มาที่นี่ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ ภาษาไทย จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน INTERNET
ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ http://i.am/thaidoc หรือ http://hey.to/yimyam



ผิดหรือไม่ ถ้าจะเที่ยวผู้ชาย ?!?


"แวว" เป็นหญิงสาววัย 40 ปี สามีและเธอทำธุรกิจที่ดินในช่วงเศรษฐกิจกำลังเฟื่องฟู จึงทำให้ฐานะครอบครัวจากมีบ้าง ไม่มีบ้าง กลับกลายเป็นนายทุนขนาดย่อย หรือจะเรียกว่า เป็นเศรษฐีใหม่ก็คงไม่ผิดนัก และจากชีวิตธรรมดาๆ ก็กลายเป็นการแสวงหาสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ เพื่อทำให้ชีวิตมีรสนิยมที่ทันสมัยเทียมเท่าเพื่อนฝูงในรุ่นเดียวกัน โดยเฉพาะเรื่องเพศ และนั่นคือเหตุผลในการโทรศัพท์มาปรึกษาศูนย์ฮอทไลน์
" พี่คะ หนูมีเรื่องทันสมัยจะปรึกษา" เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงกึ่งเขินอายแต่ปนด้วยเสียงหัวเราะ ทำให้เราต้องย้อมถามกลับไปว่า
" อย่างไรที่เรียกว่าทันสมัยคะ ?"
" โธ่! พี่ก็เรื่องทันสมัยที่คนสมัยนี้ชอบทำกันไงพี่" เธอกล่าวท้วงเหมือนกับว่า สิ่งที่เธอกำลังจะพูดถึงเป็นเรื่องปกติวิสัยที่คนทุกคนจะต้องปฏิบัติ หรือกระทำเป็นเรื่องปกติ แต่ศูนย์ฮอทไลน์ก็นึกไม่ออกเดาไม่ได้ นอกจากบอกว่า

" เรื่องทุกเรื่องที่ผู้ใช้บริการโทรฯมา เราถือว่าเป็นเรื่องทันสมัยเสมอค่ะ แล้วเรื่องที่ว่าทันสมัยของคุณคือเรื่องอะไรค่ะ ?"
" โธ่ ก็เรื่องไปเที่ยวผู้ชายไงพี่ !" เธอบอกกล่าวในที่สุด
" คุณกำลังบอกว่า คุณไปเที่ยวผู้ชายขายบริการมา ?"
" ใช่คะพี่…" เธอรับคำด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น
" ก็เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ ทำได้สำหรับผู้หญิงสาวโสดสมัยนี้ที่มีเงินมีฐานะ และไม่ต้องการจะมีพันธะผูกมัดกับใคร ก็คงเหมือนเมื่อมีของที่วางขายในตลาด ถ้าเรามีเงินซื้อก็ซื้อได้เป็นสิทธิของเรา" นั่นคือการยอมรับพฤติกรรมของนักจิตวิทยา อย่างศูนย์ฮอทไลน์

" พี่…หนูมีสามีแล้วนะไม่ใช่คนโสด !"
" อ้าว…แล้วสามีคุณรู้หรือเปล่า ?"
" รู้ซิพี่… เขาเป็นคนแนะนำให้หนูไปเที่ยวผู้ชายขายบริการเองแหละ!"
" อ้อ…ก็สามีคุณเป็นคนแนะนำให้ไปเที่ยวผู้ชาย คุณก็ไปมาแล้ว แล้วอะไรคือปัญหา ?"
" คือ…หนูอยากรู้ว่ามันผิดศีลธรรมหรือเปล่า ?" นั่นคือความวิตกกังวลของ "แวว" หลังจากที่เธอได้ไปเที่ยวผู้ชาย หรือไปมีความสัมพันธ์ทางเพศกับผู้ชายที่ไม่ใช่สามีของเธอมา โดยที่สามีเป็นผู้แนะนำหรืออนุญาตให้ทำ ก็คงเหมือนกับที่สามีไปเที่ยวผู้หญิงขายบริการ เพื่อเปลี่ยนรสชาติทางเพศ แต่เมื่อ "แวว" ทำไปแล้ว ก็เกิดความสับสน ขัดแย้งกับตนเอง เนื่องจากเธอเป็นคนไทยที่เติบโตมาในสิ่งแวดล้อมทางวัฒนธรรมประเพณี และศาสนาที่อบรม ให้เชื่อในเรื่องของ "ผัวเดียวเมียเดียว" หรือการผิดลูกผิดเมียผิดสามีกับผู้อื่น เป็นการ "ผิดศีลข้อสาม !"
อย่างไรก็ตาม ในช่วงของ "เศรษฐกิจบูม" ทำให้เกิด "เศรษฐีใหม่" ขึ้นมากมาย จนทำให้พฤติกรรมของผู้คนในสังคมไทยแปรเปลี่ยนไปตามลักษณะของ "วัตถุนิยม" คนมีเงินสามารถจะซื้อหาอะไรก็ได้ที่เขาต้องการ หรือที่พูดกันเป็นเชิงประชดประชันว่า "มีเงินเสียอย่างหนึ่ง ทำอะไรก็ไม่น่าเกลียด" หรือ "คนมีเงินทำอะไรก็ไม่น่าเกลียด !" โดยเฉพาะในเรื่องของการแสวงหาความสุขทางเพศโดยไม่มีขอบเขตว่า หญิงชายหรือเด็ก ! การกอบโกยความสุขทางเพศของคนสมัยใหม่ จึงกลายเป็นการสร้างค่านิยมทางเพศอย่างผิดๆ

เช่นกัน หลายปีที่ผ่านมามีการรณรงค์กันมากถึงคำว่า "สิทธิสตรี" ว่าผู้หญิงมีสิทธิเทียมเท่าบุรุษ นั่นคือทั้งสองเพศต่างมีสิทธิที่เท่าเทียมกัน แต่ในช่วงของความเปลี่ยนแปลงที่มีคำว่า "เงิน" เข้ามาเป็นปัจจัยให้คนมากมายหยิบฉวยข้อมูลอย่างผิดๆ ตามแต่จะคิดเอาเองว่า ผู้หญิงมีสิทธิเท่าเทียมชาย เพราะฉะนั้นอะไรที่ผู้ชายทำได้ผู้หญิงก็ต้องทำได้เช่นเดียวกัน ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด เพราะในความจริงก็คือ สิ่งใดที่สังคมเคยประณามหรือลงความเห็นว่า พฤติกรรมของเพศชายนั้นไม่ดี เช่นการมีเมียน้อย หรือมีเมียหลายคน การเที่ยวโสเภณีเด็ก หรือการซื้อบริการทางเพศนั้นเป็นสิ่งที่คนดีๆ เขาไม่ทำกัน ! ผู้หญิงที่มี "สติ" ก็ไม่ควรจะประพฤติปฏิบัติตาม เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องของ "สิทธิสตรี" แต่เป็นพฤติกรรมที่ไม่ดี ไม่ว่าหญิงหรือชายก็ไม่ควรกระทำ !

สำหรับกรณีของ "แวว" เองก็เช่นกัน การอบรมเลี้ยงดูในสังคมไทยที่ผ่านมา เธอมีความเชื่อว่า ไม่ว่าหญิงหรือชายก็ไม่ควรมีการ "ผิดลูกผิดเมียสามีใคร" แต่ในช่วงของความเครียด ที่เกิดจากการทำมาหากิน การใช้ชีวิตคู่กับสามีซึ่งก็คงเห็นการเที่ยวโสเภณีเป็นเรื่องปกติ เมื่อมีเงินมีฐานขึ้น ก็สนับสนุนให้ภรรยา ไปใช้บริการทางเพศได้เช่นเดียวกับตัวเอง แต่เมื่อทำไปแล้ว สามัญสำนึกก็บอกกับตัวเธอเองว่า มันเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะไม่ควร แล้วก็ทำให้เกิดความรู้สึกผิดสับสนขัดแย้ง ไม่แน่ใจในการกระทำของตัวเอง เพราะฉะนั้น เราก็ต้องอธิบายให้เธอเข้าใจถึงคำว่า "สิทธิสตรี" อย่างชัดเจนว่าหมายถึงสิทธิ และการกระทำในทางที่ดีๆ เช่น โอกาสที่ผู้หญิงควรจะได้การรับสนับสนุนส่งเสริมและยกย่อง ให้ดำรงตำแหน่งสูงๆ ในทางราชการหรือเอกชนได้เช่นเดียวกับเพศชาย ส่วนการเรียกร้อง "สิทธิ" ในทางลบ หรือในพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมนั้น ไม่ใช่สิ่งที่ "สุภาพสตรี" จะพึงกระทำ

ถึงกระนั้น พฤติกรรมการซื้อหา "ความสุขทางเพศ" ที่ผู้หญิงมากมายประพฤติปฏิบัติอยู่ทุกวันนี้ ก็ได้สร้างปัญหาและส่งเสริมให้เกิดการ "ค้าประเวณี" ขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ต่างจากพฤติกรรม ที่ผู้ชายได้กระทำมาเนิ่นนาน

ดังในกรณีของ "พล" เด็กหนุ่มวัย 19 ปี จากครอบครัวยากจนในชนบท ซึ่งเมื่อจบชั้นมัธยม 6 ที่บ้านต่างจังหวัดก็ได้เดินทางเข้ามาสมัครสอบเข้ามหาวิทบาลัยในกรุงเทพฯ ปรากฏว่าสอบติด แต่ไม่มีเงินไปลงทะเบียน ระหว่างที่นั่งคิดว่าจะทำอย่างไรต่อไป หรือจะไม่เอากลับบ้านดีกว่า ไม่มีเงินพอจะเล่าเรียน แต่อีกใจก็คิดว่า อุตส่าห์บากหน้ามาแล้ว สอบได้ด้วย จะกลับบ้านไปเฉยๆ ก็เสียดายเสียเที่ยวมา ระหว่างนั้นนักเรียนสาวคนหนึ่งได้เข้ามาทักทายสอบถาม เมื่อเขาเล่าเรื่องให้ฟังเธอก็ชวนไปที่บ้านเพื่อปรึกษา "คุณแม่" ที่บ้าน

เธอบอกว่า เธอเองก็เป็นลูกเลี้ยงของ "คุณแม่" ซึ่งเป็นแม่หม้ายอยู่ตัวคนเดียว ทำธุรกิจขนาดกลางร่วมกับเพื่อนผู้หญิงรุ่นราวคราวเดียวกันอีกหลายคน ทั้งหมดเป็นคนมีฐานะ แม้จะไม่ใช่คนมีการศึกษาแต่ก็ทำมาหากิจด้วยลำแข้งของตัวเอง ก็น่าที่จะเข้าใจปัญหา และคงไม่รังเกียจที่จะช่วยเหลือ

"พล" ได้พบกับ "คุณแม่" วัย 45 ปี ที่ยังดูสาวมาก ท่าทางกระฉับกระเฉง เธอเป็นหญิงจีนที่เติบโตมาจากความยากลำบาก แต่ก็ก่อสร้างตัวเองมาตามลำพัง สามีเลิกร้างไปนานแล้ว และได้รับเพื่อนหญิงของพลมาเป็นลูกสาวตั้งแต่ยังเล็ก ทั้งสองอยู่บ้านที่ค่อนข้างใหญ่ในสายตาของ "พล" เมื่อได้พบปะพูดคุยสอบถามความเป็นมา "คุณแม่"มองเด็กหนุ่มอย่างสำรวจตรวจตราตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วก็ลงความเห็นว่า เขาเป็นเด็กหนุ่มที่หน้าตาดี ร่างกายแข็งแรง ผิวขาวสะอาด ดูเธอพอใจในตัวเขามาก พร้อมกับสั่งให้เขาไปทำตัวให้สะอาดสะอ้าน และให้ห้องนอนที่โรงรถซึ่งแยกต่างหาก ออกไปเป็นที่อยู่อาศัย

"คุณแม่" บอกเพียงว่า ถ้าเขาเป็นเด็กดี ไม่ดื้อรั้น ปฏิบัติตามคำสั่งและคำพูดของคุณแม่ได้ ก็ไม่มีปัญหาอะไรนางยินดีจะส่งเสียเขาให้เล่าเรียนจนจบ "พล" รู้สึกว่าตัวเองโชคดี อย่างเหลือเชื่อ ที่มีผู้ใหญ่ให้การอุปการะดูแลขนาดนี้ เขารู้สึกขอบคุณเพื่อนหญิงคนนั้นมาก เธอเองเรียนอยู่ ที่มหาวิทยาลัยแห่งนั้นเป็นรุ่นพี่ของเขาสองปี เขารู้สึกประทับใจในความเอื้ออารีของเธอมาก และหวังว่าจะได้เรียนให้จบเพื่อหางานทำส่งเสียพ่อแม่และน้องที่ต่างจังหวัดต่อไป และแน่นอนที่เขาจะต้องทำหน้าที่ทำความสะอาดบ้านหลังนี้ เพราะที่นี่ไม่มีคนใช้ ทุกคนจึงต้องช่วยกันทำงานในบ้าน

ชีวิตการเรียนเริ่มได้ไม่นาน "พล" ก็พบว่าในวันที่เพื่อนหญิงหรือ "ลูกสาว" ไม่อยู่บ้าน "คุณแม่"จะเรียกเขาขึ้นไปที่ห้องนอนแอร์เย็นเฉียบ โดยเธออยู่ในชุดนอนบางเบาเกือบเปลือยเปล่า เธอบอกให้เขาทำความสะอาดตัวเองและเข้าไปนวดให้เธอ กึ่งกล้ากึ่งกลัว แต่ก็ไม่รู้จะปฏิเสธอย่างไร ตลอดวัย 19 ปีของความเป็นหนุ่ม "พล" ยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์มาก่อน แต่จากวันนั้น "คุณแม่" ก็สอนกึ่งบังคับเขาให้ร่วมหลับนอนด้วย ในลักษณะที่ทำให้เขาตระหนักว่า นั่นคือ "งาน" ที่เขาต้องทำเพื่อแลกกับที่อยู่อาศัย และการได้เรียนต่อระดับมหาวิทยาลัย

"พล" สับสนขัดแย้ง ไม่เข้าใจแต่ก็พยายามจะเข้าใจ เขาไม่ได้สนุกกับมัน แต่ทุกอย่างดำเนินไปตามคำสั่งของนาง เพื่อให้ความสุขทางเพศกับผู้หญิงสูงวัยคนนี้ แต่สิ่งที่ทำให้สภาพจิตของเขานับวันจะแย่ลงมากๆ ก็คือ "คุณแม่" ไม่ได้ต้องการที่จะหาความสุขตามลำพัง วันหนึ่งนางได้พาเพื่อนหญิงวัยไล่เลี่ยกันมาอีกสี่ห้าคน ทุกคนเข้ามาจับต้องลูบคลำเขาเหมือนสัตว์ประหลาด ติบ้างชมบ้างสุดท้ายเขาก็ถูกสั่งให้ร่วมเพศกับแต่ละคนอย่างทั่วถึง มันทำให้เขาเหนื่อยเพลียแทบขาดใจ แต่ผู้หญิงเหล่านี้ ไม่ได้คำนึงถึงความรู้สึกของเขา ทุกคนอยู่ในสภาพเหมือนสัตว์ที่อดอยากหิวโหย เรียกร้องและบังคับเขาไม่ต่างไปจากสัตว์ตัวเมียทั่วไป หลังจากอิ่มเอมแล้ว ต่างก็โยนเงินให้เขา แล้วก็หัวร่อต่อกระซิกกันอย่างมีความสุข !

เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา จากความเยาว์วัยกลายเป็นความกระด้างแข็งกร้าว แต่ "พล" รู้สึกเหมือนตัวเองอยู่ในสภาพจำยอม เพราะไม่มีที่ไป ไม่รู้จะทำอย่างไรกับตัวเอง ไม่สามารถบอกเล่าปรึกษาใครได้ เขารู้สึกเหมือนศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์มันถูกปล้นไปหมด และเขาต้องการจะเอาคืน จะด้วยวิธีใดเขาไม่รู้ แต่สุดท้ายเขาก็ก้าวออกจากบ้าน "คุณแม่" ไปด้วยหัวใจที่มีแต่ความอาฆาตแค้นในความเป็น "ผู้หญิง" ของคนเหล่านั้น เขาบอกกับตัวเองว่า "วันหนึ่ง เขาจะต้องเอาคืน !"

พฤติกรรมการเที่ยวชายขายบริการ กลายเป็นการแสวงหาความสุขทางเพศ สำหรับผู้หญิงบางกลุ่มที่ยังขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องของเพศสัมพันธ์อย่างแท้จริง เธอจึงมุ่งเน้นเพียงแค่การสอดใส่ เพื่อให้ร่างกายได้รับการตอบสนอง และผ่อนคลายความเครียด ลงเท่านั้นเอง เธอไม่ได้คำนึงถึงความแตกต่างทางฐานะครอบครัว พื้นฐานการศึกษา การติดต่อสื่อสารทางความนึกคิด และความสามารถที่จะผสมผสานกันได้ในการดำเนินชีวิตคู่ ระหว่างหญิงชาย ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวผู้หญิงมากมายมองว่า เป็นพฤติกรรมที่ขาดการให้ความเคารพ ต่อร่างกายและต่อศักดิ์ศรีของความเป็นคนคนหนึ่ง

ดังในกรณีของ "จิน" หญิงสาววัย 30 ปี มีครอบครัวแล้ว แต่ด้วยความอยากรู้อยากเห็น เมื่อได้ข่าวว่ามีบาร์สำหรับผู้หญิงเข้าไปเที่ยวหาความสุขได้ โดยจะมีขายบริการไว้คอยดูแลเป็นเพื่อนคุย

"จิน" บอกว่า บาร์ผู้หญิงดังกล่าวพยายามจะลอกเลียนแบบบาร์ในประเทศตะวันตก ซึ่งมีความเปิดเผยในเรื่องเซ็กซ์มากกว่าคนเอเชีย แต่จากวัฒนธรรมประเพณีที่แตกต่างกัน ทำให้คุณภาพของชายบริการนั้นไม่เหมือนกัน เนื่องจากบาร์ประเภทนี้เน้นที่การให้ความสำคัญ ใส่ใจดูแล หรือให้การเทคแคร์กับลูกค้าหญิง เยี่ยงสุภาพบุรุษพึงกระทำต่อสุภาพสตรี แต่ของคนไทยเรานี้ แม้แต่คนไทยทั่วไป ที่มีการศึกษายังไม่ค่อยจะเข้าใจคำว่าสุภาพบุรุษ ยังไม่รู้วิธีดูแลใส่ใจผู้หญิง อย่างที่สุภาพสตรีพึงได้รับเลย นับประสาอะไรกับการนำผู้ชายด้อยการศึกษา ฐานะยากจน หรือคนที่มาจากท้องนาท้องไร่มาทำงานขายบริการขายความเอาใจใส่ เพื่อเติมเต็มให้กับความขาด ความเหงาของผู้หญิงบางกลุ่มเหล่านี้ !

ผู้หญิงที่อยากรู้อยากเห็นมากมาย เป็นผู้หญิงมีการศึกษาและคุ้ยเคยกับวัฒนธรรม ประเพณีคนตะวันตก ซ้ำยังหลงใหลในความเป็นสุภาพบุรุษตะวันตก เหล่านั้น จึงอยากจะที่เจอะเจอ บริการที่มีคุณภาพเช่นนั้น แต่ก็ต้องผิดหวัง เพราะพื้นฐานจากสภาพครอบครัวไทยนั้น ไม่ได้อบรมสั่งสอนให้ผู้ชายรู้จักเอาใจใส่สตรี แต่ในทางตรงกันข้ามผู้หญิงคือฝ่ายที่จะต้องปรนนิบัติ ดูแลเพศชายตั้งแต่เล็กจนโต เพราะฉะนั้นจึงไม่น่าแปลกใจ ที่ปัญหาโสเภณีในประเทศไทย เป็นปัญหาที่พูดกันไม่รู้จบ แต่ความต้องการกลับเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ

ส่วนกรณีของ ชายขายบริการ นั้น ผู้หญิงที่ใช้บริการก็ไม่ได้สนใจอะไรมากมายไปกว่า การเติมเต็มเซ็กซ์ ที่ขาดหายไปจากชีวิตคู่ หรือจากความไม่รู้ จากความไม่สมดุลของเพศชาย ที่ได้ชื่อว่าเป็นสามี โดยที่มองไม่เห็นความด้อยคุณภาพ ของชายขายบริการ เพราะในภาพชีวิต ก็ไม่เคยเห็น ไม่เคยได้รับการปรนนิบัติดูแลอย่างที่เห็นในภาพยนต์ฝรั่ง เพราะฉะนั้นมากมาย จึงมองไม่เห็นความแตกต่างด้านคุณภาพ หรือในกลายกรณีพบว่า ปัจจัยสำคัญที่นำมาสู่ การซื้อบริการทางเพศ ก็คือเงิน เนื่องจากในช่วงเศรษฐกิจเฟื่องฟู ผู้คนมากมายกลายเป็นเศรษฐีใหม่ ต้องการใช้ชีวิตหรูหรา ฟุ่มเฟื่อยต้องการใช้เงินซื้อหาในสิ่งที่ตนไม่ได้รับหรือขาดหายไป เช่น ความรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า มีอำนาจต่อรองทางเพศ เพราะฉะนั้นการมีโอกาสซื้อบริการทางเพศจากผู้ชาย ก็คือการเพิ่มความรู้สึกว่า ตัวเองมีอำนาจในการต่อรองทางเพศเพิ่มขึ้น มีอำนาจเหนือผู้ชายมากขึ้น !

อย่างไรก็ตาม ในหลายกรณีพฤติกรรมและการกระทำดังกล่าวซึ่งอาจเริ่มต้นจากความเหงา ต้องการเพื่อน ต้องการรู้สึกว่าตัวเองมีสิทธิในการซื้อหาและใช้บริการทางเพศ หรือต้องการประชดสามี ก็อาจนำไปสู่ความสูญเสียหรือกลายเป็นปัญหาครอบครัวต่อไปได้

ดังนั้นในกรณีของ "จิ๋ว" หญิงสาววัย 32 ปี แต่งงานมาเจ็บปีมีลูกสองคน สามีมีกิจการส่วนตัว เธอเองเป็นแม่บ้าน ตั้งแต่แต่งงานมาก็ดูแลครอบครัวอย่างเดียวเสมอมา ระยะหลังเศรษฐกิจไม่ดี สามีเครียดจากข้างนอกก็กลับมาระบายอารมณ์กับภรรยา ทำให้มีการทะเลาะเบาะแว้งกันไม่ขาด เพื่อนๆ ที่คบหากันอยู่จึงแนะนำที่จะพาไป "จิ๋ว" ไปคลายเครียดที่บาร์สำหรับผู้หญิง ซึ่งพวกเธอก็ไปเที่ยวกันอยู่เสมอๆ เหมือนผู้ชายเที่ยวโสเภณีทั่วไป ไม่จริงจัง

แต่…"จิ๋ว" ซึ่งไม่เคยมีพฤติกรรมเช่นนั้นมาก่อน เมื่อได้มารู้จักและซื้อบริการทางเพศ กับผู้ชายเพียงครั้งเดียว ก็กลายเป็นเรื่องธรรมดาสม่ำเสมอ ไม่สนใจคำตักเตือนของเพื่อนๆ และคนในครอบครัว เธอห้ามไม่ให้ใครมายุ่งเกี่ยวกับเธอ เพราะ "จิ๋ว" มีความพึงพอใจในผู้ชายคนนั้นมาก จนไม่ต้องการเลิก ทั้งพ่อแม่ญาติพี่น้องและเพื่อนๆ ตลอดจนสามี "จิ๋ว" ขอร้องให้เธอเลิกพฤติกรรม เลิกติดต่อกับชายคนนั้น แต่เธอไม่ยอม เธอพร้อมจะทิ้งลูกและสามีไปอยู่กินกับผู้ชายคนนั้น !

แน่นอน…คนที่รู้สึกผิดมากที่สุดก็คือเพื่อนๆ ของ "จิ๋ว" เพราะพวกเธอไม่รู้ว่า "จิ๋ว" จะอ่อนไหวไปมากมายกับผู้ชายขายบริการ ซึ่งคงไม่มีวันที่จะสามารถทำมาหากินเพียงพอจะดูแล "จิ๋ว" ได้ โดยเฉพาะ "จิ๋ว" มีลูกอีกสองคนที่ต้องการแม่ ต้องการพ่อและความเป็นครอบครัวมากกว่า ปัญหาจึงอยู่ที่ว่า จากนี้ไป "จิ๋ว" จะจัดการกับชีวิตครอบครัวของเธออย่างไร ?

อรอนงค์ อินทรจิตร
นรินทร์ กรินชัย

(update 4 พฤษภาคม 2001)


[ ที่มา...หนังสือผู้หญิงกับเซ็กซ์   โดย อรอนงค์ อินทรจิตร และ นรินทร์ กรินชัย]

[ BACK TO LIST]
main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]

Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600