มาที่นี่ ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ภาษาไทย
จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน   INTERNET   ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ
http://i.am/thaidoc    หรือ     http://hey.to/yimyam


ผลกระทบในระยะยาวของภาวะโลหิตจาง จากการขาดธาตุเหล็ก


ภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กนั้นพบได้บ่อยทั่วโลก ประมาณว่า 25% ของประชากรเด็กในโลกมีภาวะโลหิตจางจากขาดธาตุเหล็ก และมีเด็กอีกหลายล้านคน ที่มีภาวะธาตุเหล็กต่ำในร่างกายโดยไม่มีโลหิตจาง ซึ่งผลกระทบในระยะยาว ของการขาดธาตุเหล็กในเด็กได้มีการศึกษาและรายงานไว้มากมาย จึงได้ถือโอกาส นำบางส่วนมาเล่าสู่กันในที่นี้

คุณหมอ เบทซี่ โลซอฟ ของหน่วยพัฒนาการและการเจริญเติบโตของเด็ก แห่งมหาวิทยาลัยมิชิแกน สหรัฐอเมริกา ได้ทำการติดตามผู้ป่วยเด็ก 167 รายที่พบว่า มีภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กอย่างรุนแรงตั้งแต่เล็ก และดูผลการรักษา และประเมินระดับสติปัญญา และการพัฒนาการทางด้านต่างๆ ในระยะยาว ที่อายุ 5 ปี และช่วงอายุ 10-13 ปี อีกครั้ง พบว่าเด็กที่มีภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก อย่างรุนแรงเหล่านี้ แม้ว่าจะได้รับการรักษาจนระดับธาตุเหล็กในร่างกายเป็นปกติแล้ว และหายจากภาวะโลหิตจางแล้ว แต่ก็ยังพบว่าเด็กเหล่านี้เมื่อโตขึ้นเข้าสู่วัยรุ่น ก็ยังมีผลกระทบด้านสติปัญญา (Performance IQ), การคำนวณทางคณิตศาสตร์ และการเรียนรู้และเข้าใจคอนเซปต์ต่างๆ (Quantitative or numerical concepts), และการสังเกตความแตกต่างของสิ่งต่างๆ (Visual-motorintegration, visual matching) ทำให้คะแนนโดยรวม (Scholastic achievement scores) ของเด็กเหล่านี่แย่กว่าเด็ก ที่ไม่มีปัญหาโลหิตจางจากภาวะขาดธาตุเหล็ก โดยคะแนนรวมที่ว่านี้ลดลงได้ถึง 7 คะแนน ในคะแนนเต็ม 100 คะแนน ซึ่งคณะผู้วิจัยจะทำการติดตามผลในเด็กกลุ่มนี้ต่อไป ในอีก 5 ปีข้างหน้า (แหล่งที่มาของข้อมูลนี้ Johns Hopkins Children's Center ในwww.sciencedaily.com/releases/1997/06/970606121500.html)


ภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก คืออะไร

การขาดธาตุเหล็กก็คือ ภาวะที่มีระดับธาตุเหล็กต่ำกว่าปกติในร่างกาย

ธาตุเหล็ก เป็นสารที่สำคัญมากอย่างหนึ่งในร่างกาย ซึ่งมีบทบาทช่วยในการสร้าง กล้ามเนื้อและช่วยในการทำงานของเอนไซม์หลายชนิดในร่างกาย และธาตุเหล็ก ยังเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของฮีโมโกลบิน ซึ่งเป็นสารที่อยู่ในเม็ดเลือดแดง ทำหน้าที่นำออกซิเจนไปสู่เซลล์ต่างๆ ของร่างกาย เมื่อระดับของธาตุเหล็กในร่างกายลดต่ำลง ก็จะเกิดภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กได้ พบว่าเม็ดเลือดแดงจะมีขนาดเล็กกว่าปกติ และมีสีซีดจากการที่ฮีโมโกลบินน้อยลง

อาหารที่มีธาตุเหล็กมาก ได้แก่ อาหารประเภทเนื้อ (หมู, วัว) ตับ ผักหลายชนิด เช่น คะน้า สปิแนช มะเขือเทศ ฯลฯ

การดูดซึมธาตุเหล็กจะเริ่มตั้งแต่ในระยะที่อาหารอยู่ในลำไส้เล็ก เมื่อเข้าสู่กระแสเลือด จะจับกับตัวนำซึ่งเป็นสารไกลโคโปรตีนชนิดหนึ่งชื่อ tranferrin และเก็บสะสมไว้ในร่างกาย ในรูปของ ferritin

การขาดธาตุเหล็กอาจเกิดจากการรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กน้อย หรือเป็นจากการดูดซึมในลำไส้ที่ผิดปกติ หรือมีปัญหาการอักเสบของลำไส้ ในบางรายอาจเป็นจากการเสียเลือด เช่น การมีแผลในกระเพาะ ทำให้มีเลือดออก ในกระเพาะอาหาร พยาธิปากขอ หรือการมีเลือดประจำเดือนออกมากในผู้หญิงบางราย เกิดอุบัติเหตุที่มีการเสียเลือดมาก นอกจากนี้ยังมีบางช่วงของการเจริญเติบโต ที่พบว่ามีความต้องการธาตุเหล็กมากขึ้น เช่น วัยทารก วัยรุ่น และในหญิงมีครรภ์ เนื่องจากเป็นช่วงที่ร่างกายมีอัตราการเจริญเติบโตเร็วมาก


อาการ

การขาดธาตุเหล็กนั้นมีหลายระดับ ในรายที่ไม่มากก็จะไม่มีอาการผิดปกติ แต่ในรายที่เป็นมาก ก็จะพบว่ามีอาการ ซีด โลหิตจาง อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย และทำงานหรือเล่นกีฬาได้ไม่อึดเหมือนปกติ ในเด็กอาจพบว่ามีอาการเบื่ออาหาร และเฉื่อยชา เหนื่อยง่ายได้ การเรียนหนังสือหรือสมาธิไม่ดี

ในรายที่พบภาวะขาดธาตุเหล็กร่วมกับภาวะขาดอาหารอย่างรุนแรง ก็จะมีอาการ ของการขาดโปรตีน และแคลอรีอย่างรุนแรงร่วมด้วย ได้แก่ น้ำหนักน้อยกว่าเกณฑ์ (ผอมมาก) มีการบวมน้ำและมีพุงโร และเหนื่อย เนื่องจากมีภาวะหัวใจวายจากเลือดจาง (ซีดมาก) และมีการติดเชื้อต่างๆ ได้ง่าย ปากเปื่อย ลิ้นเลี่ยนแตก ผมแห้งแตกง่าย มีแผลเปื่อยตามตัว และมักจะมีเล็บขรุขระ


การวินิจฉัยโรค

ทำได้โดยตรวจร่างกาย ที่พบว่าผู้ป่วยดูซีด และดูอาการร่วมอื่นๆ และสามารถตรวจเลือด ดูความเข้มข้นของเลือด (ฮีโมโกลบิน) ปริมาณธาตุเหล็กในร่างกาย ฯลฯ ว่าต่ำมากแค่ไหน และวินิจฉัยแยกโรคจากโรคเลือดชนิดอื่นๆ เช่น โรคเลือดทางกรรมพันธุ์ธาลัสซีเมีย และหาสาเหตุร่วมอื่นๆ เช่น การเสียเลือดจากทางเดินอาหาร พยาธิปากขอ ฯลฯ


การรักษา

ถ้าพบว่าเป็นจากการที่รับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กน้อยเพียงอย่างเดียว ก็ให้รับประทานวิตามินที่มีธาตุเหล็กเสริม และรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง เช่น ตับ เนื้อสัตว์อื่นๆ และผักใบเขียว มะเขือเทศ ฯลฯ ก็จะช่วยให้ภาวะโลหิตจาง จากการขาดธาตุเหล็กนี้ดีขึ้น ซึ่งจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงในระดับฮีโมโกลบิน ของเม็ดเลือดแดงค่อยๆ เพิ่มขึ้นภายใน 1-2 สัปดาห์ แต่กว่าที่ปริมาณของธาตุเหล็ก ที่มีสะสมอยู่ในร่างกายจะมีมากจนถึงจุดอิ่มตัวนั้นจะเป็นเวลาหลายเดือน จึงต้องรับประทานวิตามินที่มีธาตุเหล็กนี้ติดต่อกันนานหลายเดือน

ในกรณีที่พบว่ามีสาเหตุที่ทำให้มีการเสียเลือดร่วมด้วยก็ต้องรักษาสาเหตุเหล่านั้นด้วย ซึ่งแพทย์ผู้ดูแลก็จะสามารถช่วยหาสาเหตุร่วมเหล่านี้และรักษาไปด้วยกัน ก็จะทำให้ ภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กนี้หายเป็นปกติได้


(update 10 ตุลาคม 2001)
[ที่มา..หนังสือ นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 25 ฉบับที่ 7 กรกฎาคม 2544 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600