มาที่นี่ ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ภาษาไทย
จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน   INTERNET   ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ
http://i.am/thaidoc    หรือ     http://hey.to/yimyam

กินแก้แพ้แดด


คนจำนวนไม่น้อยเกิดอาการแพ้แดด โดนแดดหน่อยเดียวก็ออกอาการ ผิวลอกผิวแดงซะแล้ว บางคนเกิดอาการหนักเข้าผิวลอกอยู่บ่อยๆ อาจเกิดมะเร็งผิวหนังตามมาได้ อาการแพ้แดด จึงไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เลย

ปัญหาของแสงแดดหากมีแค่ความร้อน เผาผลาญทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำอย่างเดียว คงไม่ค่อยซีเรียสนัก สูญเสียน้ำหรือเหงื่อมากเพียงแค่ดื่มน้ำทดแทนอาการขาดน้ำก็คงพอบรรเทาไปได้ แต่อาการแพ้แดดที่เจอกันทั่วไปไม่ได้เกิดจากความร้อนของแสงแดดแต่เกิดจากรังสี ที่มีอยู่ในแสงแดดต่างหาก

แดดที่ผ่านชั้นบรรยากาศเข้าสู่โลกของเรานั้นผ่านการกรองมาหลายชั้นแล้ว เครื่องกรองรังสีชั้นแรกอยู่บนบรรยากาศสูงขึ้นไปลิบๆ มีก๊าซบางชนิดอย่างเช่นโอโซน เป็นตัวกรองรังสีจากอวกาศ ปัญหาในขณะนี้คือชั้นโอโซนบางจ๋อยลงทุกวันด้วยฝีมือ การทำลายของมนุษย์ รังสีจากบรรยากาศทุกวันนี้จึงผ่านมาถึงผิวโลกได้มากกว่าแต่ก่อนมาก แม้จะผ่านเครื่องกรองรังสีในบรรยากาศอีกสองสามอย่างแล้วก็ตาม

รังสีหลักที่มากับแสงแดดและสร้างปัญหาให้กับผิวหนังคือรังสียูวี ซึ่งสามารถแยกได้เป็น 2 ชนิด คือ ยูวีเอ (UV-A) และ ยูวีบี (UV-B)

รังสียูวีเอ นั้นเป็นรังสีคลื่นยาว เมื่อผ่านมาถึงผิวโลกแล้วหากใครไปโดนเข้ารังสีกลุ่มนี้ สามารถผ่านทะลุเข้าชั้นหนังกำพร้าและชั้นหนังแท้ได้ ปัญหาของรังสียูวีเอคือ มันสามารถทำลายโครงสร้าง และเซลล์ผิวหนัง ทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่น และยังเสริมฤทธิ์รังสียูวีบีซึ่งเป็นรังสีกลุ่มที่สองได้อีกด้วย

รังสียูวีบี เป็นรังสีคลื่นสั้น เมื่อผ่านเข้ามาถึงผิวหนังจะถูกผิวหนังส่วนนอกจับไว้ ดังนั้น มันทำได้แค่ผ่านทะลุชั้นหนังกำพร้าและหนังแท้ชั้นบนเท่านั้นไม่ทะลุผ่านชั้นหนังกำพร้าเข้าไปได้ รังสีชนิดนี้ทำให้เกิดอาการแพ้แดดอย่างที่เรารู้จักกัน

รังสียูวีเอมีไม่มากสักเท่าไหร่ แต่มีผลทำให้คนที่ถูกแสงแดดกร้านอยู่ทุกวันมีอาการแก่ก่อนวัย เพราะผิวหนังเหี่ยวย่น ส่วนรังสียูวีบีมีปริมาณมากกว่า สร้างปัญหาคือจะก่อให้เกิดอาการแพ้แดด ใครที่ถูกแสงแดดแผดเผาอยู่บ่อยๆ จึงโดนทั้งรังสียูวีบีและยูวีเอ ผลคือทำให้เซลล์เปลี่ยนแปลง เกิดเป็นเซลมะเร็งผิวหนังได้

ตามปกติผิวหนังจะมีกลไกธรรมชาติช่วยในการป้องกันรังสีเหล่านี้ หากจะกล่าวว่า ผิวหนังมีเกราะป้องกันโดยธรรมชาติอยู่แล้วก็คงไม่ผิด ผิวหนังคนเราไม่ได้บางนัก ดังนั้น ใครที่โดนแดดเผาเป็นประจำผิวหนังจะมีมาตรการในการป้องกันรังสี ที่เห็นชัดเจนก็คือ เม็ดสีใต้ผิวหนังหรือที่เรียกกันว่าเม็ดสีเมลานินนั่นแหละ

คนที่โดนแดดเผาบ่อยร่างกายจะสร้างเมลานินไว้มาก เหตุนี้เองจึงทำให้คนที่อยู่ในประเทศร้อน แสงแดดมีรังสีมาก ผิวมักจะดำเพราะผิวหนังมีเมลานินปริมาณสูง ส่วนคนที่อยู่เขตที่มีแสงแดดน้อย ผิวหนังมักมีเมลานินต่ำทำให้แสงแดดและรังสียูวีผ่านได้บ้างเพื่อประโยชน์บางอย่าง

โทษของรังสียูวีจำนวนมากนั้นรู้กันอยู่แล้ว ในขณะที่รังสียูวีมีประโยชน์อยู่เหมือนกันนั่นคือ มันทำปฏิกิริยากับสารบางตัวในผิวหนังทำให้เปลี่ยนเป็นวิตามินดีได้ คนในเขตหนาวแดดน้อย จึงมีผิวขาวเพื่อทำให้ร่างกายรับรังสีได้บ้าง ขออย่าให้รับรังสีมากเกินไปก็แล้วกัน

กลไกธรรมชาติอีกประการหนึ่งคือ ในผิวหนังมีสารต้านอ็อกซิเดชั่นอยู่ในจำนวนไม่น้อย เมื่อผิวหนังถูกรังสีมากเกินไปจะเกิดปฏิกิริยาที่เรียกว่าออกซิเดชั่น เกิดการจ่ายอ็อกซิเจนอิสระพลังงานสูง ที่สร้างปัญหาหรือที่เราเรียกว่าอนุมูลอิสระนั่นแหละ อนุมูลอิสระเหล่านี้เองที่สร้างปฏิกิริยาลูกโซ่ ทำลายอะไรต่ออะไรอีกหลายอย่างพลั้งพลาดขึ้นมาก็ลุกลามเข้าไปทำลายถึงชั้นในของเซลล์ กระทั่งถึงดีเอ็นเอก่อให้เกิดการแบ่งเซลล์แบบผิดปกติกลายเป็นเซลล์มะเร็งได้ในที่สุด

มะเร็งผิวหนังไม่ได้เกิดง่ายดายนัก พันธุกรรมเองก็มีส่วนกำหนด แต่ไม่ได้หมายความว่า ไม่ต้องห่วงนะครับ เพราะหากป้องกันปฏิกิริยาของอนุมูลอิสระได้ก็น่าจะป้องกันร่างกายได้ดีกว่า ซึ่งโดยธรรมชาติผิวหนังจะมีหนทางป้องกันอันตรายจากอนุมูลอิสระอยู่แล้ว นั่นก็คือ การใช้กลไกของสารต้านอนุมูลอิสระหรือที่เรียกว่าสารต้านอ็อกซิเดชั่นนั่นเอง

ในผิวหนังหรือบนผิวเซลล์ของร่างกายมนุษย์มีสารอาหารที่ทำหน้าที่ต้านอนุมูลอิสระอยู่หลายชนิด ทั้งวิตามินซี วิตามินอี แคโรทีน วิตามินเอ ธาตุซีลีเนียม ธาตุสังกะสี วิตามินบีอย่างเช่นไบโอติน สารอาหารเหล่านี้มีอยู่ในอาหารทั้งสิ้น การกินอาหารให้ถูกลักษณะจึงเป็นวิธีการป้องกันผิวหนังได้ดีที่สุด

มีงานวิจัยทั้งที่ทำในสัตว์ทดลองพบว่า เบต้าแคโรทีน วิตามินซี และวิตามินอี อาจป้องกันผิวหนัง จากการถูกแสงแดดทำลายได้ นอกจากนี้ ยังช่วยชะลอความเสื่อมของผิวได้อีก แต่นั่นเป็นแค่การศึกษา ในสัตว์ทดลองเมื่อลองพิจารณาข้อมูลกันในมนุษย์ นักวิจัยและนักโภชนาการกลับไม่สามารถ ให้คำตอบที่ชัดเจนได้ว่า บทบาทสารต้านออกซิเดชั่นจะช่วยชะลอความแก่ได้จริงหรือเปล่า ใครที่คิดจะกินผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหรือใช้วิธีการเสริมวิตามินต่อต้านความแก่จึงยังทำได้ยาก เพราะไม่สามารถกำหนดปริมาณได้ หากเสริมมากไปอาจสร้างอันตรายได้อีก กลายเป็นหนีเสือปะจระเข้

วิธีการที่ดีที่สุดในการชะลอความแก่จึงทำได้โดยการเลือกกินอาหารให้เหมาะสม การกินอาหารเพื่อลดการแพ้แดดก็ทำได้ด้วยวิธีการเดียวกัน ฤทธิ์ของอาหารไม่รวดเร็วเปรี้ยงปร้างเหมือนยา แต่ขณะเดียวกันก็ไม่สร้างปัญหา การใช้อาหารในการป้องกันแสงแดดจึงเป็นวิธีการที่น่าจะดีกว่ายาเสียด้วยซ้ำ

เมื่อไม่นานมานี้ผู้เชี่ยวชาญ ทางด้านผิวหนังแห่งมหาวิทยาลัย จอห์นส์ ฮอบกินส์ สหรัฐอเมริกา คนหนึ่ง ชื่อแพทย์หญิงอลิซาเบ็ธ ไวท์มอร์ (Elizabeth Whitemore) ออกมาให้ข้อมูลว่าการกินอาหาร ที่อุดมไปด้วยสารต้านออกซิเดชันทั้ง วิตามินซี วิตามินอี วิตามินดี เบตาแคโรทีน ซีลีเนียม สังกะสี จะช่วยป้องกันอันตรายจากแสงแดดและควันบุหรี่ได้ ประเด็นสำคัญของการกินแก้แพ้แดดน่าจะอยู่ตรงนี้นี่เอง

เริ่มกันที่ วิตามินซี ซึ่งเป็นวิตามินที่จำเป็นต่อการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน ที่อยู่ในชั้นหนังแท้ โปรตีนทั้งสองกลุ่มที่กล่าวถึงนี้ เป็นโครงสร้างสำคัญสำหรับผิวหนัง ทำให้ผิวหนังไม่หย่อนยานและแข็งแรง การขาดวิตามินซีมีผลทำให้คอลลาเจนเสื่อมสภาพ เกิดเป็นริ้วรอยเหี่ยวย่นได้ง่ายๆ

คนที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไป เซลล์ในชั้นหนังกำพร้าจะสูญเสียคุณสมบัติในการอุ้มน้ำ ทำให้ผิวแห้งลง ยิ่งโดนแดดมากก็ยิ่งทำให้ผิวแห้งหยาบกร้านมากยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกัน ร่างกายก็จะสร้างเนื้อเยื่อ ทั้งสองชนิดนี้น้อยลงไปเรื่อยๆ ทำให้ชั้นผิวหนังแท้บางลง เกิดเป็นร่องและริ้วรอยเหี่ยวย่นตามมา คนที่ต้องออกแดดอยู่บ่อยๆ แสงยูวีในแสงแดดจะลดระดับวิตามินซีในผิวหนัง ทำให้ความต้องการ ของวิตามินซีสูงขึ้น การเสริมวิตามินซีจากอาหารหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หรือการใช้ครีมกันแดด ที่มีส่วนผสมของวิตามินซี จึงช่วยลดอันตรายจากแสงแดดต่อผิวหนังได้ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะวิตามินซี จะช่วยยับยั้งการก่อตัวของอนุมูลอิสระเมื่อผิวถูกแสงแดด หรือช่วยซ่อมแซมผิวหลังจากที่ถูกแสงยูวีทำลาย ลดอาการอักเสบของผิว

นอกจากนี้ วิตามินซียังช่วยทำให้หลอดเลือดแข็งแรง ถ้าขาดวิตามินซีจะทำให้เส้นเลือดฝอยเปราะ และเกิดรอยฟกช้ำดำเขียวง่าย อย่างไรก็ตาม การเสริมวิตามินซีหรือกินกันในปริมาณมากอย่างที่นิยมทำกัน จะไม่ช่วยอะไรเลย วิธีง่ายๆ คือ เพียงแค่กินวิตามินซีให้เพียงพอจากอาหารทุกวัน หรือประมาณ 200 มิลลิกรัม ก็ช่วยป้องกันผิวหนังจากอาการแพ้แดดได้แล้ว

วิตามินตัวถัดไปคือ เบตาแคโรทีน ซึ่งเป็นสารตั้งต้นในการเปลี่ยนเป็นวิตามินเอ ซึ่งช่วยในการเจริญของเซลล์และเนื้อเยื่อของร่างกายให้เป็นไปตามปกติ ทั้งช่วยป้องกันการติดเชื้อ รักษาสภาวะเยื่อบุผิวหนัง แถมด้วยหน้าที่ของสารต้านอนุมูลอิสระ ชะลอผิวเสื่อมโดยป้องกันผิวถูกทำลาย จากแสงแดด และป้องกันมะเร็งในผิวหนัง

การขาดวิตามินเอ มีผลทำให้เกิดปัญหาต่อผิวหนัง เกิดเป็นตุ่มแข็งลักษณะเหมือนหนังคางคก เกิดผิวหนังแห้งเป็นสะเก็ดและหยาบ นอกจากนี้ยังพบว่าคนที่มีระดับเบตาแคโรทีนในเลือดต่ำ จะเพิ่มความเสี่ยงของมะเร็งในผิวหนังได้ด้วย

การกินอาหารที่มีเบตาแคโรทีนสูง จะช่วยป้องกันผิวหนังจากอาการที่ว่าได้ อาหารที่มีวิตามินเอ ได้แก่ ตับ น้ำมันตับปลา ไข่ นม ส่วนเบตาแคโรทีนมีมากในผักและผลไม้ที่มีสีเหลืองหรือส้มจัด เช่น ฟักทอง แครอท ผักบุ้ง ผักปวยเล้ง คะน้า ตำลึง มะละกอ มะม่วงสุก แคนตาลูป กล้วยไข่ ลูกท้อแห้ง กินให้เพียงพอก็น่าจะพอแล้ว

การได้รับวิตามินเอมากเกินควรเป็นระยะเวลานาน อาจสร้างปัญหาได้ เพราะวิตามินเอ สะสมในร่างกาย ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ ผิวแตกแห้ง การทำงานของตับผิดปกติ ปวดกระดูกและข้อต่อ อาเจียน เบื่ออาหาร กระดูกงอก ระบบประสาทถูกทำลาย และอาจก่อให้เกิดความผิดปกติต่อทารกในครรภ์ ปัญหาส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นมาจากการเสริมวิตามินเอมากเกินควรทั้งสิ้น

ส่วนการได้รับเบตาแคโรทีนจากอาหารมากเกินไปจะทำให้ผิวมีสีเหลืองกลายเป็นสังข์ทองได้เช่นกัน อาการที่ว่านี้ไม่เป็นอันตราย แต่ก็สร้างความรำคาญทางอารมณ์ขึ้นได้ เพียงหยุดกินอาหารที่มีเบตาแคโรทีนสูง อาการก็จะหายไปได้เองครับ

นักวิจัยต่างก็มีความเห็นตรงกันว่า การรับประทานสารแอนติออกซิแดนท์จากผักและผลไม้ชนิดต่างๆ เป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุด และให้ผลกับสุขภาพมากที่สุด นอกจากนี้ งานวิจัยล่าสุดได้สรุปว่า เบตาแคโรทีนสังเคราะห์ในรูปเม็ดยาไม่มีผลในการป้องกันมะเร็งชนิดใดเลย การกินในรูปเม็ดยา อาจทำให้เกิดผลเสียแก่ร่างกายได้ด้วยซ้ำ

มีข้อมูลว่าการกินเบตาแคโรทีนในรูปเม็ดยามากๆ อาจมีผลต่อการทำงาน หรือการดูดซึมสารอาหารตัวอื่น เช่น อาจลดระดับแคโรทีนอยด์อื่น มีผลในการลดการต่อต้าน ปฏิกิริยาการเกิดมะเร็งได้ มีรายงานว่าการกินเบตาแคโรทีนในรูปเม็ดยา อาจเร่งปัญหามะเร็งแทนที่จะช่วยแก้ปัญหา

นอกเหนือจากวิตามินซี วิตามินเอ แล้ว ยังมี วิตามินดี วิตามินอี ที่ช่วยป้องกันผิวหนัง หรือแก้อาการแพ้แดดได้ วิตามินดีคนไทยไม่ใคร่ขาดสักเท่าไหร่เพราะเมืองไทยมีแสงแดดมาก ทำให้ผิวหนังสร้างวิตามินดีได้ดี ส่วนวิตามินอีช่วยลดปฏิกิริยาออกซิเดชันที่เกิดจากอนุมูลอิสระ

ส่วนวิตามินอีในธรรมชาติที่มีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ มี 2 กลุ่มๆ หนึ่งอยู่ในรูปของ แอลฟาโทโคเฟอรอล (alpha tocopherol) พบมากในน้ำมันพืชประเภทน้ำมันดอกทานตะวัน ถั่วเหลือง งาน้ำมันสลัด ถั่วเปลือกแข็ง เมล็ดพืชต่างๆ จมูกข้าวสาลี ผักใบเขียว

อีกกลุ่มหนึ่งอยู่ในรูปของไทรโคไตรอินอล พบมากในน้ำมันปาล์มโอเลอิน น้ำมันรำข้าว มีงานวิจัยชี้แนะว่า วิตามินอีทั้งสองกลุ่มอาจให้ผลในการเพิ่มภูมิต้านทานให้แก่ร่างกาย โดยการป้องกันไม่ให้เซลล์เมมเบรนถูกทำลาย

โดยสรุปแล้วกินอาหารที่อุดมไปด้วยสารต้านออกซิเดชันอย่างเช่น ผัก ผลไม้ น้ำมันพืชที่มีวิตามินอีสูง จะช่วยป้องกันผิวหนังแก้ไขอาการแพ้แดดหรือผิวหนังหยาบกร้าน เหี่ยวย่นได้ กินอาหารนี่แหละครับดีที่สุด ส่วนบรรดาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทั้งหลาย อย่าได้ไปหลงซื้อให้เสียสตางค์เลย

สุดท้ายก็ต้องขอบคุณอาจารย์ศัลยา คงสมบูรณ์เวช ที่ช่วยเอื้อเฟื้อข้อมูลในเรื่องนี้ให้


(update 4 สิงหาคม 2001)
[ ที่มา... เนชั่นสุดสัปดาห์   ปีที่ 9 ฉบับที่ 458 วันที่ 12-18 มี.ค. 2544]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600