มาที่นี่ ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ภาษาไทย
จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน   INTERNET   ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ
http://i.am/thaidoc    หรือ     http://hey.to/yimyam


ข้อควรระวัง ยามไปร้านเสริมสวย


การไปร้านเสริมสวย ตลอดจนการตกแต่งเสริมสวยร่างกาย ด้วยตนเองนั้น จัดเป็นกิจกรรมอย่างหนึ่งของบรรดาคุณสุภาพสตรี คงไม่แปลกเลยที่จะเห็นคุณผู้หญิง ที่กำลังขับรถยนต์อยู่เมื่อยามติดไฟแดงก็อดยกตลับแป้งมาแต่งโน่นเติมนี่ไม่ได้ ลิฟท์บางแห่งมีกระจกติดอยู่ด้วย คุณผู้หญิงอาจแวบมองในกระจกขอให้ได้แตะทรงผม สักหน่อยก็คงพอ ยิ่งกว่านั้นบางท่านแม้ยามเจ็บต้องล้มหมอนนอนเสื่อ ก็ยังอดผัดหน้า ทาแป้ง ทาตา ทาริมฝีปากไม่ได้ ไว้เผื่อเวลาคนมาเยือนหรือเอากระเช้าดอกไม้มาให้ไงล่ะครับ

ถึงจะเจ็บป่วยแต่หน้ายังสวยต้อนรับแขกได้ เรื่องการเสริมสวยของคุณสุภาพสตรีนั้น เราไม่ว่ากันอยู่แล้ว เพราะการทำงานในยุคปัจจุบันนี้ นอกจากความรู้ความสามารถ และดีกรีพ่วงท้ายยาวเหยียดแล้ว บุคลิกภาพก็มีส่วนประกอบอย่างมากทีเดียว

สิ่งที่เราจะคุยกันในครั้งนี้ ให้ถือว่าเป็นความรู้ประดับตัว เพราะของทุกสิ่งย่อม มีทั้งประโยชน์และโทษ มีด้านดีและด้านเสีย หากว่าเราทำความรู้ความเข้าใจให้แจ้งชัดแล้ว ก็คงจะเลือกแต่ข้อดีไปใช้จริงไหมครับ จึงขอจำกัดวงให้แคบเข้ามาถึงเรื่องข้อควรระวัง ยามไปร้านเสริมสวยเท่านั้น ทั้งนี้เพราะเครื่องสำอางที่ใช้ในการเสริมสวยนั้น ไม่ว่าจะเป็นน้ำยาดัดผม น้ำยาเหยียดผม แชมพู ยาย้อมผม ยาทาเล็บ หรือน้ำยาทำความสะอาดเล็บเหล่านี้ อาจก่อให้เกิดอาการผิวหนังอักเสบ จากการแพ้สัมผัสได้ทั้งนั้น

เรื่องแรกของการไปร้านเสริมสวยคือการไปทำผม พบว่าเครื่องสำอางที่ใช้กับเส้นผม อาจก่อให้เกิดการอักเสบของผิวหนังจาการแพ้ได้

เริ่มกันด้วยเรื่องของน้ำยาดัดผม ในการดัดผมนั้น น้ำยาดัดผมจะทำให้ ไดซัลไฟด์บอนด์ ของเส้นผมแตกตัวออกจากกัน เมื่อม้วนเส้นผมเสร็จแล้ว และใส่น้ำยาที่ทำให้เกิดปฏิกิริยาเป็นกลาง ไดซัลไฟด์บอนด์นี้จะจับตัวกันใหม่ ทำให้เส้นผมงอหยิกสลวยตามที่ดัดไว้ พบว่าน้ำยาดัดผมนี้อาจก่อให้เกิดการระคายเคืองได้มาก โดยเฉพาะเมื่อผิวหนังรอบๆ ศีรษะ เช่น ใบหน้าหรือต้นคอถูกน้ำยาดัดผม เพราะผิวหนังบริเวณนี้อ่อนแอกว่าหนังศีรษะอยู่แล้ว นอกจากนั้นเส้นผมจะเปราะ และหักเมื่อโดนน้ำยาดัดผมได้

ในสมัยก่อน การดัดผมต้องอาศัยความร้อนเข้าช่วย คุณผู้หญิงวัยคุณน้า คุณป้า คุณยาย คงพอจำสภาพที่ต้องนั่งอบผมหลังใส่น้ำยาดัด โดยตู้อบผมที่มีลมร้อน การดัดผมโดยวิธีนี้ บางครั้งทำให้สารเคมีไหม้หนังศีรษะเกิดหย่อมผมร่วงถาวรได้ ปัจจุบันนี้ซึ่งเป็นยุคไฮเทค กระบวนการเสริมสวยของคุณผู้หญิงมีวิวัฒนาการเช่นกัน น้ำยาดัดผมรุ่นปัจจุบันนี้ จึงไม่ต้องอาศัยความร้อนเข้าช่วย เรียกว่า " น้ำยาเย็น " ประกอบด้วย ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ หรือโซเดียวโปรเมท น้ำยาเย็นนี้ไม่ค่อยก่อให้เกิดอาการแพ้ หรือถ้าแพ้ ผมจะหักและเกิดหย่อมผมร่วงชนิดชั่วคราวเท่านั้น ไม่เป็นแบบถาวร เหมือนน้ำยารุ่นก่อนที่ต้องใช้ความร้อนช่วย

เมื่อราวๆ เกือบยี่สิบปีที่ผ่านมา มีการผลิตน้ำยาดัดผมชนิดเป็นกรดออกมาใช้ น้ำยานี้ประกอบด้วยกรดแอนไฮดรัส กลีเซอริล ไธโอกลัยคอเลท พบว่าน้ำยาชนิดนี้ ก่อให้เกิดทั้งปฏิกิริยาภูมิแพ้และการระคายเคืองได้มาก พบการอักเสบของผิวหนังได้ ที่มือของช่างทำผม รวมทั้งบริเวณใบหน้า ลำคอ หนังศีรษะ และแนวไรผมของผู้ใช้น้ำยาชนิดนี้

น้ำยาดัดผมอีกอย่างหนึ่งที่นิยมใช้กันตามบ้าน เพราะกลิ่นไม่ค่อยฉุน ได้แก่ น้ำยาดัดผมพวกซัลไฟต์ การดัดผมด้วยน้ำยาแบบนี้ใช้เวลานานกว่าและผมไม่ค่อยหยิกนัก น้ำยาดัดผมชนิดนี้ก่อให้เกิดอาการแพ้ได้เช่นกัน

มนุษย์เรามีความไม่พอดีอยู่มาก คนที่ผมเหยียดตรงก็ไปดัดผมให้หยิก แต่ในขณะเดียวกันคนที่มีผมหยิกโดยธรรมชาติอยู่แล้ว กลับต้องการให้ผมของตนเหยียดตรง จึงมีการใช้น้ำยาเหยียดผมกันขึ้นมา น้ำยาเหยียดผมให้ตรงนี้ใช้กันมากในคนที่มีผมหยิก โดยเฉพาะในคนผิวดำ

สมัยก่อนคนดำเขาจะเหยียดผม โดยใช้หวีอังไฟให้ร้อน แล้วหวีผมด้วยปีโตรลาทั่ม หรือส่วนผสมระหว่างปีโตรลาทั่ม น้ำมัน และขี้ผึ้ง การเหยียดผมแบบนี้เมื่อทำไปนานๆ เส้นผมอาจหักและมีอันตรายต่อรากผม ทำให้ผมร่วงแบบถาวรได้

ต่อมาจึงมีการนำน้ำยาเหยียดผมที่ทำจากสารเคมีร้อน โดยมีส่วนผสมเป็นด่าง โซเดียมไฮดรอกไซด์ ซึ่งทำให้ไดซัลไฟด์บอนด์ของเส้นผมแยกตัวออกจากกัน ผมที่เคยหยิกจะเหยียดตรงออกมาได้ เทคนิคในการเหยียดผมนั้น ต้องอาศัยความระมัดระวัง และความชำนาญพอควร มิฉะนั้นเส้นผมจะหักและหนังศีรษะเกิดการไหม้จากสารเคมีได้ ผลิตภัณฑ์น้ำยาเหยียดผมบางตัวประกอบด้วย กัวนิดิน คาร์บอเนตผสมกับด่าง แคลเซียม ไฮดรอกไซด์ พวกนี้มีฤทธิ์ออ่นกว่าพวกแรก

การเหยียดผมนี้จำเป็นต้องทำซ้ำ เมื่อผมใหม่งอกยาวออกมา

น้ำยาเหยียดผมอีกชนิดเป็นพวก ซัลไฟด์ เหมาะสำหรับผมหยักศก แบบของชาวคอเคเซียน

จบเรื่องของการดัดผม การเหยียดผมไปแล้ว อีกเรื่องหนึ่งที่จัดเป็นของจำเป็นทีเดียว คือการสระผม และการใช้แชมพู เชื่อว่าทุกคนใช้แชมพูอยู่ในชีวิตประจำวัน ยุคสมัยนี้ คงไม่มีใครเอาสบู่ไปใช้สระผมแล้ว โดยทั่วไปแล้ว แชมพูไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ ทั้งนี้เพราะเราใช้แชมพูในระยะสั้นและเนื้อแชมพูถูกเจือจางดลงด้วยน้ำ ถึงอย่างนี้แล้ว ยังมีรายงานของการระคายเองของผิวหนังจากแชมพูอยู่ประปราย โดยเฉพาะ การระคายเคืองของนัยน์ตา เมื่อประมาณ 30 ปีที่แล้ว มีผู้โชคร้ายใช้แชมพูบางชนิดแล้วตาบอด

แชมพูที่วางขายกันในท้องตลาดในปัจจุบันนี้ ส่วนใหญ่เป็นสารดีเทอร์เจนท์ บางยี่ห้อมีสบู่ปริมาณเล็กน้อยเจือปน พบว่าสารดีเทอร์เจนนี้ ก่อให้เกิดการแพ้ได้ นอกจากนั้นการเติมกรดไขมันลงในแชมพูเพื่อให้เนื้อแชมพูหนาและมีฟองมากขึ้น อาจทำให้แพ้ได้ ระยะหลังนี้เพื่อประโยชน์ในแง่การขาย มีการใส่กลิ่นหอมในแชมพู สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดการแพ้ได้

เมื่อสระผมเสร็จแล้วเหลียวซ้ายแลขวาดูจากกระจก อาจพบผมหงอกอยู่ 2-3 เส้น ซึ่งความจริงก็เป็นการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ แต่เพื่อความสวยงามก็จะต้องย้อมผม ไม่ให้คนอื่นมีโอกาสได้เห็นผมหงอกของเราได้

ยาย้อมผมนั้น แบ่งได้เป็นประเภทใหญ่ๆ 5 ประเภทคือ
1. ยาย้อมผมแบบถาวร
2. ยาย้อมผมกึ่งถาวร ชนิดนี้สีย้อมจะติดทนอยู่ได้เพียงการสระผม 5 ครั้ง
3. ยาย้อมผมชั่วคราว ชนิดนี้สีที่ติดอยู่จะถูกล้างออกง่าย
4. ยาย้อมผมที่ทำจากพืช มีส่วนประกอบเป็นเฮนนา สามารถย้อมผม ให้เป็นสีแดงได้เท่านั้น หากจะให้ดำต้องผสมสีดำลงไป
5. ยาย้อมผมที่ทำมาจากโลหะ เช่น สารประกอบตะกั่ว มักผสมอยู่ในน้ำมัน
ยาย้อมผมชนิดที่ 1 ถึง 3 นั้น ก่อให้เกิดการแพ้ได้ แต่ชนิดที่ 4 และ 5 ไม่ค่อยมีรายงานว่าทำให้แพ้

อาการแพ้ยาย้อมผมนั้น จะเป็นผื่นแดงๆ ตามแนวไรผม หูอาจมีอาการบวมแดง ของขอบตาและใบหน้า และจะมีตุ่มน้ำใสขึ้นบนหนังศีรษะ

นอกจากกระบวนการตกแต่งทรงผมแล้ว คุณผู้หญิงก็จะได้รับการตกแต่งเล็บไปด้วย พบว่าเครื่องสำอางซึ่งใช้กับเล็บก่อให้เกิดอาการแพ้ได้ เช่น น้ำยาทาให้เล็บแข็ง ซึ่งมีสารฟอร์มาลดีไฮด์ ทำให้แพ้ ส่วนน้ำยาทาเล็บนั้น พบว่าทำให้เกิดอาการแพ้ได้บ่อยเช่นกัน การแพ้น้ำยาทาเล็บมีลักษณะแปลกที่ว่าผื่นจะเกิดขึ้นในบริเวณห่างไกลจากนิ้วมือ คือมักพบผื่นที่เปลือกตา ขอบปาก คาง ข้างคอ แม้กระทั่งบริเวณอวัยวะเพศ ทั้งนี้เพราะผู้ป่วย ใช้เล็บที่เปื้อนน้ำยาทาเล็บไปเกาบริเวณดังกล่าวมาแล้ว

ส่วนประกอบในน้ำยาทาเล็บที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ ได้แก่ โทลูอีน ซัลโฟนาไมด์ และฟอร์มาดีไฮด์ พบว่า ในผู้ที่แพ้ยาทาเล็บนั้น หากทาเล็บแล้วปล่อยให้แห้งดีจนสนิทเสียก่อน โอกาสแพ้ยาทาเล็บจะน้อยลง การดูว่าทาเล็บแห้งสนิทหรือไม่นั้น ให้ใช้ไม้พันปลายสำลีแตะดู

นอกจากยาทาเล็บแล้ว พบว่าน้ำยาทาเล็บซึ่งประกอบด้วยสารละลายอะซิโตน สารเอมิลหรืออินิอะซิเตทอาจก่อให้เกิดการระคายเคืองได้ น้ำยาที่ใช้ทำความสะอาดรอบเล็บ เพื่อขจัดขุยให้หมดไป ก่อให้เกิดอาการระคายเคืองได้มาก

ปัจจุบันนี้มี " เล็บปลอม " คือเล็บสำเร็จรูปที่ตกแต่งและทาสีไว้เรียบร้อยแล้ว ยี่ห้อที่ขึ้นหน้าขึ้นตาในอเมริกาคือ Lee Press-on Nails ผู้ซื้อมาใช้เพียงแต่เอามาแปะติด ที่เล็บด้วยกาวพิเศษ ตระกูลเดียวกับตราช้างนั่นแหละ วิธีนี้สะดวกมากสำหรับผู้ที่มีเล็บผิดรูปร่าง หรือขี้เกียจเสียเวลาทาเล็บ แต่พบว่าสารเมทธาไครลิก อะซิดเอสเตอร์ที่ใช้ในเล็บปลอมนี้ อาจก่อให้เกิดอาการแพ้ยาได้มาก

เรื่องสุดท้ายที่อยากจะฝากคุณผู้อ่านไว้ คือเรื่องการสักคิ้วถาวร ขอให้สังวรไว้ว่า การที่จะให้ใครเขาเข็มมาจิ้มตัวเรานี้น่ะ แต่ใจหรือเปล่าว่าเข็มนั้นสะอาดเพียงไร เชื้อโรคบางชนิด เช่น เชื้อไวรัสตับอักเสบนั้น มีความทนทานมาก บางครั้งพบว่า เชื้อนี้ติดปลายเข็ม แม้จะเอาเข็มลนไฟแล้ว เชื้อก็ยังไม่ตาย รวมทั้งโรคร้ายแรงคือเอดส์ ก็อาจติดต่อทางเข็มได้เช่นกัน คิ้วสวยถาวรแต่เป็นโรคตับอักเสบ หรือเป็นเอดส์ นี่มันคุ้มกันไหมครับ

นอกจากนั้นแฟชั่นหรือสมัยนิยมก็เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างรวดเร็วจนเห็นได้ว่า สมัยหนึ่งนิยมสักคิ้วถาวร แต่พอเวลาผ่านไป 4-5 ปี เบื่อคิ้วเข้มถาวรก็ต้องหันมาลบ บางคนเห่อปีใหม่สหัสวรรษใหม่ไปสักมังกรกัน ถ้าเบื่อหรือหรือปีหน้าราศีใหม่ ก็คงต้องลบของเดิมออก ซึ่งการลบรอยสักทำได้ยากมากและมีแผลเป็นหลงเหลืออยู่แน่นอน แทนที่จะสัก ใช้เพ้นท์สีหรือติดสติกเกอร์แทนน่าจะดีกว่า


(update 24 ตุลาคม 2001)
[ ที่มา..หนังสือ นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 25 ฉบับที่ 8 สิงหาคม 2544 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600