มาที่นี่ ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ภาษาไทย
จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน   INTERNET   ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ
http://i.am/thaidoc    หรือ     http://hey.to/yimyam


การแปลผลตรวจห้องปฏิบัติการ


เนื้อหานี้ได้มาจาก pantip.co.th ซึ่งคุณหมอ  Jfk  ได้กรุณาเขียนไว้


การตรวจเลือด


กรุ๊ปเลือด (Blood Group) ปกติกรุ๊ปเลือดจะรายงานผลออกมา เป็นสองระบบคือ  ABO System  และ  Rh System  โดยจำแนกตาม Antigen บนเม็ดเลือดแดงที่มีอยู่
  • ในระบบ ABO จะแบ่งออกได้ สี่กรุ๊ปคือ A , B , AB และ O
    Group O พบมากสุด, A กับ B พบพอๆ กัน และ AB มีน้อยที่สุด)

  • ในระบบ Rh จะรายงานได้เป็นสองพวก
    1.   +ve  หรือ  Rh+ve  คือ พวกที่มี Rh (Rhesus) Antigen บนเม็ดเลือดแดง พวกนี้พบได้มากเกือบทั้งหมดของคนไทยเป็นพวกนี้

    2.   -ve  หรือ  Rh-ve  คือ พวกที่ไม่มี Rh (Rhesus) Antigen บนเม็ดเลือดแดง พวกนี้พบได้น้อยมาก คนไทยเราพบเลือดพวกนี้ แค่ 0.3%เป็นพวกที่บางครั้งเรียกว่า ผู้มีโลหิตหมู่พิเศษ จะพบได้มากขึ้นในชาวไทยซิกข์ (แต่ในคนพวกนั้น แม้ว่าจะมี Rh-ve มากกว่าคนไทยปกติ แต่ส่วนใหญ่ก็ยังคงเป็นพวก Rh +veอยู่ดี)
ตัวอย่างการรายงานกลุ่มเลือดเช่น
A+ve คือ เลือดกรุ๊ป A Rh+ve ตามปกติ
AB-ve อันนี้เป็น กรุ๊ป AB และ เป็นหมู่เลือดพิเศษ Rh-ve ซึ่งหายากที่สุด
ปกติ AB ในคนไทยพบน้อยกว่า 5% ถ้าเป็น AB-ve นี่ พบแค่ 1.5 คน ในหมื่นคนเท่านั้น

CBC (Complet Blood Count ) เป็นการตรวจเลือดทั่วๆ ไปที่ใช้กันบ่อยที่สุด ช่วยในการวินิจฉัยโรคได้หลายอย่างๆ การรายงานจะมีค่าที่เกี่ยวข้องออกมาหลายตัว ซึ่งต้องดูประกอบไปด้วยกันหลายๆ ค่า ค่อนข้างยุ่งยากเล็กน้อย แต่ก็เป็นการตรวจ ที่สำคัญอันนึง (บางแห่งใช้เป็นการตรวจพื้นฐานก่อนรับคนไข้นอนรพ.คู่กับ การตรวจปัสสาวะ (U/A)

ค่าต่างๆ ที่รายงานใน CBC ได้แก่
  • Hct (Hemotocrits) หรือ เปอร์เซนต์ของเม็ดเลือดแดงอัดแน่นเทียบกับปริมาตร ของเลือดทั้งหมด ค่านี้ใช้บอกภาวะโลหิตจาง หรือ ข้น ของเลือด
    ปกติ คนไทย Hct จะอยู่ประมาณ 30กว่า % ถึง 40 กว่า% ถ้าต่ำกว่า 30% ถือว่า ต่ำมาก อาจจะต้องพิจารณาให้เลือด ช่วยในบางราย
    ถ้าHct สูงมากอาจจะต้อง ระวังโรคที่มีการ สร้างเม็ดเลือดแดงขึ้นมามากผิดปกติ หรือพวกไข้เลือดออกในระยะช้อค ก็จะมีค่าตัวนี้สูงเนื่องจากน้ำเลือดหนีออกจากเส้นเลือด (ต้องดูค่าอื่นๆ ประกอบด้วย)

  • Hb (Hemoglobin) เป็นสารสีแดงในเม็ดเลือดมีหน้าที่ช่วยจับอ๊อกซิเจน ค่าของ Hb ใช้บอกภาวะโลหิตจาง เช่นเดียวกันกับ Hct
    ค่าปกติของ Hb มักจะเป็น 1/3 เท่าของ Hct และหน่วยเป็น Gm% เช่น คนที่ Hct 30% จะมี Hb =10 gm% เป็นต้น

WBC (White Blood Cell Count) หรือ ปริมาณเม็ดเลือดขาวทุกชนิด ในเลือดรวมกัน ค่าปกติ จะอยู่ ประมาณ 5000-10000 cell/ml

ถ้าจำนวน WBC ต่ำมาก อาจจะเกิดจากโรคที่มีภูมิต้านทานต่ำบางอย่าง หรือ เกิดจากการติดเชื้อไวรัสบางประเภท หรือ โรคที่มีการสร้างเม็ดเลือดผิดปกติ เช่น Aplastic Amemia หรือไขกระดูกฝ่อซึ่งจะทำให้มีการสร้างเม็ดเลือดทุกชนิดลดลงทั้งหมด (ทั้ง เม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดง และเกร็ดเลือด ต่ำหมดทุกตัว)

ถ้าWBC มีจำนวนสูงมาก อาจจะเกิดจากการติดเชื้อพวกแบคทีเรีย แต่จะต้องดูผล การนับแยกชนิดของเม็ดเลือดขาว (Differential Count) ประกอบด้วย

แต่ถ้าจำนวน WBC สูงมากเป็นหลายๆ หมื่นเช่น สี่ห้าหมื่น หรือเป็นแสน อันนั้นจะทำให้สงสัยพวกมะเร็งเม็ดเลือดขาว แต่จะต้องหาดูพวกเซลล์เม็ดเลือดขาว ตัวอ่อนจากการแยกนับเม็ดเลือดขาว หรือเจาะไขกระดูกตรวจอีกครั้ง (มะเร็งเม็ดเลือดขาว (Leukemia) อาจจะมีจำนวนเม็ดเลือดขาวปกติ หรือ ต่ำกว่าปกติ ก็ได้เรียกว่า Aleukemic Leukemia)


Differential Count การนับแยกชนิดของเม็ดเลือดขาว จะรายงานออกมาเป็น % ของเม็ดเลือดขาวชนิดต่างๆ (ดังนั้นรวมกันทั้งหมดทุกชนิดจะต้องได้ 100 (%) พอดี) ตัวสำคัญหลักๆ ดังนี้
  • PMN หรือ N หรือ Neu (Polymorphonuclear cell หรือ Neutrophil) ตัวนี้ ค่าปกติ ประมาณ 50-60% ถ้าสูงมาก (เช่นมากกว่า 80% ขี้นไป และโดยเฉพาะถ้า สูงและมีปริมาณWBC รวม มากกว่าหมื่น ขึ้นไป จะทำให้นึกถึงภาวะมีการติดเชื้อแบคทีเรีย

  • Lymp หรือ L (Lymphocyte) หรือเม็ดน้ำเหลือง พวกนี้ปกติ จะพบน้อยกว่า PMN เล็กน้อย (สองตัวนี้รวมกัน จะได้เกือบ 100 % ของเม็ดเลือดขาวทั้งหมด) ถ้าพบ Lymp ในปริมาณ สัดส่วนสูงขึ้นมามากๆ โดยเฉพาะร่วมกับ ภาวะเม็ดเลือดขาว(WBC)โดยรวมต่ำลง อาจจะเกิดจากการติดเชื้อไวรัส โดยเฉพาะถ้ามี Lymp ที่รูปร่างแปลกๆและตัวโตผิดปกติ ที่เรียกกันว่า Atypical Lymphocyte จำนวนมากร่วมกับ เกล็ดเลือดต่ำ และ Hct สูง จะพบได้บ่อยในคนไข้ ไข้เลือดออก

  • Eosin หรือ E (Eosinophil) พวกนี้เป็นเม็ดเลือดขาว ที่ปกติไม่ค่อยพบ (อาจจะพบได้ 1-2%) แต่ถ้าพบสูงมากเช่น 5-10% หรือมากกว่า พวกนี้จะสงสัยว่าเป็น พวกโรคภูมิแพ้ หรือพยาธิในร่างกาย
    นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายตัว เช่น B หรือ Basophil , M หรือ Monocyte และพวกตัวอ่อนของเม็ดเลือดขาว ซึ่งจะพบในโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว จะรายงานเมื่อพบ และต้องการการตรวจละเอียดเพิ่มต่อไป

  • Platelets หรือเกล็ดเลือด เป็นเซลเม็ดเลือด คล้ายเศษเม็ดเลือดแดง เป็นตัวที่ช่วยในการหยุดไหล ของเลือด เวลาเกิดบาดแผล คนปกติ จะมีจำนวนประมาณ แสนกว่าเกือบสองแสน ขึ้นไปถึงสองแสนกว่า การรายงานอาจจะรายงานเป็นจำนวน cell/ml เลยจากการนับ หรือ จากการประมาณด้วยสายตาเวลาดูสไลด์ที่ย้อมดูเม็ดเลือด แล้วประเมินปริมาณคร่าวออกมาดังนี้
    - Adequate หรือเพียงพอ หรือพอดี หรือปกติ

    - Decrease หรือ ลดลงกว่าปกติ หรือต่ำกว่าปกติ พวกนี้มักจะพบในคนไข้ที่ติดเชื้อพวกไวรัส (เช่นไข้เลือดออก) หรือ มีการสร้างผิดปกติ หรือ โรคเกล็ดเลือดต่ำโดยไม่ทราบสาเหตุ (Idiopathic Thrombocytopenic Purpura (ITP) ซึ่งทำให้มีเลือดออกง่ายและเกิดจ้ำเลือได้ตามตัว พบได้บ่อยพอสมควร

    - Increase พบได้ในบางภาวะเช่นมีการอักเสบรุนแรง มีเนื้องอกบางชนิดในร่างกายหรือ มีการเลือดฉับพลัน (จะมีการกระตุ้นให้ไขกระดูกเร่งสร้างเกล็ดเพื่อไปช่วยทำให้เลือดหยุด และอุดบาดแผล) นอกจากนี้ยังมีพวกที่เกล็ดเลือดสูงขึ้นมาเองโดยไม่มีสิ่งกระตุ้น ต่างๆ ก็ได้ เรียกว่า Essential Thrombocytosis

(พวกที่มีความผิดปกติ ทั้ง Decrease และ Increase นี่อาจจะต้อง นับ Platelets ให้ละเอียดแล้วรายงานเป็นตัวเลขอีกที)

RBC Morphology หรือรูปร่างของเม็ดเลือดแดง จะมีรายงานออกมาหลายรูปแบบ ตามลักษณะที่มองเห็น ซึ่งจะช่วยแยกโรคได้หลายอย่าง เช่น บอกว่าเป็น ธาลลาสซีเมียได้คร่าวๆ หรือ บอกภาวะโลหิตจาง จากการขาดเหล็กเป็นต้น และบางครั้ง อาจจะเห็นพวก มาเลเรีย อยู่ในเม็ดเลือดแดงด้วยก็ได้


การตรวจปัสสาวะ


U/A (Urinary Analysis) คือการตรวจวิเคราะห์ปัสสาวะ จะมีค่าที่รายงานออกมาหลายอย่างเช่น
  • ลักษณะของปัสสาวะทั่วไป เช่น ความขุ่นใส สี คนปกติ ควรมีสีเหลืองอ่อนและใส ( Yellow Clear)

  • Sp G (Specific Gravity) = ความถ่วงจำเพาะ คนปกติจะอยู่ประมาณ 1.010 ถึง 1.020
    ......ถ้าสูงเกินไป อาจจะเกิดจากร่างกายขาดน้ำ เช่นดื่มน้ำน้อย ท้องร่วงรุนแรง หรือในเด็กเป็นไข้เลือดออกที่กำลังช้อค และได้น้ำชดเชย น้อยเกินไปทำให้ขาดน้ำในกระแสเลือด จะทำให้ปัสสาวะเข้มข้น

    ......ถ้าต่ำไป อาจจะเกิดจาก กินน้ำมากเกิน ร่างกายจึงกำจัดน้ำ ออกมาทางปัสสาวะเยอะ หรือ เป็นโรคที่ทำให้มีปัสสาวะมีน้ำออกมา มากผิดปกติ เช่น โรคเบาจืด

  • pH หรือ ความเป็นกรดเป็นด่างของปัสสาวะ คนปกติจะมี pHประมาณ 6-8 ค่าความเป็นกรด และด่างของปัสสาวะมีผลต่อการออกฤทธิ์ ของยาบางอย่างและการตกตะกอน ของสารบางอย่าง ในปัสสาวะทำให้เกิดนิ่วได้

  • Alb (Albumin) หรือ Protein คือโปรตีนไข่ขาว ปกติในปัสสาวะไม่ควรมีโปรตีนไข่ขาวนี้ หลุดออกมา แต่ถ้าไตทำงานผิดปกติ จะมีAlb ออกมาในปัสสาวะ เช่นคนไข้ โรคไตชนิด Nephrotic Syndrome หรือ ถ้าเป็นในคนท้อง ถ้าพบ Alb ก็จะต้องระวังภาวะครรภ์เป็นพิษ (ซึ่งจะพบมีอาการบวม และ ความดันสูงร่วมไปด้วย)

  • Sugar หรือ Glucose คนปกติ ไม่ควรมีน้ำตาลหรือกลูโคสในปัสสาวะ ถ้าตรวจพบ จะสงสัยว่าคนไข้อาจจะเป็นเบาหวาน ควรจะงดอาหารไม่น้อยกว่าหกชม. แล้วเจาะเลือด ดูน้ำตาลในเลือด(FBS )เพื่อยืนยันโรคเบาหวานต่อไป (Note ทั้ง alb และ sugar ปกติจะรายงานปริมาณมากน้อย เป็น +1,+2,+3,+4 ตามลำดับ)

WBC หรือเม็ดเลือดขาว ในคนปกติ ไม่ควรมีเม็ดเลือดขาวในปัสสาวะเลย
  • ถ้ามีเม็ดเลือดขาวออกมามากในปัสสาวะ แสดงว่ามีการอักเสบติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ เช่นกระเพาะปัสสาวะอักเสบ หรือกรวยไตอักเสบ (ปกติจะรายงานเป็นจำนวนเซลที่พบ ต่อพื้นที่ที่มองเห็นด้วยหัวกล้อง ขนาด X40หรือ High Dry Field (HDF)

  • ถ้าพวกที่พบเล็กน้อย เช่น 1-2 Cell/ HDF อาจจะไม่สำคัญเท่าไรนักแต่ถ้าพวก มีการติดเชื้ออาจจะพบหลายสิบตัว หรือเป็นร้อยๆ ซึ่งจะรายงานว่า มีจำนวนมาก (Numerous)

RBC หรือเม็ดเลือดแดง เช่นเดียวกับเม็ดเลือดขาวคือ คนปกติไม่ควรพบเม็ดเลือดแดง
  • ถ้าพบแสดงว่ามีเลือดออกในทางเดินปัสสาวะ อาจจะจากอุบัติเหตุ (ถ้ามีประวัติบ่งชี้ว่า ได้รับการกระแทกตามทางเดินปัสสาวะ) หรือมีเนื้องอกในทางเดินปัสสาวะ หรือมีนิ่วในทางเดินปัสสาวะ (การติดเชื้อบางครั้งก็ทำให้มีเม็ดเลือดแดงออกมา ในปัสสาวะได้แต่มักจะมี เม็ดเลือดขาวมากกว่า แต่สาเหตุที่พบบ่อยสุด ที่ทำให้พบเม็ดเลือดแดงจำนวนมากในปัสสาวะคือ นิ่ว )
(หมายเหตุ - การเก็บปัสสาวะถ้าคนไข้กำลังเป็นเม็นส์ควรหลีกเลี่ยง เพราะว่าจะมีเลือด จากเม็นส์ลงไปปนทำให้ พบเม็ดเลือดขาว และเม็ดเลือดแดง จำนวนมากในปัสสาวะได้)


Epithelial หรือเซลเยื่อบุทางเดินปัสสาวะในส่วนต่างๆ อาจจะพบได้เมื่อมีการอักเสบหรือความผิดปกติของทางเดินปัสสาวะ


นอกจากนี้อาจจะมีรายงานพวกผลึกของสารต่างๆ ที่ปนมากับปัสสาวะเช่น Calcium Oxalate หรือ Urate Crystal ซึ่งพวกนี้อาจจะตกตะกอนเป็นนิ่วต่อไปได้


HIV


HIV หรือ การตรวจเอดส์ ปกติในการตรวจทั่วไป มักเป็นการตรวจหา Antibody ของเอดส์ในเลือดด้วยวิธี Elisa หรือ RPHA ซึ่งตรวจได้ง่าย ราคาไม่แพง ทราบผลไว พวกนี้ถ้าไม่พบแอนติบอดี้ดังกล่าว ก็เชื่อได้ว่ายังไม่มีระดับ Antibody ต่อโรคนี้ในเลือด
.......แต่ถ้าพบแอนติบอดี้ด้วยวิธีดังกล่าว อาจจะต้องส่งเลือดเพื่อตรวจยืนยันด้วยวิธี Western's blot ซึ่งจะยืนยัน ได้100 % ว่าเป็น HIV แน่นอน (ที่ไม่ตรวจด้วยวิธีนี้ทุกราย เพราะว่าเครื่องมือมีน้อยและค่าตรวจแพง มากจึงเอาไว้ตรวจยืนยันเท่านั้น)
........ถ้าพบว่ามี Antibody +ve ก็แสดงว่า ได้รับเชื้อโรคนี้ อาจจะมีอาการของโรคแล้ว หรือไม่ก็ได้
........ถ้าตรวจยังไม่เจอ Antibody และ คิดว่าตัวเองมีปัจจัยเสี่ยงสูง ควรตรวจซ้ำ ทุกสามเดือน จนครบหนึ่งปีหลังจากเวลาที่คาดว่าจะได้รับเชื้อครั้งสุดท้าย ถ้าครบปีแล้ว ยังไม่พบก็มั่นใจได้ว่าไม่ได้ติดเชื้อ)
........กรณีที่เป็นการตรวจเลือดที่จะเอาให้กับคนไข้ นอกจากตรวจ Antibody แล้ว ทางรพ. จะตรวจหา Antigen ของเชื้อ HIV ด้วยเพราะว่า การตรวจหา Antibody จะตรวจพบ ได้เร็วกว่าการตรวจหา Antibody (แต่ค่าใช้จ่ายก็สูงกว่าด้วย)

VDRL


VDRL คือ เป็นการตรวจหา Antibody ของเชื้อซิฟิลิส หรือที่เรียกกันว่า ตรวจ เลือดบวก (เพราะว่าแต่ก่อนเวลารายงานผลตัวนี้ จะรายงานตามความแรง ของปฏิกริยาเป็น +1, +2, +3, +4
.......แต่ปัจจุบัน จะรายงานผลเป็น Nonreactive หรือ -ve ซึ่งแสดงว่าไม่เป็น หรือไม่พบ Antibody ของเชื้อนี้
........กับ Reactive หรือ +ve หรือ พบ Antibody ซึ่งมักจะรายงานระดับความแรง ของปฏิกริยา ไว้ด้วยเช่น 1:1 ,1:2, 1:4 ,1:8 ,1:16 ,1:32 (ยิ่ง อันหลังๆ นี่ปฏิกริยายิ่งแรงมากตามลำดับ) พวกนี้แม้ว่าจะพบ ว่า Reactive หรือ +ve ก็ไม่ได้บอก ว่าคนไข้จะเป็น ซิฟิลิส ทั้งหมด (โดยเฉพาะถ้าปฏิกริยาเป็นแบบอ่อนๆ) เพราะว่า มีโรคอื่นๆ ที่ทำให้ VDRL ให้ผลเป็นบวกได้เช่นกัน เช่นพวกโรคทางภูมิต้านทานของร่างกายผิดปกติ (Autoimmune Disease) เช่น SLE (โรคพุ่มพวง) ดังนั้นถ้าจะยืนยันว่าเป็น ซิฟิลิสจริง จะส่งตรวจหาเชื้อซิฟิลิสด้วยวิธี TPHA เพื่อยืนยันให้แน่นอนอีกที

ไวรัสตับอักเสบบี


HBsAg เป็นการตรวจหาเชื้อไวรัส ตับอักเสบชนิด B ว่ามีในเลือดหรือไม่
  • ถ้ารายงานว่า HBsAg -ve ก็คือปกติ หรือไม่มีเชื้อนี้ในเลือด

  • ถ้ารายงานว่า HBsAg +ve ก็คือพบว่า มีเชื้อนี้ในเลือด ซึ่งต้องดูว่าจะเป็นประเภทไหนดังต่อไปนี้
...... พวกที่มีเชื้อ และ มีอาการอักเสบฉับพลันของตับชัดเจน (เช่นมีไข้ท้องอืดตาเหลืองตัวเหลือง และมีค่าเอ็นไซม์ต่างๆของตับผิดปกติ) รวมทั้งอาจจะมีประวัติเพิ่งสัมผัสโรคมา ก็จัดเป็นพวกที่ กำลังเป็นไวรัสตับอักเสบชนิด B พวกนี้ถ้าได้รับการรักษา ด้วยการพักผ่อนให้พอเพียง ส่วนใหญ่จะหายเป็นปกติได้ และเชื้อจะหมดไปจากเลือดภายในหกเดือน และจะมีภูมิต้านทาน (HBsAb) เกิดขึ้นมาแทน และจะไม่เป็นโรคนี้อีกต่อไป แต่ถ้าหกเดือนแล้วยังไม่หาย ก็จะกลายเป็นพวกพาหะ หรือ พวกตับอักเสบเรื้อรัง ต่อไป

...... พวกที่มีเชื้อ แต่ไม่มีอาการใดๆ ทั้งสิ้น รวมทั้งผลการตรวจเอ็นไซม์ของตับปกติ พวกนี้เรียกเป็นพาหะ (Carrier) (ดูเรื่อง LFT ข้างล่างประกอบอีกที) พวกนี้ไม่มีอันตราย แต่ต้องระวังเชื้อจะติดต่อไปยัง คู่สมรสได้หรือ ถ้าเป็นหญิงก็ จะมีเชื้อผ่านไปลูกได้ และถ้ากินเหล้าหรือตรากตรำอาจจะเกิดตับอักเสบขึ้นมาภายหลังได้ แต่ก่อนพวก พาหะตับอักเสบบีนี้ จะไม่มีการรักษาเฉพาะ (มีหายไปเองได้บ้างบาวส่วน) แต่ปัจจุบัน มีการศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม เพื่อใช้ยาให้ภาวะนี้หายไปได้มากขึ้น ซึ่งต้องติดตามกันต่อไป

(หมายเหตุ - กรณีที่เป็นพาหะ ที่เจาะเลือดเป็นครั้งแรก โดยเฉพาะมีประวัติ คล้ายตับอักเสบมาก่อนไม่เกินหกเดือนอาจจะ ไม่ใช่พาหะก็ได้ อาจจะเป็นพวกตับอักเสบ ที่กำลังหายแต่เชื้อยังไม่หมดไป ควรรอจนครบหกเดือนแล้วเจาะซ้ำอีกครั้ง ถ้ายังพบเชื้ออยู่ จึงจัดเป็นพาหะนำเชื้อตับอักเสบ)

...... พวกที่มีเชื้อ และยังไม่มีอาการอะไร แต่อาจจะพบมีค่าเอ็นไซม์ของตับสูงผิดปกติ หรือ มีประวัติเคยเป็นตับอักเสบเป็นๆ หายๆ เรื้อรัง พวกนี้จะจัดเป็นพวกที่เป็นตับอักเสบเรื้อรัง พวกนี้มีความเสี่ยงต่อการเกิดตับอักเสบรุนแรงกลับขึ้นมาอีก หรือ เกิด
ภาวะตับแข็ง ตลอดจนมะเร็งตับได้ง่ายกว่าคนปกติมาก พวกนี้ถ้าจำเป็นอาจจะต้อง รับการวินิจฉัยด้วยการเจาะเอาเนื้อตับมาตรวจ (Liver Biopsy) และพิจารณาให้ Interferon เพื่อการรักษา (ราคาแพงมาก)


HBsAb ตัวนี้เป็นการตรวจหาระดับ ภูมิต้านทานต่อเชื้อตับอักเสบชนิด B

  • ถ้ารายงานว่า HBsAb -ve ก็คือ ไม่มีภูมิต้านทานต่อเชื้อนี้ในเลือด และถ้าไม่มีเชื้อ (HbsAg) ด้วย และไม่เคยมีประวัติได้รับวัคซีนมาก่อน ถ้าอยากจะป้องกันโรคนี้ไว้ ก็ให้วัคซีนป้องกันตับอักเสบได้ รวมสามเข็ม จะมีผลป้องกันได้ตลอดไป

    แต่ถ้าเคยมีประวัติได้รับวัคซีนนี้มาครบสามเข็มแล้ว แม้ว่าการตรวจ จะไม่พบระดับภูมิต้านทานนี้ อายุรแพทย์ และกุมารแพทย์หลายท่าน ยังคงแนะนำว่าไม่จำเป็นต้องฉีดวัคซีนเพิ่ม เนื่องจากมีการศึกษา และรายงานว่า แม้ระดับภูมิต้านทานจะต่ำกว่า ระดับที่เราจะตรวจพบได้ แต่ก็ยังคงเพียงพอต่อการป้องกันโรค

  • ถ้ารายงานว่า HBsAb +ve พวกนี้ดี คือมีภูมิต้านทานต่อเชื้อนี้แล้ว และจะไม่เป็นโรคนี้อีก พวกนี้อาจจะเกิดจากเคยฉีดวัคซีนนี้ครบแล้วมาก่อน หรือเคยเป็นโรคนี้แล้วหายไปแล้ว หรือ บางคนเคยรับเชื้อและหายไปเองโดยไม่รู้สึกตัว (ผมเองก็เป็นแบบนี้ คือมีภูมิต้านทานโดยไม่รู้ตัว)

เบาหวาน


FBS (Fasting Blood Sugar) = ระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือด ที่เจาะหลังงดอาหารไม่น้อยกว่า 6 ชม.

คนปกติ ค่าจะอยู่ระหว่าง 60-110 mg%(บางแห่งใช้แค่ 100 ) ถ้าสูงกว่านี้เรียกว่า เป็นเบาหวาน
แต่ถ้าต่ำกว่า 60 ถือว่าต่ำเกินไป(Hypoglycemia) อาจจะมีอาการหิวใจสั่นหน้ามืดเป็นลม ไปถึงชักหมดสติได้เช่นกัน เช่นคนเป็นลมเพราะอดอาหาร หรือคนเป็นเบาหวานแล้วกินยา หรือฉีดยาลดน้ำตาลมากเกินไป


Cholesterol


Cholesterol เป็นไขมันตัวนึงในเลือด (ตัวนี้ส่วนใหญ่รู้จักกันดี) ถ้าสูงมากจะทำให้เกิดการอุดตันของหลอดเลือดตามที่ต่างๆ เช่นสมอง หัวใจ หรือไต เป็นต้น
คนปกติ จะไม่เกิน 200 Mg% (ตัวนี้เดิมเคยให้ถือว่าสูงเมื่อเกิน 250mg% แต่ปัจจุบันใช้ค่าที่มากกว่า 200mg% ก็ถือว่าสูงจนผิดปกติแล้ว)


ไขมันในเลือด


Triglyceride เป็นไขมันอีกตัวนึงในเลือด (แต่คนไม่ค่อยคุ้นกับตัวนี้กัน) ตัวนี้ถ้าสูงมากก็ทำให้เกิดการอุดตันหลอดเลือดในที่ต่างๆ ได้เหมือนกับ Cholesterol นอกจากนี้ยังพบขึ้นสูงได้ ในรายที่กินเหล้ามากๆ พวกนี้ถ้าสูงมากๆ อาจจะไปสะสมที่ตับ เป็น Fatty Liver และเกิดตับแข็งตามมาได้

ค่าปกติ ไม่ควรสูงเกิน 200 mg% เช่นกัน (แต่บางตำราให้แค่ 170 mg% และบางคนที่กินไขมันมากๆ อาจจะทำให้ไขมันตัวนี้ในเลือดขึ้นสูงไปได้ถึง 5-600 mg% ก็มี)

การเจาะพวกไขมันทั้งสองตัว ถ้าให้ได้ผลดีควรหลีกเลี่ยงอาหารพวกไขมันมากๆ ล่วงหน้าสามสี่วันก่อนตรวจก็จะดียิ่งขึ้น


HDL (High Density Lipoprotien) = ไขมันชนิดที่มีความหนาแน่นของโมเลกุลสูง ตัวนี้ช่วยในการนำพวกไขมันที่เกิดโทษ (เช่น Cholesterol และ Triglyceride) ไปกำจัดทิ้ง ซึ่งจะทำให้มีการอุดตันหลอดเลือดตามอวัยวะต่างๆได้น้อยลง

ตัว HDL ยิ่งมีระดับสูงยิ่งดี(ถ้าเปรียบให้เข้าใจง่ายก็คือ Cholesterol กับ Triglyceride เป็นขยะที่ต้องกำจัดทิ้ง (จริงๆ มันก็มีประโยชน์แต่ถ้ามีมากก็จะก่อให้เกิดปัญหา การอุดตันตามหลอดเลือดในอวัยวะต่างๆ) เหมือนขยะหมักหมม แต่ HDL จะเปรียบเหมือน รถขนขยะ ถ้ายิ่งมีมากยิ่งดี จะได้มาช่วยเก็บขยะไปได้มาก ทำให้แม้ขยะจะมีมาก แต่ถ้ามีรถขนขยะมากก็ช่วยบรรเทาไปได้

คนปกติ ควรมี HDL สูงมากกว่า 35 Mg% (ยิ่งมากยิ่งเสี่ยงต่อโรคไขมันอุดตัน หลอดเลือดต่างๆ น้อยลง รวมทั้งหลอดเลือดหัวใจด้วย)


โรคเก๊าต์


Uric Acid ตัวนี้เป็นเกลือยูริคในกระแสเลือด พบสูงได้ในโรคเก๊าต์ นอกจากนี้ยังพบในโรคอื่นๆอีกหลายอย่างเช่นโรคที่มีการทำลายของเม็ดเลือดมากผิดปกติ เป็นต้น
คนปกติผู้ชายสูงไม่เกิน 8.5 mg% หญิงไม่เกิน 8.0mg% ( บางแห่งให้ใช้ค่าปกติ เป็นชายน้อยกว่า 8 หญิง น้อยกว่า 7)


ตรวจการทำงานของไต


Creatinine = เป็นการตรวจการทำงานของไต ในการกำจัดของเสีย ถ้าคนไข้ที่มีภาวะไตวาย จะมีค่าตัวนี้สูงกว่าปกติ
คนปกติ จะสูงไม่เกิน 1.8mg% ถ้าสูงมากๆ ต้องระวังว่าเกิดภาวะไตเสื่อม หรือไตไม่ค่อยทำงานที่เรียกกันว่า ไตวาย


BUN (Blood Urea Nitrogen) = การตรวจหาสารนี้ในเลือด ใช้เพื่อดูการทำงานของไต คู่กับ Creatinine เช่นกัน ในคนที่ไตทำงานกำจัดสารพิษ ออกจากร่างกายได้น้อยลง (ไตวาย) จะมีสารนี้สูง มาก
คนปกติ ไม่ควรสูงเกิน 20 mg%


ตรวจการทำงานของตับ


LFT (Liver Function Test) หรือ การตรวจการทำงานของตับ จะเป็นการตรวจหาเอ็นไซม์และสารต่างๆ ในเลือดหลายตัวเข้ามาประกอบกัน ด้วยกันเป็นชุด ประกอบด้วย
  • SGOT และ SGPT สองตัวนี้เป็นเอ็นไซม์ของตับ ที่จะพบเมื่อมีการทำลายของเซลล์ตับ เช่นเกิดจากภาวะตับอักเสบ จากโรคต่างๆ เป็นต้น ค่าปกติ ของสองตัวนี้ประมาณไม่เกิน 40 U/L

  • Alk Phosphatase = ค่าเอ็นไซม์ของเลือดอีกตัวหนึ่ง คนปกติจะมีค่า Alk Phos สูงไม่เกิน 280 Mg%

    ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับโรคตับ คือ ถ้าตัวนี้สูงมาก จะระบุว่าอาจจะมีการอุดตัน ของระบบทางเดินน้ำดีในตับ เช่นจากภาวะตับแข็ง หรือถ้าสูงมากๆ ก็อาจจะต้องนึกถึง พวกนิ่วในท่อน้ำดี หรือ มะเร็งในตับหรือทางเดินน้ำดี

    นอกจากนี้ยังพบเอ็นไซม์ตัวนี้สูงได้ ในโรคที่มีการทำลายกระดูก และมีการสร้างกระดูกขึ้นชดเชย ด้วยเช่นกัน

    (ถ้าคนทีมีนิ่วอุดตันหรือมะเร็งในตับอาจจะสูงเป็นพัน เลยก็ได้)

  • TB (Total Bilirubin) = สารน้ำดี ทั้งหมด ในกระแสเลือด คนปกติ ค่า TB จะสูงไม่เกิน 1.5 mg%
    ถ้ามีมาก เรียกว่ามีภาวะ ดีซ่าน(Juandice) มีอาการตาเหลืองตัวเหลือง ซึ่งเกิดได้จากทั้งโรคจากตับ หรือนิ่วในระบบท่อน้ำดี หรือโรคที่มีการแตกตัวหรือ ทำลายเม็ดเลือดแดงมากผิดปกติก็ได้

  • DB (Direct Bilirubin) = สารน้ำดี ชนิดที่ได้รับการเปลี่ยนแปลง (Conjugated) ที่ตับแล้ว (เป็นพวกที่ละลายในน้ำ) คนปกติ จะมี DB ไม่เกิน 0.5 mg %

    ถ้าเอาค่า DB หักออก จากค่า TB (TB- DB) จะได้เป็นค่าของ Indirected Bilirubin หรือพวกน้ำดี ซึ่งยังไม่ได้รับการเปลี่ยนแปลงที่ตับ (Unconjugated Bilirubin) ซึ่งเป็นพวกละลายในไขมัน)

    การแปลผลโดยอาศัย ค่าของ TB , DB และ Indirect Bilirubin(ปกติตัวหลังไม่มีรายงาน แต่หาได้จากการคำนวนที่ เอาสองตัวแรกลบกันอย่างที่บอก) จะช่วยให้เราช่วยแยกได้ว่า ดีซ่านนั้น มีสาเหตุจากตัวตับทำงานผิดปกติเอง หรือ ตับยังทำงานได้ (เปลี่ยนแปลงน้ำดี จาก Indirect Bilirubinไปเป็น DBได้) แต่เกิดการอุดตันจากทางเดินน้ำดี หรือ จากสาเหตุอื่น ที่ทำให้มีการสร้างน้ำดีมากผิดปกติ เช่น โรคที่มีการแตกของเม็ดเลือดแดงมากผิดปกติ

  • Alb (Albumin) = ระดับของโปรตีนอัลบูมินในเลือด
    ค่าปกติ ตัวนี้อยู่ประมาณ 3.5-5 mg%
    ถ้ามีค่าต่ำกว่าปกติอาจจะเกิดจาก ขาดอาหารพวกโปรตีน หรือมีการสูญเสียออกทางไตไปมากในคนที่เป็นโรคไต (Nephrotic Syndrome) หรือ มีความผิดปกติเรื้อรังของตับ เช่นตับแข็ง ก็ทำให้ มีระดับอัลบูมิน ต่ำลงได้

  • Glob (Globumin) = โปรตีนอีกตัวหนึ่ง ที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิต้านทาน ของร่างกาย (พวกแอนติบอดี้ ต่างๆ ก็มักจะอยู่ในรูปของ Globurin )
    ค่าปกติ ของ Glob ประมาณ 2.0-3.5 mg%

    Glob สร้างจากเนื้อเยื่ออื่นๆ ของร่างกายไม่ใช่ที่ตับเหมือน Albumin นอกจากนี้ ในคนไข้ที่เป็นโรคตับเรื้อรัง เช่น ตับแข็ง จะพบว่ามีการกระตุ้นให้มีการสร้าง Globulin มากกว่าปกติ ทำให้ระดับของ Glob ในเลือดสูงผิดปกติ

    จะสังเกตเห็นว่าในโรคตับเรื้อรัง จะมี Alb ลดลง และ Glob เพิ่มขึ้น ดังนั้นเมื่อดูสัดส่วนระหว่าง Alb/Glob จะเห็นว่า แทนที่ Alb จะมากกว่า Glob ตามปกติ คนไข้โรคตับเรื้องรัง จะพบว่า สัดส่วนจะพลิกกลับกลายเป็น Glob มากกว่า Alb

    (Note - บางครั้งการรายงานผลโปรตีนอาจจะไม่รายงานค่า Glob ออกมาแต่ให้เป็น Total Protein กับ Alb ออกมา จะหาค่า Glob โดยประมาณได้จาก Total Protein - Alb)

(update 14 กันยายน 2001)


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600