มาที่นี่ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ ภาษาไทย จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน INTERNET
ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ http://i.am/thaidoc หรือ http://hey.to/yimyam



รักหรือเซ็กซ์


" เวลาเรามีเพศสัมพันธ์กัน เขาไม่เคยสนใจเลยว่าหนูต้องการหรือไม่
พร้อมหรือยัง ? ถึงไคลแมกซ์หรือเปล่า เขาต้องการทำเขาก็ทำ ทำพอขอให้เสร็จกิจของเขา "

"นิด" คุณแม่วัย 32 ของลูกชายวัยเจ็ดขวบ สามีเป็นหมออายุไล่เลี่ยกัน ชีวิตครอบครัวโดยทั่วไป ทั้งหน้าที่การงานและทรัพย์สินสร้างความสะดวกสบายในทุกรูปแบบ นิดเองก็รับราชการตำแหน่งสูง มีหน้ามีตาพอประมาณสำหรับคนวัย 30 กว่าๆ ทว่า…ในชีวิตส่วนตัวแล้ว นิดรังเกียจและขยะแขยง ชีวิตสมรสอย่างที่สุด !

" พี่รู้ไหม เวลาที่เขาต้องการเราขึ้นมา เขาก็ลากเราขึ้นเตียง แล้วก็ปฏิบัติกิจของเขาพอให้เสร็จๆ ไป พอเขาผละออกไปทิ้งให้เราเคว้งคว้างอยู่ตามลำพัง…มันเป็นความรู้สึกที่อ้าวว้างโหยหาที่เจ็บปวด ปนด้วยความรู้สึกขยะแขยงตัวเอง เหมือนมีเราเป็นอุปกรณ์ทางเพศ เป็นสิ่งของอย่างหนึ่ง ซึ่งมีค่าเพียงชั่วครู่ชั่วยาม พอใช้เสร็จแล้วก็ถูกโยนทิ้งขว้าง ถูกวางไว้อย่างไม่ไยดี… มันทำให้เรารู้สึกเหมือนร่างกายเราไร้ค่า…ไม่น่าปรารถนา…ไม่มีความเป็นผู้หญิงเอาเสียเลย !"

" ความสัมพันธ์ทางเพศของเราเป็นเช่นนี้มาตลอด ตั้งแต่ต้นมาจนถึงบัดนี้ จนหนูรู้สึกรังเกียจ ที่จะมีความสัมพันธ์กับเขา ก็เลยพยายามหลีกเลี่ยงเสีย ยิ่งพอรู้ว่าเขาไปเที่ยวโสเภณี หนูยิ่งรังเกียจใหญ่ ไม่อยากให้เข้าใกล้เลย"

" แต่…ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้…และนี่ก็เป็นความขาดอย่างหนึ่งที่สะสมเป็นทุน จนเมื่อหนูพบกับผู้ชายคนนั้น… เขาตรงกันข้ามกับสามีหนูทุกอย่าง จึงปล่อยตัวปล่อยใจหวังจะได้เขามา แต่…ก็ไม่ได้เป็นอย่างที่หวัง…พี่ค่ะ! ทำอย่างไรหนูจึงจะได้ผู้ชายคนนั้น หนูต้องการเขามากอย่างที่ไม่เคยต้องการใครมาก่อนเลย !"

" หนูมาจากครอบครัวคนไทยที่คุณพ่อคุณแม่ค่อนข้างเป็นคนหัวโบราณและเข้มงวด ตลอดเวลาที่ผ่านมาหนูอยากจะแต่งงานกับใครก็ได้ที่หนูพอใจสักคน เพื่อจะได้แยกตัวออกมาจากครอบครัว"

" ตอนที่หนูรู้จักกับสามีนั้น หนูเพิ่งจบจากจุฬาฯใหม่ๆ ส่วนเขาจบแพทย์ แต่เพราะเขาเป็นคนจีน คุณแม่กีดกันมากและถึงหนูจะไม่คุ้นเคยกับเขาเท่าไหร่ แต่พี่เข้าใจไหมคะ…หนูเบื่อบ้าน เบื่อความจู้จี้ขี้บ่น ของคุณแม่ หนูอยากเป็นอิสระ อยากเป็นตัวของตัวเอง พอดีเขาได้ทุนไปเรียนต่อต่างประเทศ เขาขอให้หนูแต่งงานกับเขา หนูจึงตกลงทันที ไม่สนใจอีกแล้วว่าคุณแม่จะพอใจเขาหรือไม่ เราแต่งงานกันเงียบๆ แล้วก็ไปอเมริกาทันที…"

"…ชีวิตที่นั่นมันก็เหงานะคะ แต่พี่เข้าใจไหม…หนูมาจากครอบครัวคนไทยที่ค่อนข้างมีระเบียบ แต่สามีมาจากครอบครัวคนจีนฐานปานกลาง การกินอยู่ของเขาค่อนข้างมูมมามไม่เรียบร้อย หนูรู้สึกขยะแขยงมากเวลาที่สามีทานข้าวเสียงดัง พูดทั้งๆ ที่ข้าวเต็มปากหรือขากเสลดถุยทิ้ง อย่างไม่สนใจว่าใครจะมอง"

" โดยทั่วไปแล้วเขาเป็นคนที่มีความรับผิดชอบดี เป็นสามีที่ดีหนูก็ไม่เคยปฏิเสธ แต่เพราะขาดการอบรม และหนูเองก็ไม่กล้าท้วงติงหรือชี้แนะ… คือ จริงๆ แล้วหนูรู้สึกไม่ชอบกิริยาท่าทางของเขา แต่หนูไม่คิดที่จะบอก หรือแนะนำให้เขาปรับปรุงตัวเอง ก็ได้แต่ถามตัวเองว่าทำไมเขาถึงทำอย่างนั้น แล้วก็เก็บเอาความไม่พอใจเอาไว้"

" ที่แย่กว่านั้นก็คือเวลาเรามีความสัมพันธ์ทางเพศกัน เขาไม่เคยสนใจเลยว่าหนูต้องการหรือไม่ พร้อมหรือยัง ถึงไคลแมกซ์หรือเปล่า เขาต้องการทำเขาก็ทำ ทำขอให้เสร็จกิจของเขา หนูอยากจะบอกว่า… มันเป็นประสบการณ์ที่ทำให้หนูรังเกียจเซ็กซ์มาก เข้าใจค่ะ ใช่…หนูยอมรับว่าทำตัวเหมือนท่อนไม้ ไม่โต้ตอบอะไร…"

"…เคยบอกเขาหรือเปล่า…หนูก็เคยพยายามจะบอกนะคะว่าหนูไม่เคยถึงจุดสุดยอดเลย แต่…อย่างที่หนูบอกละค่ะ…เขาไม่เข้าใจไม่สนใจจะรับรู้…เขาไม่เห็นว่าเรื่องเซ็กซ์จะสำคัญมากไปกว่าที่เป็นอยู่ พอหนูหลีกเลี่ยงมากขึ้น เขาก็แอบไปเที่ยวโสเภณี ยิ่งทำให้หนูโกรธเขายิ่งขึ้น เกรงว่าเขาจะเอาโรคมาติด… และหนูก็จำไม่ได้ว่ามันเริ่มขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ที่หนูเริ่มมองผู้ชายคนอื่นด้วยความสนใจด้วยความกระหาย ที่จะได้มีประสบการณ์รสชาติที่ต่างไปจากเดิม… ค่ะพี่หนูมีลูก…เราอยู่อเมริกาห้าปี มีลูกชายคนเดียว ตอนนี้ก็ย้ายกลับมาอยู่กรุงเทพฯ"

" แฟนหนูค่อนข้างโชคดี หลายปีมานี้ฐานะเราดีขึ้นเรื่อยๆ สามีหนูเป็นคนขยันทำงานหนัก และรับผิดชอบมาก แต่เรื่องเซ็กซ์ของเขายังเหมือนเดิม หนูรับราชการมีโอกาสพบปะผู้คนมากขึ้น หัวใจก็ยิ่งไขว้เขว รู้สึกตัวเองผิดพลาดที่โดดเข้าสู่การแต่งงานเพียงเพื่อจะหนีออกจากครอบครัวแล้ว ก็มาติดกับดักชีวิตครอบครัว แล้วก็อยากหนีไปอีก"

" หนูเคยพูดถึงความรู้สึกของหนูให้แม่ฟังค่ะ…บอกท่านว่าหนูรู้สึกอย่างไรเวลาเห็นผู้ชายหน้าตาดีๆ มารยาทเรียบร้อย แต่ท่านปฏิเสธที่จะรับฟัง ท่านกลับชื่นชมสามีหนูมากว่า ขยันทำมาหากิน และท่านบอกว่า ผู้หญิงเราแต่งงานแล้วก็ต้องซื่อสัตย์ต่อสามี ต้องอดทน"

"…หนูก็เลยต้องหยุดพูดอะไรๆ ให้ท่านฟัง ท่านไม่เข้าใจความรู้สึกของผู้หญิง…ของคนสมัยนี้เลยค่ะ และเรื่องความรู้สึกแบบนี้จะไปพูดให้เพื่อนหรือใครๆ ฟังเขาคงจะไม่เข้าใจ พี่ว่าใช่ไหมคะ สังคมคนไทยนี้ เห็นแก่ตัวมากเลย มันยิ่งทำให้ผู้หญิงเรามีความกดดันมากขึ้น สามีก็ไปอย่าง พ่อแม่ครอบครัวก็อย่าง สังคมก็อย่าง ตัวเราก็อีกอย่างเข้ากันไม่สนิทเลย…"

"…อ๋อ ! กับผ็ชายคนนั้นหรือคะ…ค่ะ หนูถูกราชการส่งไปอบรมแล้วก็เลยพบ เราสนิทสนมกัน ระหว่างที่เรารับการอบรม ความจริง…หนูคงไม่กล้าเกินเลยไปมากหรอกถ้าเพื่อนๆ หลายคนจะไม่พากัน ยุยงส่งเสริม…คือ…เพื่อนผู้หญิงหลายคนที่ไปอบรมด้วยกัน เขาก็มีครอบครัวแล้วนะคะ แต่เขาก็ยังจับคู่เป็นแฟนกัน มีความสัมพันธ์กันแล้วเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งนั่นแหละ ที่พาผู้ชายคนนี้มาแนะนำให้หนูรู้จัก เขาเป็นทหารระดับสูงค่ะอายุเกือบ 40 หน้าตาดีสุภาพอ่อนโยน ช่างเอาใจ…เขา…เขาตรงข้ามกับสามีหนูทุกอย่าง…แรกๆ ที่รู้สึกว่าถูกใจเขาก็เพราะหน้าตาบุคลิก ความสุภาพมารยาทภายนอก…แล้วก็นำไปสู่การมีความสัมพันธ์ทางเพศกัน…"

" ตรงจุดนี้แหละค่ะที่สามีหนูไม่เคยมีให้ เขาให้ความรู้สึกหนูอย่างที่หนูไม่เคยได้รับมาก่อน เขา…เขาปรนนิบัติเอาอกเอาใจและทำให้หนูถึงจุดสุดยอดพร้อมกับเขา…เขาทำให้หนูรู้สึกภูมิใจ ในความเป็นผู้หญิง เขาทะนุถนอมและ…เขา…เติมเต็มในสิ่งที่หนูขาด ในสิ่งที่สามี หนูไม่เคยมีให้ การที่เรามีเวลาพูดคุยกันตามลำพัง…จับมือกัน…สบตากันเงียบๆ โดยไม่มีคำพูด…สิ่งเหล่านี้มันเหมือน หนูกลับเป็นเด็กสาว "

"…และหนูรู้สึกว่า …หนูเพิ่งจะมีความรักเป็นครั้งแรก… ใช่ค่ะ…หนูรักเขาอย่างที่ผู้หญิงคนหนึ่ง จะรักผู้ชายคนหนึ่ง ไม่ใช่รัก เพราะความหล่อเหลาหรือคุณสมบัติภายนอก แต่รักด้วยความรู้สึกที่ว่า… เขาเข้าใจหนู…เข้าใจถึงอารมณ์และความต้องการของหนู…"

" ที่สำคัญหนูไม่ปฏิเสธว่าความสัมพันธ์ทางเพศที่เขาให้ความสุขหนูอย่างเต็มที่เป็นสิ่งที่มีความหมายมาก สำหรับชีวิตหนู นอกจากนั้นตำแหน่งหน้าที่การงาน ฐานะทางครอบครัวก็ดี เขามีทุกอย่างที่หนูต้องการ เราเหมาะสมกันทุกอย่าง…นานเท่าไรที่เรามีความสัมพันธ์กันหรือคะ ? ก็ระหว่างที่เราเข้ารับการอบรม คือประมาณสามเดือนค่ะพี่…"

" ค่ะ…เขาทราบว่าหนูมีครอบครัวแล้ว และเขาก็มีครอบครัวแล้ว…แต่มันไม่สำคัญหรอกค่ะ เพียงเขาบอกว่าเขาต้องการหนูตลอดไปเท่านั้น หนูก็จะหย่ามาตั้งต้นชีวิตใหม่กับเขาทันที หนูพร้อมที่จะทำได้ทุกอย่างเพื่อเขา ค่ะ พี่อาจพูดถูก หนูพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อความสุขของตัวเอง…"

" แต่ผิดด้วยหรือคะ ? ค่ะหนูเชื่อว่าพี่ต้องเห็นด้วย…แล้วหนูมีปัญหาอะไรหรือคะ…คือ… เขาขอยุติความสัมพันธ์กับหนูค่ะ แฟนคนที่สองนะค่ะ…เขาบอกว่าเขารักหนู…แต่เขายังมีภรรยา และลูกที่เขาต้องซื่อสัตย์…เขา…ไม่อยากให้เรื่องรู้ถึงหูภรรยา…

" หนูรับไม่ได้คะพี่…หนูเจ็บปวดมากเหลือเกิน…หนูไม่เข้าใจว่าทำไมเขาบอกรักหนู และหนูพร้อมจะหย่ามาแต่งงานกับเขา แต่เขากลับทำไม่ได้ เขาว่าเขามีหน้าที่ความรับผิดชอบ ที่จะต้องดูแลครอบครัวเขา…เขาบอกว่าภรรยาเขาไม่มีความผิดอะไร เขาทิ้งเธอไปไม่ได้… น้ำเสียงที่เขาพูดถึงภรรยาทั้งยกย่องและภาคภูมิใจ ยิ่งทำให้หนูมีความเจ็บปวดมากขึ้น…"

"…ทำไมคะ…เราเข้ากันได้ดีทุกอย่างและหนูก็ยึดมั่นไว้อย่างจริงจัง แต่ทำไมเขาถึงเห็นเป็นเพียง… เพียงอารมณ์เป็นความต้องการทางเพศ เป็นเพียงประสบการณ์ที่ผ่านมา… บางทีก็คิดไปว่า หนูควรจะเป็นฝ่ายเลิกกับเขาด้วยตัวเองเสียก่อน…ค่ะพี่…หนูรู้สึกเสียหน้า…อับอาย เจ็บปวดที่เป็นฝ่ายถูกปฏิเสธ แทนที่หนูจะเป็นฝ่ายตัดความสัมพันธ์ หนูกำลังเป็นฝ่ายถูกตัดเยื่อใย…"

"…ค่ะ…หนูรับไม่ได้…ความเจ็บปวดส่วนหนึ่งเป็นเพราะความรู้สึกสูญเสียเขา แต่ที่อาจจะมากยิ่งกว่า… ก็คือความรู้สึกที่ว่าถูกปฏิเสธ…เหมือนไร้ค่า…เทียบไม่ได้เลยกับภรรยาเขา"

"…ค่ะ…หนูยอมรับ…หนูอิจฉาผู้หญิงคนนั้นมาก เธอโชคดี… โชคดีที่ได้สามีอย่างเขา… ทำไมหนูจึงโชคร้ายอย่างนี้…"

" พี่คะ…ทำอย่างไรหนูจึงจะได้เขามา หนูต้องการผู้ชายคนนี้มากเหลือเกิน หนูจะอยู่ได้อย่างไรถ้าไม่มีเขา หนูควรจะติดต่อกลับไปดีไหมคะ หนูต้องการเขากลับคืนมา เพื่ออะไร ? …เพื่อนานๆ ไปเขาอาจจะเลิก กับภรรยาเขาได้ หนูไม่ต้องการให้ความสัมพันธ์ของเรายุติลงเพียงแค่นี้"

" ใช่ค่ะ…หนูยังหวังและเชื่อว่าเขามีเยื่อใยกับหนูอยู่…พี่ว่าไงนะคะ ? อ๋อ สามีหนูนะหรือคะ หนูจะเลิกกับเขาถ้าผู้ชายคนนี้เลิกกับภรรยา แต่ถ้าเขาไม่เลิกกับภรรยา หนูก็อยู่ต่อไปอย่างนี้"

" เพราะอะไรหนูยังไม่เลิกกับสามีเสียเลยหรือคะ ? ก็เพราะว่า…ก็จะเลิกไปทำไมละคะ ก็ในเมื่อเขามีให้หนูทุกอย่าง…ยกเว้นเรื่องเซ็กซ์…เพราะฉะนั้นถ้าหนูจะเลิกไปแต่งงานใหม่ หนูก็ต้องได้คนที่มีความสามารถให้หนูได้ดีกว่าใช่ไหมคะ ?"

" พี่ว่า หนูควรจะปรับปรุงความสัมพันธ์ทางเพศกับสามีใหม่หรือคะ ? ใช่พี่ หนูน่ะพยายาม มาหลายปีแล้วนะคะ…เขาเป็นหมอเขาคิดว่าเขารู้ทุกอย่าง ไม่มีวันยอมที่จะไปปรึกษากับใครหรอก เพราะฉะนั้นเรื่องเซ็กซ์ หนูก็คงต้องทนต่อไปเรื่อยๆ แบบนี้ นอกเสียจากว่าหนูได้แต่งงานกับคนที่หนูรัก"

" ใช่ค่ะ…ในเมื่อเราต่างฝ่ายต่างพอใจในความสัมพันธ์ทางเพศ พี่ไม่คิดว่าเขาจะมีจิตใจผูกพันกับหนู เหมือนอย่างที่หนูรู้สึกต่อเขาหรือคะ แล้วหนูจะทำอย่างไร จะทำวิธีไหนถึงจะได้เขามาคะพี่ ?"

จากการรับฟังปัญหาของ "นิด" ทำให้เชื่อว่าคงจะมีผู้หญิงอีกจำนวนมากที่ประสบเหตุการณ์ หรืออยู่ในสถานการณ์เช่นเดียวกับเธอ แต่วิธีทางในการมองปัญหาหรือจัดการกับชีวิตของตนเองไม่เหมือนกัน

นั่นเพราะแต่ละชีวิตแต่ละบุคคลถูกหล่อหลอมจากสิ่งแวดล้อมทางกายและทัศนคติของชีวิต มาต่างกันโลกทัศน์ของคนเราจึงต่างกันไปด้วย

พิจารณาจากชีวิตเริ่มแรกของนิดซึ่งเติบโตมาจากครอบครัวที่เข้มงวดกวดขัน โดยนิดมิได้มองเห็นคุณค่าที่แท้จริงในกรอบระเบียบทางสังคมที่ครอบครัว โดยเฉพาะมารดาเป็นผู้กำหนดให้ นิดดิ้นรนออกจากครอบครัวด้วยการกระโดดเข้าสู่ชีวิตแต่งงาน และเมื่อเผชิญกับพฤติกรรมที่ตนไม่พอใจ เกี่ยวกับสามีในเรื่องมารยาททางสังคม นิดก็ปล่อยวางมิได้คิดจะช่วยแก้ไขชี้แนะสามีโดยลืมไปว่า

ในชีวิตเริ่มต้นของคนหนุ่มสาวของชีวิตครอบครัวที่มาจากพื้นฐานและสิ่งแวดล้อมต่างกัน ทั้งสองฝ่ายจำเป็นต้องพึ่งพาช่วยเหลือเพื่อให้ต่างฝ่ายต่างเติบโตไปด้วยกัน การนิ่งเฉยยอมรับสภาพ นำไปสู่ความไม่พึงพอใจ ความเหนื่อยหน่ายชิงชังในความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยา โดยเฉพาะ เมื่อพฤติกรรมทางเพศของสามีไม่ได้สนองต่อความต้องการของนิดเช่นกัน

กรณีนี้คงจะโทษผู้ชายฝ่ายเดียวคงไม่ได้ ถึงแม้ว่าเขาจะคิดว่าเขารู้ดี แต่การเป็นหมอ มิได้มีประกาศนียบัตรยืนยันว่าเขาจะมีความสามารถทางเพศได้ดีด้วย เพราะ "เซ็กซ์" เป็นเรื่องของคนสองคนต้องร่วมมือช่วยเหลือ และตอบสนองต่อความต้องการของกันและกัน

การพยายามทนยอมรับสภาพความสัมพันธ์ในชีวิตครอบครัวเพียงเพราะความพร้อมเพรียง หรือความสมบูรณ์ทางด้านวัตถุเป็นเงื่อนไขอย่างหนึ่ง ในช่วงที่นิดยังไม่พบคนที่ถูกใจ แต่เมื่อพบคนที่พึงพอใจผ่านเข้ามาในกรณีผู้ชายคนนี้ นิดก็ยึดติดอีก และกลายเป็นความรู้สึกสูญเสีย เมื่อเขาตัดสัมพันธ์ ทั้งๆ ที่ความจริง นิดมิได้เป็นเจ้าของหรือมีสิทธิใดๆ ทั้งสิ้น ต่างฝ่ายต่างพบกัน ด้วยเงื่อนไขทางอารมณ์ เป็นอารมณ์ส่วนเกินที่คนคนหนึ่งไม่ว่าหญิงหรือชายสามารถจะเกิดขึ้นได้ ความสำคัญนั้นอยู่ที่ว่าเราจะควบคุมมันได้แค่ไหน ?

เมื่อนิดปล่อยให้อารมณ์ส่วนเกินมีอิทธิพลจนปลดปล่อยตัวให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับผู้ชายที่มีครอบครัวแล้ว ก็ต้องพร้อมจะยุติความสัมพันธ์เมื่อฝ่ายชายบอกเลิก แต่จากการที่นิดคร่ำครวญต้องการที่จะได้เป็นเจ้าของผู้ชาย โดยแสดงความรู้สึกอิจฉาภรรยาของเขา หรือประท้วงความโชคไม่ดีของตัวเองโดยเอาสามีเข้าไปเปรียบเทียบ กับผู้ชายคนที่สองและตัวเธอเองกับภรรยาของเขา

โดยลืมความเป็นจริงไปว่า การที่ "นิด" เป็นผู้เลือกทางเดินของเธอเองด้วยเหตุผล ความสะดวกสบายทางวัตถุ ไม่ใช่เพราะเธอทนสามีเธอไม่ได้ เพราะถ้าไม่ได้ผู้ชายคนนี้ นิดจะไม่ยอมหย่ากับสามี และเธอไม่มีวันจะหย่าสามีถ้าผู้ชายไม่เลิกกับภรรยาของเขา !

ส่วนผู้ชายที่นิดไปเกี่ยวข้องด้วย เราคงให้คำตอบแทนเขาไม่ได้ เพราะผู้ชายที่มีคุณธรรมเพียงพอ คงไม่ฉวยโอกาสเมียเผลอมาวุ่นวายกับเมียชาวบ้าน แน่นอนคำว่า "รัก" นั้นใครๆ ก็พูดได้ แต่จะจริงจังแค่ไหน ก็ต้องดูที่พฤติกรรม สำหรับความคาดหมายที่นิดคิดว่าเขาควรจะหย่ากับภรรยามาแต่งงานกับนิด เขาอาจไม่กระทำ

เหตุผลหนึ่ง คือ ฝ่ายชายตระหนักดีว่า ในความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยานั้น ความเข้าอกเข้าใจ ความผูกพันในช่วงระยะเวลาที่เขาได้อยู่ร่วมกันมาก่อนนั้น มีความลึกซึ้งมากกว่าความสัมพันธ์ทางเพศ เพียงชั่วคราว

อนึ่ง อาจเป็นนิสัยปกติของผู้ชายไทยด้วยที่ไม่เห็นว่าพฤติกรรมผิดลูกผิดเมียของเขาเป็นเรื่องเสียหาย แต่ถ้าเป็นผู้หญิงกระทำ ดังกรณีของนิด เขาอาจรับไม่ได้

เป็นที่น่าสังเกตอย่างหนึ่งว่า การเติบโตขึ้นมาในครอบครัวไทยที่มีระเบียบเข้มงวดของนิได้ฉุดรั้ง ความเข้มแข็งความมั่นใจในตัวเองของเธอไป ทำให้ไม่กล้าที่จะก้าวไปสู่การเรียนรู้ปรับปรุงพฤติกรรม ที่เธอไม่พึงพอใจ ไม่ว่าจะด้านการดำเนินชีวิต หรือเรื่องเซ็กซ์ ซึ่งนี่อาจเป็นพฤติกรรมทั่วไปของผู้หญิงไทย ที่ยินยอมจะอดทนหรือโอนอ่อนเพื่อให้ชีวิตสมรสดำเนินต่อไป

ไม่ว่าด้วยเหตุผลเพื่อลูก หรือเพื่อวัตถุความสะดวกสบายหน้าตาทางสังคม แต่เมื่อเกิดพลังความกล้าขึ้น เธอก็กลับแสดงความกล้าที่บ้าบิ่น และเสี่ยงต่อคำติฉินนินทาของสังคมได้โดยไม่คำนึงถึงศีลธรรม คุณธรรม และไม่คิดถึงแม้แต่ความรู้สึกของลูกและผัว !

อย่างไรก็ตาม ในบรรยากาศและสถานการณ์ของการดำเนินชีวิตปัจจุบัน เพียงถ้าเราจะพิจารณา ทุกอย่างด้วยเหตุผล และหลักของความเป็นจริง "กฎของเกม" เมื่อใดที่เราตัดสินใจที่กระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดไปแล้ว ก็ต้องกล้าเผชิญกับผล หรือรับผิดชอบในสิ่งที่ตนกระทำลงไป

เพราะฉะนั้น ไม่ว่านิดจะเจ็บปวดเพียงใด ก็คงได้แต่เก็บไว้เป็นความทรงจำของรสชาติ ความพึงพอใจที่เธอไม่ได้รับจากสามี !

อรอนงค์ อินทรจิตร
นรินทร์ กรินชัย

(update 19 เมษายน 2001)


[ ที่มา...หนังสือผู้หญิงกับเซ็กซ์ โดย อรอนงค์ อินทรจิตร และ นรินทร์ กรินชัย]

[ BACK TO LIST]
main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]

Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600