งต่างๆ ด้วยปากเท่านั้น แต่ลูกจะใช้มือในการสำรวจสิ่งต่างๆ เพื่อที่จะเก็บรวบรวมข้อมูล เกี่ยวกับสิ่งของนั้นให้ได้มากที่สุด คุณแม่สามารถเลือกของที่มีลักษณะและคุณสมบัติของสิ่งต่างๆ โดยคุณแม่อาจเลือกของที่มีคุณสมบัติตรงข้ามกันให้ลูกสำรวจเปรียบเทียบกันในเวลาเดียวกัน เช่น ของที่มีความนุ่มกับของแข็ง ของที่มีเหลี่ยมมุมกับของกลม ซึ่งจะช่วยให้ลูกน้อยของคุณแม่ ได้เข้าใจถึงความแตกต่างได้ดีขึ้น และคุณแม่ยังสามารถสอนลูกน้อยเพิ่มเติมได้อีก เช่น พูดคำว่า " บอล " " กลิ้งบอล " " กลิ้งบอลกลมๆ " เมื่อเล่นกลิ้งลูกบอลเล็กเข้าหาลูก หรือบอกลูกว่า " เหลี่ยม " เมื่อเอาของชิ้นสี่เหลี่ยมใส่ในมือลูก เพื่อให้ลูกได้รู้สึกถึงความแตกต่างจากของกลมที่คุณแม่ เพิ่งเอาใส่ในมือเธอเมื่อสักครู่

นอกจากนี้คุณแม่ยังสามารถแสดงให้ลูกได้รู้ว่าไม่ใช่แต่ลูกบอลเท่านั้นที่กลิ้งได้ แต่ของอื่นที่มีลักษณะกลมเช่นกันจะกลิ้งได้ โดยการกลิ้งส้มหรือม้วนไหมพรมให้ลูกเห็น และให้ลูกได้ลองทำดูซึ่งพบว่า เด็กอายุประมาณ 6 เดือนขึ้นไป จะสามารถเข้าใจในคอนเซ็ปต์นี้ และเมื่อคุณแม่กลิ้งส่งของกลมๆ ให้ลูก ลูกจะกลิ้งกลับให้คุณแม่ แต่ถ้าคุณแม่ส่งของเหลี่ยมที่กลิ้งไม่ได้ เช่น บล็อก หรือหนังสือให้ลูก ลูกจะไม่พยายามกลิ้งของนั้นกลับให้คุณแม่

ให้โอกาสลูกน้อยของคุณในการฝึกใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้าเพื่อให้ได้เรียนรู้คอนเซปต์ต่างๆ โดยการทำอย่างที่ได้แนะนำมาแล้วในตอนแรก คุณแม่สามารถสอนคอนเซปต์ของความแตกต่าง เช่น ความนุ่มกับความแข็ง ความร้อนกับความเย็น ความแห้งกับความเปียก ฯลฯ โดยการพยายาม ใช้สิ่งของหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรอบตัวมาเป็นสื่อการสอน และพยายามพูดคำศัพท์เกี่ยวข้อง ให้ลูกฟังซ้ำๆ รวมทั้งพยายามแสดงถึงคุณสมบัติของสิ่งต่างๆ ด้วย ถึงแม้การทำอย่างนี้อาจดูว่า ไม่น่าสนใจสำหรับคุณแม่ แต่สำหรับลูกน้อยของคุณแล้ว สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งแปลกใหม่ ที่ลูกกำลังกระหายจะเรียนรู้ และเป็นรากฐานที่สำคัญในการที่ลูกจะเรียนรู้เรื่องราวต่างๆ ที่มีในโลกของเธอต่อไป

กลวิธีที่คุณแม่ใช้ในการสอนลูกน้อยก็มีส่วนสำคัญที่จะกระตุ้นการเรียนรู้ให้เกิดขึ้น เช่น ถ้าคุณแม่จะพยายามบอกลูกถึงของสิ่งเล็กๆ โดยการทำเสียงเบาๆ กระซิบที่ข้างหูของลูกว่า " ตัวนิ้ด นิ้ด " ก็จะช่วยให้ลูกสามารถเข้าใจถึงความเล็กของมันได้ง่ายขึ้น ในการสอนลูกถึงความนุ่ม คุณแม่ก็สามารถใช้โทนเสียงที่นุ่มนวล ขณะที่เอาตุ๊กตาของเล่นที่นุ่มๆ มาเขี่ยเบาๆ ที่ข้างแก้มของลูก และคุณแม่สามารถสอนเกี่ยวกับความเปียกได้ โดยการเอามือของเธอไปรองน้ำที่ไหลออกมาจากก๊อกน้ำ ที่อ่างล้างมือพร้อมๆ กับการพูดคำว่า " เปียก เปียก " " น้ำเปียกมือ " ความจำของลูกน้อยก็พัฒนา ได้เร็วพอๆ กับความสามารถในการเข้าใจสิ่งต่างๆ สิ่งหนึ่งที่คุณแม่สามารถช่วยฝึกสมาธิ และความจำของลูกคือ การเล่นและการทำซ้ำๆ เช่น การเล่นจ๊ะเอ๋ หรือการร้องเพลงเด็ก เช่น " จับปูดำ ขยำปูนา " ซ้ำแล้วซ้ำอีก เมื่อลูกเกิดความคุ้นเคยกับสิ่งเหล่านี้แล้ว เธอก็จะสามารถใส่ใจ กับคำที่ใช้ในเพลงหรือท่าทางที่คุณแม่ทำให้เธอดู และเริ่มทำตามได้อย่างสนุกสนาน

การแสดงท่าทางที่มีความสัมพันธ์กับสิ่งต่างๆ ที่เริ่มให้ลูกได้สัมผัสเรียนรู้โดยการใช้น้ำเสียง และกริยาท่าทางที่เหมาะสม จะช่วยลูกในการแยกแยะสิ่งต่างๆ ออกจากกัน และช่วยในการเรียนรู้ ของลูกได้อย่างรวดเร็ว เช่น คุณแม่อาจพูดกับลูกว่า " ดูนี่ซิคะ ดอกไม้แดง ซ้วย สวย กลิ่นห้อม หอม " และทำท่าดมดอกไม้นี้ให้ลูกดู ไม่นานต่อมา ลูกก็จะเริ่มทำท่าดมดอกไม้อื่นๆ ที่เธอเห็นด้วย หรือคุณแม่อาจทำท่าขยับแขนแบบนกบิน พร้อมๆ กับพูดว่า " นั่นนก นกบิน บินน " เมื่อลูกเห็นนกมาเกาะที่หน้าต่าง ซึ่งต่อมาลูกก็นะเริ่มทำท่าขยับเขยื้อนแขนขึ้นลงแบบนก เมื่อเธอได้เห็นนกอีก

เมื่ออายุได้ประมาณ 10 เดือน ลูกจะเริ่มมีความจำและความเข้าใจได้ในระดับหนึ่ง ที่จะช่วยแยกแยะลักษณะเฉพาะของแต่ละสิ่งที่มีความแตกต่างกัน ลูกจะเริ่มแยกแยะได้ว่า เจ้าตัวขนยาวๆ ที่เดินไปมาในบ้านนี้คือแมว และแมวชอบร้องเหมียวๆ ขณะที่ตัวที่มีขนเกรียน อยู่นอกบ้าน และชอบเห่าเสียงโฮ่งๆ คือหมา การที่คุณแม่เล่นกับลูกโดยการทำเสียง เหมียวๆ หรือโฮ่งๆ เมื่อเด็กเห็นสัตว์นั้นๆ จะช่วยให้ลูกได้เรียนรู้คำศัพท์และเข้าใจคอนเซปต์นั้นได้ง่ายขึ้น

ในการที่ลูกสามารถแยกแยะความแตกต่างของสัตว์ต่างชนิด คนอื่นๆ และสิ่งของต่างๆ ได้นั้น ลูกเองก็กำลังเรียนรู้ความเป็นคนพิเศษของตนเอง ซึ่งเมื่อลูกเริ่มได้คอนเซปต์ของการเป็นตัวเองแล้ว ก็จะช่วยส่งเสริมความรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า มีความสำคัญ คุณแม่สามารถช่วยให้ลูกมีความรู้สึก ในการเป็นตัวเองได้โดยการให้ลูกมองภาพของตนเองในกระจกเงา พร้อมกับการเรียกชื่อของลูก เพื่อให้ลูกเริ่มรู้จักหน้าตาของตนเอง ซึ่งสัมพันธ์กับชื่อที่คุณแม่เรียก และควรจะใช้ชื่อเพียงชื่อเดียว ในการเรียกชื่อลูก เพื่อไม่ให้ลูกเกิดความสับสน ว่าชื่อไหนหมายถึงเธอจริงๆ และจะเป็นการช่วย ให้ลูกได้เข้าใจเกี่ยวกับการเป็นตัวเธอเองโดยการเรียกชื่อของลูกเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ ในสิ่งที่ลูกมี เช่น " นี่คือตุ๊กตาหมีของลูกแก้ว " " คุณแม่กำลังแปรงผมของลูกแก้วอยู่ ผมของลูกแก้วสวยจัง " ในขณะที่ลูกเริ่มมีคอนเซปต์ของการเป็นตัวเธอเองนั้น เธอก็กำลังเริ่มเข้าใจ บทบาทและความสัมพันธ์ระหว่างคุณแม่กับตัวของเธอได้ดีขึ้น

การที่คุณแม่ตอบสนองให้ความรักและทะนุถนอมต่อกริยาต่างๆ ที่ลูกแสดงออก อย่างเสมอต้นเสมอปลาย ทำให้ลูกได้รับความรู้สึกว่า ตนเองเป็นที่รักและมีความสำคัญ เป็นคนที่มีคุณค่า ซึ่งจะช่วยให้ลูกมีความรู้สึกที่ดีต่อตนเอง และมีความเป็นตัวเองมากขึ้น ซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญมากในการพัฒนาการของเด็ก

ที่ได้แนะนำมาทั้งหมดนี้ยังอาจไม่สมบูรณ์ และไม่ได้หมายความว่า ถ้าคุณแม่คุณพ่อ ได้ทำตามแล้วจะทำให้ลูกอันเป็นที่รักยิ่งของเราเป็นเด็กอัจฉริยะได้ในชั่วข้ามคืน เพราะการอบรมเลี้ยงดูลูกนั้นต้องอาศัยปัจจัยและตัวแปรอีกหลายอย่างมาประกอบ แต่ก็เชื่อแน่ว่า ด้วยความรักความเอาใจใส่อย่างที่มีเหตุผลที่คุณพ่อและคุณแม่ให้แก่ลูก จะทำให้ลูกของเรา ได้เจริญเติบโตอย่างเต็มศักยภาพ และถ้าลูกมีความสามารถที่จะเป็นอัจฉริยะได้ เขาก็ได้มีโอกาส ที่จะแสดงให้คนอื่นๆ ได้รับรู้ว่าเขานั่นแหละคือ อัจฉริยะตัวจริง ที่คุณพ่อคุณแม่ได้พยายามฟูมฟัก มาตั้งแต่แรกเกิดนั่นเอง

สำหรับตอนนี้ก็ขอให้คุณพ่อคุณแม่ที่ติดตามอ่านมาถึงบรรทัดนี้ได้แง่คิด และได้ประสบความสำเร็จในการดูแลลูกน้อยได้อย่างที่ตั้งใจไว้ อย่างน้อยก็ขอให้ยึดคติที่ว่า " การเริ่มต้นที่ดีเท่ากับสำเร็จไปแล้วกว่าครึ่ง " นะคะ


(update 27 ตุลาคม 2001)
[ ที่มา..หนังสือ นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 25 ฉบับที่ 8 สิงหาคม 2544 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600