มาที่นี่ ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ภาษาไทย
จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน   INTERNET   ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ
http://i.am/thaidoc    หรือ     http://hey.to/yimyam


การกล่าวชมเด็ก แค่ไหนจึงจะเหมาะจะควร


เด็กทุกคนต้องการกำลังใจและการกล่าวคำชมเมื่อเขาทำดี
และเป็นแรงผลักดันให้เขาอยากทำสิ่งต่างๆ ที่ดีต่อไป (Positive re-enforcement)

ซึ่งมีความเห็นแตกต่างกันและค่อนข้างหลากหลายจากบรรดาผู้เชี่ยวชาญ ด้านการดูแลเด็ก เช่น บางท่านอาจเห็นว่าควรกล่าวคำชมและให้กำลังใจเด็ก ได้อย่างเต็มที่ทุกครั้งและทุกเวลาที่เขาทำดี (แม้ว่าบางครั้งจะไม่ค่อยดีนักก็ตาม) แต่บางท่านก็มีความเห็นว่าการกล่าวชมอย่างพร่ำเพรื่อ อาจทำให้เด็กไม่สามารถเรียนรู้ ว่าการกระทำ (หรือสิ่งที่เขาทำไปนั้น) ดีจริง, ดีพอควร, หรือไม่ค่อยดีเลย ทำให้เด็กมีความยากลำบากในการทำตัว หรือแก้ไขสิ่งต่างๆ ที่ทำไปในคราวหน้า เนื่องจากไม่ว่าจะทำอะไรไปก็จะได้รับคำชมกลับมาเสมอว่า ดีแล้วลูก ทำให้ไม่สามารถ พัฒนาศักยภาพของเขาได้

บางท่านแนะนำว่าการกล่าวคำชมเด็กนั้น ควรที่จะมุ่งที่ " การกระทำ " ของเด็ก มากกว่าที่จะมุ่งที่ตัวเด็ก เช่น " แหม น่ารักจังเลยที่พี่ตั้มแบ่งของเล่นกับน้อง " จะดีกว่า " ลูกเป็นคนเก่งที่สุดในโลก " เพราะการที่ผู้ใหญ่คอยบอกเด็กว่าเขาเป็นคนเก่งที่สุดหรือดีที่สุด อยู่ตลอดเวลา อาจจะเป็นการเน้นย้ำเกินไป จนทำให้ลูกเกิดความรู้สึกเป็น " Perfectionist " ที่จะทำอะไรต้องได้ผล " ดีที่สุด ", " เก่งที่สุด " ซึ่งในชีวิตจริงนั้นยากที่จะให้ได้ " best performance, best outcome " ทุกครั้ง ทำให้เด็กบางคนจะกลัวที่จะต้องทำอะไร เช่น กลัวการสอบ กลัวจะทำผิด ทำให้ไม่กล้าที่จะแสดงออก หรือเข้านั่งสอบ เนื่องจากเด็กรับรู้ถึงความคาดหวังของพ่อแม่ ที่มีเกณฑ์ที่สูงมากและกลัวว่าตนเองจะทำไม่ได้ ทำให้พ่อแม่ผิดหวัง เกิดภาวะที่เรียกว่า " paralyzed perfectionists " ขึ้น

ผู้เชี่ยวชาญบางท่านแนะนำให้มองที่ความพยายามของเด็กที่จะทำสิ่งต่างๆ เนื่องจากเด็กยังเล็กจึงไม่อาจคาดหวังว่า เขาจะต้องทำสิ่งต่างๆ ให้สำเร็จได้อย่างดีทุกครั้งไป เช่น " แม่เห็นว่าลูก พยายามเบาเสียงลงแล้ว เพราะกลัวน้องตื่น ขอบคุณค่ะ " หรือจะใช้วิธีบอกเด็กโดยใช้ตัวคุณแม่เป็นหลัก เช่น " แม่ชอบที่ลูกช่วยคุณแม่ เก็บของเล่นให้เป็นระเบียบค่ะ"

การที่คุณพ่อคุณแม่จะเลือกใช้วิธีไหนในการชมลูก ก็แล้วแต่ว่าวิธีใดที่คุณจะถนัด และรู้สึกสบายใจในการทำนั้นๆ และเหมาะสมกับเด็กด้วย ซึ่งควรปรับเปลี่ยนเมื่อเห็นว่า อาจจะไม่เหมาะสม เช่น ในตอนแรกคุณอาจจะพูดชมแบบเป็นกลางๆ ว่า " ลูกพยายามวาดได้ดีนะนี่ " แต่อาจจะไม่ตรงใจเด็ก คราวหน้าก็อาจจะเปลี่ยนเป็นคำชม ที่มีความชัดเจนยิ่งขึ้น " โอโห ดูซิ ลูกวาดดวงอาทิตย์ได้สวยจังเลย ดีมากลูก " หรือว่าถ้าคำชมของคุณอาจทำให้เขาไม่เห็นจุดดีและจุดด้อยในสิ่งที่เขาทำ คุณก็อาจจะใช้คำพูดทำนองที่ว่า " ลูกได้ช่วยแม่เก็บของเล่นเข้าที่เกือบหมดแล้ว เก่งจัง แต่ยังเหลือของที่ไม่ได้เก็บอยู่บ้าง แม่อยากให้ลูกทำให้เรียบร้อยค่ะ มาซิคะ มาช่วยกันเก็บเร็ว " หรือ " แหมลูกทำการบ้านเกือบเสร็จแล้ว เหนื่อยไหมคะ พักสักนิด เดียวลูกมาพยายาม ทำต่อนะคะ อีกนิดเดียวก็เสร็จ จะได้ไปเล่นได้อย่างสบายใจนะ"

พยายามให้ลูกได้ความรู้สึกภูมิใจในการที่เขาสามารถทำงาน หรือสิ่งต่างๆ ได้สำเร็จ (proud of an accomplishment) และรู้จักชื่นชมยินดีที่ตนเองทำได้เอง (self-appreciation) เช่น " ลูกปีนขึ้นบันไดมาถึงชั้นสองนี้ได้เอง " และ " ไปเที่ยวพัทยาคราวนี้ ลูกรับผิดชอบ จัดกระเป๋าเสื้อผ้าเองได้ เก่งจัง ไม่ต้องคอยให้คุณแม่ทำให้" ฯลฯ ซึ่งต่อไปลูกจะได้มี ความภูมิใจในความสำเร็จของตนเองได้ และมีความสุขที่ได้ทำงานนั้นๆ ได้สำเร็จ โดยไม่ต้องคอยให้คนอื่นมาชมให้ และที่สำคัญคือ การเลือกคำพูดชมให้ลูกนั้น ควรจะให้คะแนนแก่เรื่องอื่นๆ ด้วย เช่น การมีอารมณ์ขัน, การมีน้ำใจต่อผู้อื่น, ความสามารถในการหาของหรือแก้ปัญหาเองได้, ความเป็นมิตรกับผู้อื่น ไม่ใช่เน้นแต่ความสำเร็จของงานเพียงอย่างเดียว

หลักในการให้คำชมนั้น อยากให้เป็นแบบที่มีความชัดเจนในคำพูดนั้น เช่น " ลูกเก่งมากค่ะที่ช่วยเก็บของเล่นให้เรียบร้อย " จะชัดเจนกว่า " ดีมากค่ะ " และควรพูดคำชมบ่อยพอสมควร เพื่อให้ลูกได้รับรู้ว่าคุณต้องการชมเขาในสิ่งที่ดีที่เขาได้ทำ เพื่อให้เขามีกำลังใจที่จะดีอีกในอนาคต แต่ ก็ไม่ควรจะพร่ำเพ้อจนดูเหมือนไม่มีค่า ในคำพูดนั้น และคำกล่าวชมนั้นควรทำด้วยความจริงใจ และชมในสิ่งที่เขาได้ทำจริงๆ และสมควรที่จะได้รับคำชมจากการกระทำนั้นๆ เด็กที่ฉลาดจะสามารถรู้ได้ว่า คุณกำลังกล่าวชมเขาจริงๆ หรือเพียงพูดให้เขาชื่นชมเท่านั้น

ถ้าคุณรู้สึกว่าคุณไม่ค่อยได้กล่าวคำชมกับลูกในช่วงเวลาที่ผ่านมาเท่าไรนัก คุณควรจะเริ่มมองหาการกระทำ หรือสิ่งที่เขาทำได้ดี และเริ่มกล่าวคำชมแก่เขาบ้าง ซึ่งไม่น่าจะเป็นเรื่องยากที่จะทำ เนื่องจากเด็กกำลังโต จะมีการพัฒนาการต่างๆ ที่ทำได้ใหม่เสมอออกมาเรื่อยๆ และในบางครั้งคุณอาจไม่จำเป็นต้องใช้คำพูดชม แต่การแสดงออกบางอย่างเช่น การกอด, หอมแก้ม หรือการแตะโอบเบาๆ ที่ไหล่หรือหลัง แม้แต่การยิ้มให้กำลังใจแก่เขา ก็มีความสำคัญและสามารถสื่อความรู้สึกที่คุณมีต่อเขา ได้มากกว่าคำพูดเมื่อคุณต้องการ

ถึงแม้ว่าบรรดาผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายจะมีคำแนะนำอย่างไรในการกล่าวคำชม กับลูกของคุณ แต่คุณก็สามารถกล่าวคำชมกับลูกในแบบที่คุณอยากทำได้เสมอ เพราะไม่ว่าจะเป็นอย่างไร คำกล่าวที่จริงใจ และมาจากคุณพ่อคุณแม่เอง ย่อมเป็นคำที่ลูกอยากได้รับฟังเสมอ และจะมีค่ามากกว่าการพยายามทำให้ถูกต้อง ตามที่บรรดาผู้เชี่ยวชาญแนะนำจนดูไม่เป็นธรรมชาติจากใจคุณเอง

ประการสำคัญอีกอย่างคือ การที่คุณและคนอื่นๆ ในบ้าน ได้มีการพูดคุยกัน และกล่าวคำชมซึ่งกันและกัน รวมทั้งมีความเอื้ออาทรต่อกัน ไม่ว่าจะเป็นกับพี่เลี้ยง คนช่วยงานที่บ้าน และเด็กคนอื่นๆ ซึ่งเป็นการแสดงให้เด็กเห็นว่า การทำดีนั้น จะมีคนเห็นและชื่นชมได้เสมอ

หมายเหตุ : ได้ทำการเปลี่ยนชื่อเรื่อง จากชื่อเรื่องเดิมว่า การกล่าวชมเด็ก และการแสดงความชื่นชมต่อเด็ก แค่ไหนจึงจะเหมาะจะควร


(update 18 ตุลาคม 2001)
[ที่มา..หนังสือ นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 25 ฉบับที่ 6 มิถุนายน 2544 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600