มาที่นี่ ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ภาษาไทย
จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน   INTERNET   ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ
http://i.am/thaidoc    หรือ     http://hey.to/yimyam


รก พันคอ


ดูแลแม่ใหม่ฉบับนี้ คุณหมออานนท์ ขอตอบคำถามสายตรง เรื่องรกพันคอ ของคุณแม่ท่านหนึ่ง ซึ่งว่าที่คุณแม่และคุณแม่ตั้งครรภ์ ทั้งหลายไม่ควรพลาดค่ะ

ทำความรู้จัก รก

ลักษณะสายสะดือในท้อง

รก คำนี้ฟังแล้วมันก็ดูแปลกๆ แต่ถ้าเอ่ยชื่อรก ใครๆ ก็รู้ว่า รกคืออะไร แต่มีไม่กี่คนหรอกครับที่เคยเห็นรกมาก่อน หรือรู้ว่ารกมันมีหน้าตาเป็นอย่างไร…

รกเป็นอวัยวะอย่างหนึ่งของคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ เกิดมาพร้อมๆ กับการตั้งครรภ์ คือถ้าไม่ท้องก็ไม่มีรก จะมีรกก็ต้องท้อง รกจะติดอยู่กับผนังด้านในของมดลูก เหมือนเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของตัวแม่ แต่จะอยู่นอกตัวของลูกในท้อง โดยจะมีสายสะดือ เป็นตัวเชื่อมต่อระหว่างรกกับทารก แต่เชื่อหรือเปล่าครับว่าที่จริงแล้วรกเป็นส่วนหนึ่งของทารก เป็นอวัยวะของทารก ไม่ได้เป็นอวัยวะที่แท้จริงของแม่ หากเอารกมาตรวจโครโมโซม หรือตรวจดีเอ็นเอ ก็จะมีโครโมโซมเหมือนของทารกมากกว่าของแม่อีก

ความแปลกประหลาดของรกอีกอย่างหนึ่งก็คือ รกเป็นอวัยวะเดียวที่ใช้ครั้งเดียวแล้วก็ทิ้งเลย เอากลับมาใช้ใหม่ไม่ได้ ถ้าคลอดลูกออกมาแล้ว อีกเดี๋ยวก็ต้องคลอดรกตามออกมาด้วย จะเก็บรกไว้ก็ไม่รู้จะเอาไว้ทำไม เกะกะมดลูกเปล่าๆ ครับ

จะว่าไปแล้วคุณแม่หลายๆ คนอาจยังนึกภาพของรกไม่ออกด้วยซ้ำ วันนี้จะพูดถึง เรื่องของรกทั้งทีก็ต้องมาทำความรู้จักหน้าตาของรกกันก่อน นึกภาพไม่ออก เดี๋ยวไม่ได้อรรถรสครับ !

รกมีลักษณะเป็นก้อนเนื้อแบนๆ ติดอยู่กับผนังของมดลูก ทำหน้าที่ส่งอาหาร และออกซิเจนไปให้ลูกในท้อง และช่วยขับถ่ายของเสียต่างๆ ออกจากตัวเด็กด้วย รกมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 15-20 เซนติเมตร หนาประมาณ 2-3 เซนติเมตร หลับตานึกภาพดูก็คงขนาดเท่ากับพิซซ่าถาดเล็กนั่นแหละครับ น้ำหนักของรก ปกติจะประมาณครึ่งกิโลฯ หรือประมาณหนึ่งในหกของน้ำหนักตัวเด็ก ถ้าเด็กตัวเล็ก รกก็มักจะเล็ก แต่ถ้าเด็กตัวโต รกมันจะโตด้วยเหมือนกัน พื้นผิวด้านหลังของรก มีเส้นเลือดมากมาย ซึ่งจะไหลไปรวมกันเป็นสายสะดือไปต่อกับตัวเด็กที่สะดือ สายสะดือนี้ยาวเฉลี่ยประมาณ 55 เซนติเมตร …นึกภาพออกหรือยังเอ่ย ถ้านึกไม่ออก วันหลังคลอดแล้วก็อย่าลืมขอคุณหมอดูนะครับ


รก หรือ สายสะดือ พันคอ

ถ้านึกภาพออกแล้วจะรู้เลยนะครับ ว่าตัวรกเองน่ะไม่มีการที่จะพันคอเด็กได้เลย เพราะรกเป็นแผ่นแบนๆ ติดอยู่กับผนังมดลูก…ส่วนที่ไปพันคอก็จะเป็นสายสะดือเท่านั้น ที่เรียกว่า รกพันคอคงเข้าใจผิด หรือนึกภาพไม่ออกแล้วเรียกต่อๆ กันมาผิดๆ ถูกๆ เสียมากกว่า ในระหว่างที่ลูกอยู่ในท้อง สายสะดือที่ต่อระหว่างสะดือของลูกกับรกก็จะขดไปขดมา ปะปนอยู่รอบๆ ตัวเด็ก ที่จริงสายสะดือไม่ได้ไปพันคอเด็กง่ายๆ นะครับ เพราะเทียบขนาดดูแล้ว สายสะดือจะมีขนาดพอๆ กับขาของเด็กเลยทีเดียว จะเอาสายอะไรขนาดเท่าขาไปพันรอบคอ มันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ถ้ามันไปพันจริงๆ ล่ะก็เรียกว่าโชคร้ายสุดๆ ครับ

สายสะดือพันคอแล้วเป็นเหตุให้ทารกเสียชีวิตในครรภ์เกิดขึ้นบ่อยที่สุด เมื่อตั้งครรภ์ได้ประมาณ 32 สัปดาห์ ที่พบบ่อยช่วงนี้เพราะเป็นช่วงที่เด็กดิ้นมากที่สุด ดิ้นกันตั้ง 264 ครั้งต่อวัน ดิ้นไปดิ้นมา ดันไปเข้าล็อกพอดี คุณแม่มักไม่รู้เรื่องว่า มีอะไรเกิดขึ้นในท้องหรอกครับ ส่วนมากจะรู้ก็เมื่อลูกขั้นสวรรค์ไปแล้วทั้งนั้น คุณแม่ที่ช่างสังเกตหน่อยจะพบว่าลูกซึ่งเคยดิ้นเยอะอยู่แล้ว อยู่ๆ ก็ดิ้นมากจนผิดสังเกต เพราะแกพยายามดิ้นให้หลุด แต่บางทียิ่งดิ้นก็ยิ่งแน่น ต่อมาก็เลยหยุดดิ้น เงียบไปเลย ตอนที่หยุดดิ้นนี่ก็มักจะไม่รอดแล้ว

แต่โชคดีที่ว่าโอกาสที่เด็กในท้องจะมีสายสะดือพันคอแล้วเสียชีวิตก็ไม่ได้มีมากมายอะไร นานๆ จะเจอสักราย โอกาสเสี่ยงก็พอๆ กับเดินข้ามถนนทางม้าลายแล้วถูกรถชนตาย มันไม่มากหรอกครับ แต่ถ้ามันเกิดต้องถือว่าเป็นเรื่องของบุญของกรรมมากกว่า ด้วยว่า เหตุของสายสะดือพันคอเป็นอุบัติเหตุอย่างหนึ่งของธรรมชาติที่ไม่สามารถตรวจเจอได้ล่วงหน้า ตรวจตอนเช้าปกติ ตอนบ่ายดิ้นไปดิ้นมาพันพอดีก็เรียบร้อย จะหายาอะไรมากินป้องกันไว้ก่อนก็ไม่มี สายสะดือพันเวียนซ้าย แม่หมุนตัวเวียนขวาแก้มันก็ไม่หลุดหรอกครับ มันเป็นเรื่องสุดวิสัย ที่ไม่สามารถบอกล่วงหน้าได้ว่าจะเกิดขึ้นกับใคร ไม่สามารถป้องกันล่วงหน้าได้ และยังไม่เคยเจอ ว่ามีการวินิจฉัยว่า สายสะดือพันคอตอนท้อง 32 สัปดาห์แล้วผ่าออกมารอดเลย


ดิ้นไม่ดิ้น สัญญาณเตือน

แต่อย่างไรก็ตาม การสังเกตลูกดิ้นนั้นเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการระวังภาวะนี้ ลูกในท้องควรจะดิ้นอย่างที่เคยดิ้น เคยดิ้นมากก็ควรดิ้นมากเท่าเดิม เคยดิ้นน้อย ก็ควรดิ้นน้อยเหมือนเดิม ถ้าลูกหยุดดิ้นก็ควรหยุดทำงานแล้วนั่งพักสังเกตลูกดิ้น ถ้าลูกดิ้นดีเหมือนเดิมก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าสังเกตดีแล้วลูกยังไม่ดิ้นเหมือนเดิม ควรรีบไปหาหมอเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดี ไม่ควรเกิน 4-6 ชั่วโมง หลังหยุดดิ้นนะครับ

เมื่อไปถึงหมอแล้วหากลูกในท้องไปสวรรค์เรียบร้อยแล้ว ก็คงทำใจกันลำบาก เหมือนกันนะครับ แต่ในทางการแพทย์หมอจะให้กระตุ้นเร่งคลอดออกไปซะ อยู่ในท้องก็กลุ้มใจเปล่าๆ แต่ถ้ามาตรวจแล้วพบว่าลูกยังปกติดี อาจจะไม่มีสายสะดือ พันคอเลยก็ได้ การดิ้นน้อยอาจมาจากสาเหตุอื่น เมื่อคุณหมอตรวจจนแน่ใจแล้วว่า เด็กในครรภ์มีสุขภาพแข็งแรงดีก็คงให้คุณแม่กลับบ้านได้ แต่จะให้ใบบันทึกลูกดิ้น มาให้คุณแม่ทำการบ้านด้วย หากลูกดิ้นน้อยกว่าที่กำหนดต้องกลับไปพบแพทย์อีกครั้ง


สายสะดือ ยิ่งยาวยิ่งเสี่ยง

สายสะดือที่เป็นเหตุของเรื่องนี้ทั้งหมดปกติก็จะยาวเฉลี่ยประมาณ 55 เซนติเมตร แต่บางคนก็อาจจะยาวมาก หรือบางคนอาจจะสั้นมากกว่านี้ก็ได้ แต่คนที่สายสะดือยาวๆ จะมีความเสี่ยงในการเกิดสายสะดือพันคอได้มากกว่าคนที่สายสะดือสั้นๆ แล้วสายสะดือ ของเด็กแต่ละคนก็ใหญ่ไม่เท่ากันอีกด้วย เด็กตัวใหญ่ๆ อ้วนๆ มักมีสายสะดืออ้วนตามไปด้วย เด็กตัวเล็กๆ ผอมๆ สายสะดือก็จะผอมไปด้วย คนที่มีสายสะดืออ้วนๆ มักไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องพันคอ แต่สายสะดือเล็กๆ จะมีโอกาสพันคอได้มากกว่า แต่ตอนที่อยู่ในท้องเราก็ไม่รู้หรอกครับว่า สายสะดือมันจะยาวหรือสั้นแค่ไหน จะอ้วนหรือผอมแค่ไหน จะรู้ก็ตอนเกิดเรื่องไปแล้วนั่นแหละ

นอกจากสายสะดือพันคอแล้ว บางทีก็อาจจะพันกันเองเป็นปม พอเป็นปมแล้ว ก็จะทำให้เลือดไหลเวียนไปมาไม่ได้ หรือบางทีเด็กดิ้นไปทางเดียวกันตลอดจน สายสะดือบิดเข้าจนเป็นเกลียวเหมือนเชือกฟั่น สุดท้ายเลือดก็ไหลเวียนไม่ได้ ผลก็คือเด็กขึ้นสวรรค์ไปเหมือนกัน

ตัวหมอเองเคยเจอกรณีอย่างนี้เหมือนกัน ส่วนมากก็จะมาหาหมอด้วยว่า วันนี้ลูกไม่เห็นดิ้นเหมือนก่อนหน้านี้เลย รู้สึกกังวลเลยรีบมาให้หมอตรวจดูซะหน่อย หมอได้ยินก็ชักหนาวๆ แล้ว เอาเครื่องฟังเสียงหัวใจนั่งฟังนั่งหาอยู่นาน ก็ไม่เจอเสียงหัวใจเต้น ตอนนี้หมอเสียวไส้จะแย่แล้ว แต่หมอว่าคุณแม่ น่าจะซีเรียสกว่าหมอเยอะ เลยเอาไปตรวจด้วยอัลตราซาวนด์ต่อ ก็เห็นแล้วว่า หัวใจมันไม่เต้น แต่รู้ไหมครับว่ามันพูดไม่ออก ! มันยากสำหรับหมอคลอดลูก ที่ทำคลอดให้ชีวิตใหม่เกิดมาทุกวัน เหมือนเราเคยให้แต่ความสุขแก่คนอื่น แต่ถึงตอนบทเศร้ากลับทำอะไรไม่ถูก แต่สุดท้ายก็ต้องตัดใจบอกความจริงกับคุณแม่ ว่าหัวใจลูกไม่เต้นแล้ว เสียใจด้วยนะครับ !…..ตอนที่พูดรู้สึกเลยครับว่า หน้าเรามันชาๆ ตาคุณแม่ที่สบตากับเรานั้นมีน้ำเอ่อไหลพรากออกมาทั้งสองข้าง เป็นความรู้สึกที่ติดตาติดใจ เราไปอีกนานทีเดียวเลยล่ะครับ หลังจากนั้นอีกหนึ่งปีเธอก็ตั้งท้องใหม่อีกครั้ง เพราะฉะนั้นหมอขอยืนยันว่าสายสะดือพันคอไม่ใช่โรคติดต่อ ท้องที่แล้วเป็น ท้องนี้ก็มีโอกาสเป็นได้แต่น้อยมาก ตอนหลังก็แฮปปี้เอ็นดิ้ง ได้ลูกกลับบ้านไปเลี้ยงสมใจ

อ่านเรื่องวันนี้ก็แค่รู้ไว้ใช่ว่าเองนะครับ เดี๋ยวคุณแม่จะกังวลไปกันใหญ่ สายสะดือพันคอเกิดขึ้นได้แต่น้อยมากๆๆๆ ข้ามถนนแล้วดวงไม่ดีโดนรถชนตาย ยังจะมากกว่าด้วยซ้ำไป อะไรมันจะเกิดมันก็ต้องเกิด คิดว่าเป็นเรื่องของบุญ ของกรรมก็แล้วกันนะ ทุกวันนี้ถ้าเราทำแต่ความดี ก็ไม่ต้องไปกลัวอะไร…สาธุ


(update 13 พฤศจิกายน 2001)
[ ที่มา.. นิตยสารดวงใจพ่อแม่   ปีที่ 6 ฉบับที่ 70 สิงหาคม 2544 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600