
วัยขวบกว่าๆ แบบนี้ล่ะ เป็นช่วงที่พ่อแม่จะได้ออกกำลังกันมากหน่อย
เพราะต้องตามเก็บตามกวาด (บ้าน) กันทั้งวัน เผลอๆ แถมตอนกลางคืนให้ด้วย
เอ้า ! ถ้ามีวิธีที่ลูกได้สำรวจโลกอย่างสนุกสุดเหวี่ยง
แต่พ่อแม่ไม่ต้องเหนื่อยมากนักก็คงจะดีสิ
แม่คนไหนๆ ที่สนใจหาข้อมูลเกี่ยวกับพัฒนาการของลูกก็รู้กันทั้งนั้นแหละจ้ะว่า
ความซนระเบิดเถิดเทิงของลูกวัยนี้บ่งบอกถึงพัฒนาการการเรียนรู้ตั้งมากมาย
ไม่ว่าจะเป็น
- ความจำ
- การได้มีโอกาสสัมผัสสิ่งของที่แตกต่าง
- การเชื่อมโยงความหมายของสิ่งของ
- การเรียนรู้เรื่องคำศัพท์ การเรียกชื่อสิ่งของต่างๆ
- การเป็นตัวของตัวเองและการเข้าสังคม
- ความคิดสร้างสรรค์
และประโยชน์อีกนับไม่ถ้วนที่ลูกจะได้เรียนรู้ แต่ลองนึกดูสิ ว่าถ้าการเรียนรู้ของลูก
หมายถึงการดึงกระดาษทิชชูออกมายาวเหนียดจนหมดม้วน แล้วแม่ต้องมานั่งม้วนเก็บให้เข้าที่
หรือวิ่งจู๊ดเข้าไปในครัว คว้าถุงน้ำตาล ถุงแป้งมาดึง มาแกะแล้วล้วงควัก สุดท้ายก็ละเลงลงบนพื้น
แม่อีกนั่นแหละต้องมากวาดมาเช็ด ไหนจะผ้ากองโตที่หนูรื้อเอาไว้อีกล่ะ พอเก็บตรงนี้เสร็จ
ลูกก็วิ่งไปทำตรงอื่นรกต่ออีก ที่สำคัญ จะดุจะว่าก็ไม่เข้าท่า เพราะทั้งหมดนี้คือการสนใจ
ใคร่รู้โลกกว้างของหนู แต่กว่าจะหมดวัน แม่คงหมดแรงกันพอดี
เฮ้อ
รู้จักธรรมชาติของจอมวุ่น
ก่อนอื่นแม่คงต้องท่องกฎกติกาเหล่านี้ให้ขึ้นใจ จะได้เข้าใจธรรมชาติของจอมวุ่น
อย่างทะลุปรุโปร่ง
- เด็กๆ ในวัยนี้แกจะชอบให้รอบๆ ตัวแวดล้อมไปด้วยของและเริ่มกระบวนการรื้อ ค้น
เล่น ทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้แกรู้สึกว่า ตัวเองเป็นเจ้าของควบคุมและจัดการกับมันได้
ความภูมิใจเล็กๆ นี้มีค่าต่อหัวใจดวงน้อยยิ่งนัก เพราะไม่มีอะไรจะรู้สึกดีไปกว่า
การได้ค้นพบปรากฏการณ์ต่างๆ ด้วยตัวของแกเองหรอกน่า
- การได้ลงมือทดลอง จับเล่น เช่น ลูกบอล แกอาจจะอยากลองเอาไปโยนลงพื้น
ลงในน้ำ บนที่นอน ฯลฯ ผลสะท้อนกลับที่แตกต่าง เช่น โยนบนพื้นลูกบอลก็จะกระดอนไปมา
โยนลงในน้ำ ลูกบอลก็จะลอย กระบวนการเรียนรู้เหล่านี้จะช่วยให้แกเชื่อมโยง
ความหมายของสิ่งของกับความเป็นจริงได้อย่างสมเหตุสมผลขึ้น แล้วก็จะค่อยๆ
เรียนรู้ว่าของแต่ละชิ้นมีคุณสมบัติอย่างไร เหมาะกับการใช้งานแบบไหน
- การมีระยะความสนใจสั้น และเปลี่ยนความสนใจไปนู่นนี่อยู่ตลอดเวลา
เล่นอะไรได้แป๊บๆ แล้วก็เปลี่ยน เป็นเพราะลูกสนใจใครรู้ไปหมดทุกอย่าง
อย่าลืมว่าแกลืมตาดูโลกผ่านมาเพียงแค่ปีกว่าๆ เท่านั้นเอง ประสบการณ์ในการพบเห็น
สัมผัสสิ่งต่างๆ ก็ยังน้อยมาก คราวนี้เห็นอะไรก็ต้องตา ถูกใจ ไปหมดเป็นเรื่องธรรมดา
- และเพราะอย่างนี้ อะไรที่น่าสนใจ แม้อาจดูว่าเสี่ยงอันตรายแค่ไหน
ลูกวัยนี้ก็พร้อมจะพุ่งเข้าหา ไม่ใช่ว่าไม่กลัวอันตรายหรอกนะ แต่เพราะยังไม่เข้าใจ
เรื่องอันตราย และที่สำคัญอารมณ์ใคร่รู้มันผลักดันให้หนูเร่งร้อน ว่องไวรวดเร็ว
จนคว้าตัวแทบไม่ทัน
- เสียงห้าม หรือคำว่า " ไม่ " ของพ่อกับแม่ก็เหมือนสัญญาณของการยุติ
การเรียนรู้โลกของลูก เพราะอย่างนี้ ถ้าอยากให้ลูกเรียนรู้ การห้ามจึงไม่ใช่คำพูด
ที่ลูกควรได้ยินค่ะ (ยกเว้นกรณีที่เรื่องนั้น " ต้องห้าม " คำว่า " ไม่ "
กลับต้องขึงขังและจริงจังที่สุด)
รับมือ จอมเละ
ทางออกที่ลูกจะได้เล่นสนุกเหมือนเคย และพ่อแม่ไม่ต้องมานั่งตามเก็บ
ตามกวาดไปทุกหนทุกแห่งในบ้านนั้นมีค่ะ ที่สำคัญไม่ใช่การ " ห้าม "
เพียงแต่ปรับกระบวนการเล่น การเรียนรู้ของลูกสักหน่อยเท่านั้น
ก็ให้เล่นฟองได้ตามใจอยาก หาที่เหมาะเหม็งที่ลูกไม่ตากแดดหัวแดง
แล้วเอาพลาสติกปูเตรียมกะละมังหรือชามใบใหญ่ ทัพพี ไข่ดับสัก 2-3 ใบ
ช่วยกันตอกไข่ใส่ชาม แล้วชวนกันตีฟองอากาศที่เกิดขึ้นจะทำให้หนูสนุกไม่รู้เบื่อ
เผลอๆ ลูกอาจใช้มือกวนไข่แทนทัพพี อย่างนี้ก็ไม่ว่ากัน แต่รับรองยืดเวลาซน
ไปได้อีกนานเลยล่ะ
ขอถังน้ำสักใบเพื่อใส่น้ำสบู่ พร้อมแปรงขัดอันเล็กๆ ขนนิ่มๆ ชวนลูกนั่งข้างๆ
คุณแม่ก็ซักผ้าไป ส่วนคุณลูกก็ให้ล้าง ให้ทำความสะอาดของเล่นพลาสติกของแก เช่น
รถสารพัดชนิด นอกจากจะได้เลียนแบบคุณพ่อเวลาล้างรถแล้ว ความที่เด็กวัยนี้
ชอบน้ำเป็นทุนเดิม บวกกับฟองของสบู่ แกจะสนุกสุดเหวี่ยง นั่งขัดนั่งถู
จนรถขึ้นเงาวับเชียว
เพราะความสุขอย่างหนึ่งของลูกคือ การได้สัมผัสกับพื้นผิวที่แตกต่าง ไม่ว่าผิวนุ่ม
ผิวขรุขระ ผิวเรียบ ฯลฯ ประกอบกับอยากนักอยากหนา ที่จะเป็นพ่อครัวหัวป่าก์
สนองความต้องการกันแบบเหมาะๆ ด้วยการจำลองครัวขนาดจิ๋วให้ลูกกันดีกว่า
หามุมโล่งๆ ของบ้าน แล้วปูผ้าพลาสติกให้กว้างพอสมควร อุปกรณ์ที่ต้องใช้
ก็มีชามพลาสติก ชามกระดาษ ผ้าสักผืน ช้อนและที่ขาดไม่ได้ก็คือ ส่วนผสม
ในการประกอบอาหาร คุณอาจเลือกเอาแป้งมันมาสักถุง มักกะโรนีรูปสัตว์ต่างๆ
แล้วปล่อยให้ลูกได้สัมผัส ได้จับ อยากตักอยากละเลงก็ได้ตามใจชอบ คราวนี้แก
ก็จะได้เรียนรู้ว่า แป้งมันที่แท้ก็ฝืดๆ ลื่นๆ แบบนี้ มะกะโรนี อ๋อ ต้องแข็งๆ
พอโยนใส่ชามก็มีเสียงก๊องแก๊งแบบนี้ พอเล่นสนุกเสร็จแล้วเวลาเก็บก็รวบพลาสติก
ที่ปูไปสลัดๆ จับเจ้าตัวเล็กอาบน้ำอาบท่า เท่านี้ก็เรียบร้อย
หากล่องนมที่เป็นกระดาษแข็งขนาดใหญ่สักหน่อย ตัดปากกล่องให้กว้าง
หาอุปกรณ์ เช่น ไม้หนีบ ของเล่นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แล้วชวนให้ลูกหย่อนของชิ้นเล็กๆ
เหล่านี้ลงไป แกะสนุกกับการหย่อนและเทออกแบบนี้ ยิ่งเทให้กระจายเต็มพื้นห้อง
มีทั้งเสียงโพล้งเพล้ง และภาพของกระจัดกระจายนี่ล่ะถูกใจเขาที่สุด ปล่อยให้แก
เล่นไปสักพัก อาจเปลี่ยนของที่หย่อนเป็นแม่พิมพ์รูปสัตว์ต่างๆ แกก็จะไม่เบื่อ
เล่นแบบนี้ไม่เลอะเทอะ ที่สำคัญแม่ก็ไม่ยุ่งยากเวลาจะเก็บด้วยค่ะ
ลูกวัยนี้จะชอบขีดๆ เขียนๆ แต่ปัญหาคือแกมักจะขีดตามผนังบ้าน
หรือพื้นบ้านให้แม่ต้องมานั่งลบนั่งขัด ลองใช้วิธีนี้ดูค่ะ หากระจกที่ใส่กรอบแล้ว
(เพื่อไม่ให้มีส่วนคมตามมุม) เตรียมสีน้ำชนิดต่างๆ อะไรก็ได้ เตรียมแปรงทาสีและถังน้ำ
แล้วผสมสีต่างๆ ไว้ อนุญาตให้ลูกละเลงระบัดปลายแปรงลงบนกระจกได้ตามใจชอบ
(แต่น่าจะเล่นนอกตัวบ้าน จะได้เก็บกวาดง่าย) จะเลอะยังไงก็ไม่เป็นไร เพราะกระจกเงา
หลังจากเล่นเสร็จแล้ว จะล้างทำความสะอาดง่ายมาก แถมยังนำมาเล่นใหม่คราวหลังได้อีก
รับรองแกจะติดใจและค้นพบว่าเล่นแบบนี้สนุกกว่าเขียนตามผนังอีกเป็นไหนๆ
เตรียมนิตยสารที่ไม่ใช้แล้วหลายๆ เล่ม ให้มีหลากสีสันมาวางกองไว้ใกล้ๆ มือ
คราวนี้แกจะอยากฉีก อยากขย้ำยังไงก็ปล่อยตามสบาย (แต่มีข้อแม้ว่า ต้องเก็บสมุด
หนังสือ ที่ใช้งานไว้ให้พ้นมือลูกด้วยเพื่อความปลอดภัย )
พบกันครึ่งทางแบบนี้ ต่อไปคงไม่ต้องเหนื่อยเกินความจำเป็น ไม่ต้องหงุดหงิด
กับความวุ่นทั้งวันของลูก กิจกรรมตัวอย่างทั้งหมดนี้ถ้าได้ผลลองปรับใช้กับเกมสนุกอื่นๆ ดู
แต่ถ้าวิธีนี้ยังไม่ได้ผล งานนี้คงต้องชวนพ่อแม่มาช่วยกันเก็บกวาดแล้วล่ะมั้ง
" พ่อแม่พึงระลึกไว้เสมอว่า ความยุ่งเหยิง เลอะเทอะ และความวุ่นวาย
เป็นสัญญาณการเรียนรู้ที่สำคัญสำหรับเด็ก "
Terry Melloh
|
" การเรียนรู้ของเด็กต้องมีขอบเขต
หากสิ่งนั้นนำไปสู่อันตราย เสียงห้ามที่เด็ดขาด ท่าทีที่ขึงขัง
และการแยกลูกออกมาจากเหตุการณ์ที่นำไปสู่
เป็นวิธีที่ดีที่สุด "
Wendy Baker
|
(update 8 พฤศจิกายน 2001)
[ ที่มา..
นิตยสารดวงใจพ่อแม่ ปีที่ 6 ฉบับที่ 68 มิถุนายน 2544 ]
|