มาที่นี่ ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ภาษาไทย
จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน   INTERNET   ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ
http://i.am/thaidoc    หรือ     http://hey.to/yimyam


บอกหมอ... เรื่องอย่างว่า


จำได้ไหมว่า..
      คุณคุยเรื่อง อย่างว่า กับคนร่วมเตียงหรือคู่นอน
      ครั้งสุดท้ายเมื่อไร ?

ถ้าเป็นผู้ชาย หัวข้อพรรค์นี้อาจเป็นเรื่องโจ๊กในวงสุรา
ส่วนหญิงสาว..ก็เพียงแค่กระมิดกระเมี้ยน เลียบๆ เคียงๆ ถามเรื่องความสัมพันธ์ทางเพศ กับเพื่อนสนิทเพียงไม่กี่คน

สาวไทยไม่ใช่ ซาร่าห์ เจสสิก้า ปาร์คเกอร์ นางเอกจากหนังทีวีซีรีส์เรื่อง Sex and The City หรือบรรดาเพื่อนสาวโสดอีก 3-4 คนของเธอ ที่เปิดอกคุยเรื่อง "บนเตียง" อย่างเปิดเผยตลอดมื้ออาหาร พวกเธอพูดคุยกันเรื่อง " เซ็กซ์ " เหมือนพูดถึงอาหาร แฟชั่น หรือลมฟ้าอากาศ...

บางหัวข้อสนทนากลายเป็นเรื่องน่าอ่านน่ารู้ ในหนังสือพิมพ์ฉบับวันรุ่งขึ้น ซึ่งนางเอก (ปาร์คเกอร์) แสดงเป็นคอลัมนิสต์หญิงที่เขียนเรื่องความสัมพันธ์ของหญิง-ชาย ในเมืองใหญ่อย่างนิวยอร์ก

ชาวตะวันตกอาจพูดคุยกันถึงเรื่องในมุ้งได้อย่างเปิดเผย ง่ายกว่า..หรือถี่บ่อยกว่าชาวเอเชีย ที่วัฒนธรรม จารีต ไม่เอื้อให้เรื่องลับเฉพาะเช่นนี้กลายเป็นประเด็นสำคัญในวงสนทนา ถ้าไม่ใช่กับเพื่อนสนิทจริงๆ หรือกับแพทย์ประจำตัว ญาติสนิท หรือไม่ก็จนปัญญาแล้ว ปัญหาคับอกเหลือเกินต้องหาคนปรึกษาเสียที...

แต่ความเชื่อที่ว่า ชาวตะวันตกกล้าแสดงออกกับเรื่องเซ็กซ์ไม่ใช่ความคิดที่ถูกต้องนัก เพราะความจริงแม้ในชาวตะวันตกเอง ก็ยังมีตัวเลขผู้ป่วยมาขอรับการบำบัด เรื่องสุขภาพทางเพศไม่มากนัก แต่ยา "ไวอากร้า" กลับขายดี แน่ล่ะว่าส่วนหนึ่งผู้ยังต้องการ เห็นสวรรค์ซื้อยากินเอง โดยไม่ผ่านใบสั่งแพทย์ เรื่องในมุ้งถ้าอยู่ในมุ้งอยู่ดีๆ ได้สมมาดปรารถนา ก็ไม่เป็นปัญหา แต่หากเมื่อไม่สุขสมอารมณ์หมายแล้วไซร้
ก็เหมือน... " อดข้าวดอกเจ้าชีวาวาย แทบตายหากอดเสน่หา..."

เพราะเรื่องเพศที่ไปไม่ถึงดวงดาว ก็เหมือนคนมองเห็นสวรรค์อยู่ตรงหน้า แต่ตะกายไปไม่ถึง กลายเป็นปัญหา " สุขภาพทางเพศ " ทางการแพทย์จัดให้เป็นโรคภัยชนิดหนึ่ง ที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต

อาจไม่เหมือนอดข้าวอดน้ำที่อาจตายภายใน 2-3 วัน แต่ก็เหมือนคนอดกินขนม พอนานเข้าชีวิตก็เหี่ยวเฉา ไร้ชีวิตชีวา เพราะเพศสัมพันธ์เป็นเหมือนปัจจัยที่ห้า ในวงจรชีวิตมนุษย์ พวกเรารับเอาปฏิบัติการทางเพศเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปเสียแล้ว

ขาดหย่อนหรือด้อยคุณภาพไปก็ถือว่าต้องเข้าโรงหมอรักษา


      บอกหมอ..ว่าผมไม่สู้...

โรคที่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ทางเพศล้มเหลว เกิดจากสาเหตุ การหย่อนสมรรถภาพทางเพศ (Erectile dysfunction) หรือ ED (เรียกย่อๆ ว่า อีดี) ที่เกิดกับเพศชาย ทำให้เพศสัมพันธ์ ไปไม่ถึงดวงดาว เมื่อผู้เริ่มล้มเหลว สวรรค์คงล่ม ปัญหาที่ว่าเกิดกับผู้ชายหลายล้านคนทั่วโลก เมื่อปี ค.ศ.1995 สหประชาชาติ ได้ประมาณว่ามีผู้ชายในทวีปเอเชีย ประมาณ 87 ล้านคน มีปัญหา ED ตั้งแต่ปานกลางจนถึงระดับรุนแรง และประมาณต่อไปในอนาคตว่าจะเพิ่มจำนวน เป็น 200 ล้านคนใน ปี 2525 เพิ่มขึ้นถึง 130%

ในออสเตรเลียตะวันตก มีรายงานว่า 39% ของคนไข้ชายที่รับการรักษาโรคทั่วไป มีปัญหา ED ตั้งแต่ระดับเล็กน้อย ปานกลาง จนถึงขั้นรุนแรง

ในอังกฤษ ความชุกของปัญหา ED ในชายอายุ 16-65 ปี เก็บตัวเลขได้ว่า 32% มีปัญหาการแข็งตัวของอวัยวะเพศในระดับหนึ่ง และ 20% มีปัญหาการคงความแข็งตัว ซึ่งไม่เพียงพอให้เกิดความพึงใจจากการมีเพศสัมพันธ์

ปัญหา ED เป็นโรคที่หมอกำลังปวดหัว เพราะถึงวันนี้ ยังมีคนไข้จำนวนมากที่ไม่รู้จักโรค ED และมักนึกไปว่าเป็นปัญหาอวัยวะเพศแข็งตัวไม่ดีเพียงเล็กน้อย และปัญหาที่ว่าก็มีหลายระดับ ตั้งแต่เล็กน้อย ปานกลาง จนถึงรุนแรง ซึ่งล้วนสร้างความวิตกกังวลต่อคนไข้ เพราะไม่สามารถ มีความสัมพันธ์ทางเพศได้ตามปกติ ผลกระทบที่ตามมาคือ คุณภาพชีวิตที่แย่ลง และก่อให้เกิดปัญหาสัมพันธภาพกับฝ่ายหญิงด้วย

ผู้ชายอีกไม่น้อยที่ไม่รู้ว่า ปัญหาสุขภาพ อาทิ โรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคซึมเศร้า โรคหัวใจ ฯลฯ มีความสัมพันธ์กับปัญหา ED นอกจากนี้ ยังเกิดจากสุขภาพทางใจ และผู้ป่วยที่ใช้ยารักษาโรคบางชนิดอยู่เป็นประจำก็เป็นกลุ่มเสี่ยงที่อาจมีปัญหา ED เกิดขึ้นได้

แพทย์ใช้คำว่า "อาจ" เพราะทุกวันนี้ ถ้าคนไข้ไม่มาถามหมอก็ไม่รู้ว่า คนไข้ (ที่เป็นโรคความดัน เบาหวาน ฯลฯ) มีปัญหา ED เกิดขึ้นด้วย คนไข้ไม่เริ่ม-แพทย์ไม่ถาม จบลงบนเตียงที่ไปไม่ถึงดวงดาว เมื่อบ่อยครั้งเข้าคุณภาพชีวิตก็แย่

โดยเฉพาะผู้ชายชาวเอเชียจำนวนมาก จะไม่ไปปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับปัญหาทำนองนี้ หมอส่วนใหญ่ก็มักไม่อยากซักถามเกี่ยวกับปัญหาทางเพศของคนไข้ อ้ำๆ อึ้งๆ ด้วยกันทั้งคู่ ปัญหาไม่ได้รับการสะสาง...

เพื่อช่วยเหลือแพทย์ให้มีความมั่นใจ มีความรู้และทักษะที่จะตรวจหาปัญหา ED เพื่อสะสางในคนไข้ชายที่มีความเสี่ยงอยู่ และเพื่อให้คำแนะนำรักษา ดร.โรซี่ คิง ผู้เชี่ยวชาญด้าน Sexual Therapy จากออสเตรเลีย จัดเสวนาให้ความรู้แพทย์ไทย แนะแนวทางปฏิบัติสำหรับแพทย์เพื่อตรวจหา ประเมินความรุนแรงของคนไข้ที่มีปัญหา ED

เพราะรู้ว่าเรื่องพรรค์นี้ คนเอเชียไม่บอกใครง่ายๆ


      เปิดอกผู้ชายไทยกับปัญหา ED

เคยมีการสำรวจกันว่า ผู้ชายที่แต่งงานแล้วมีอายุยืนกว่าชายโสด เช่นเดียวกับผู้หญิงโสด มีอายุยืนน้อยกว่าผู้หญิงที่ผ่านการแต่งงาน ชีวิตคู่ช่วยให้มีอายุยืนขึ้นอีกนิด ฉะนี้แล้ว จะไม่ให้ความสำคัญกับภารกิจทางเพศคงไม่ได้ ไม่เช่นนั้น ยาไวอากร้า ที่รักษาโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศคงไม่ขายดีเหมือนแจกฟรี และกำลังจะมี ไวอากร้าหญิง ออกจำหน่าย ตอบรับความต้องการทางเพศของฝ่ายหญิงบ้าง แต่ปัญหา ED ของฝ่ายหญิง ยังไม่ได้มีการสำรวจวิจัยกันมากนัก เพราะภารกิจทางเพศเริ่มโดยฝ่ายชาย

ร.ศ.น.พ.อนุพันธ์ ตันติวงศ์ ศัลยศาสตร์ระบบทางเดินปัสสาวะ โรงพยาบาลศิริราช เป็นหนึ่งในคณะแพทย์ไทยที่ให้ความสนใจปัญหา ED ได้เคยทำการศึกษาในผู้ชายไทยอายุ 40-70 ปี จำนวน 1,250 คน ในเขตกรุงเทพมหานครและเขตเมืองในอีก 8 จังหวัดใน 4 ภาคๆ ละ 2 จังหวัด โดยเลือกจังหวัดใหญ่และจังหวัดเล็กมาอย่างละหนึ่งจังหวัด ผลของการศึกษา คุณหมอบอกว่า
" ผู้ชายไทยที่สำรวจนั้นมี 37.5% หรือจำนวน 527,120 คน ที่มีอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ แยกเป็นระดับต่ำ 19.1% ระดับปานกลาง 13.7% และระดับรุนแรง 4.7% ประมาณว่ากว่า 3 ล้านคน เป็น ED ในกรุงเทพฯ มีปัญหาต่ำสุด ภาคเหนือสูงสุด ส่วนภาคกลาง ภาคใต้ อีสาน มีอัตราพอๆ กัน ไม่ต่างกันมากนัก ถือว่าเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างสูง

ผู้ชายไทย 1 ใน 3 คนมีปัญหาเรื่องนี้

และเมื่อเขามีปัญหาเขาก็ไม่รู้ว่าจะไปปรึกษาใคร ที่ไหน อย่างไร ดังนั้น จึงต้องสร้างความรู้ ความเข้าใจและยอมรับว่า โรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศเป็นโรคที่ต้องรับการรักษาจากแพทย์ และแนวทางที่ ดร.โรซี่ คิง มาให้คำบรรยายก็เพื่อสนับสนุนให้บรรดาแพทย์ (ไทย) กระตุ้นให้ผู้ป่วยกล้ามาปรึกษาแพทย์และรับการรักษา นอกเหนือไปจากการศึกษาค้นคว้า เกี่ยวกับโรคนี้ เพื่อให้การรักษาที่เหมาะสม "
ผลการศึกษาพบอีกว่า ชายไทยอายุ 40-70 ปี มีเพศสัมพันธ์เฉลี่ยประมาณ 7 ครั้ง / เดือน โดยที่ความถี่ของการมีเพศสัมพันธ์ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ตามระดับของ ED (เป็นมากเพศสัมพันธ์ก็ลดลงมาก) ในผู้ที่เป็น ED ระดับรุนแรงมีราว 14% ที่ ไม่มีเพศสัมพันธ์ภายใน 6 เดือนที่ผ่านมา

คนพวกนี้ให้เหตุผลว่า ไม่มีอารมณ์ทางเพศ ไม่มีแฟน สุขภาพไม่ดี กลัวติดโรค แก่แล้ว ภรรยาไม่ต้องการ สุขภาพไม่ดี

คุณหมอบอกว่า แล้วถ้าเป็นแล้ว ประมาณได้ว่า 41% จะไม่ปรึกษาใคร ส่วนคนที่ต้องการคำปรึกษาจะมาพบแพทย์ทั่วไป (อายุรแพทย์) มากที่สุดราว 22% รองลงมาปรึกษาภรรยาหรือคู่นอน (13%) ปรึกษาแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะ (12%) และเพื่อนที่ไว้วางใจ (11%) ผู้สูงอายุและคนที่มีปัญหา ED รุนแรงมักจะยอมรับสภาพไม่ปรึกษาใคร ถ้าต้องปรึกษาแพทย์จะรู้สึกอึดอัดใจมาก

คนที่แต่งงานแล้วจะเอาใจใส่ปรึกษาสอบถามมากกว่าคนที่ไม่แต่งงาน หย่าร้าง ม่าย หรือแยกกันอยู่ ส่วนคนที่มีสถานภาพทางสังคมสูง เช่น ผู้มีการศึกษาดี รายได้สูง นักวิชาชีพ ผู้บริหาร มักเข้าใจอุบัติการณ์ของโรค ED ได้ดีกว่า จึงเลือกจะปรึกษาแพทย์และไม่รู้สึกอึดอัดใจ แต่แม้ว่าจะมีคนจำนวนมากที่ส่อถึงอาการ ED แต่มีไม่ถึง 1% ของประชากรที่ศึกษา ที่เคยพบแพทย์เพื่อปรึกษาหารือ ข้อดียังมีอยู่ที่ว่า ผู้ชายไทย 57% (อายุ 40-70 ปี) เชื่อว่า ED รักษาให้หายได้หรือมี วิธีรักษา

ยังมีความหวังที่ผู้ชายไทยที่ตกสวรรค์จะได้รับการบำบัด ฟื้นฟูสมรรถภาพทางเพศ เพื่อชีวิตที่ดีกว่า


      เรื่องอย่างนี้..อยู่ที่ใจ

ผ.ศ.น.พ.พนม เกตุมาน จิตแพทย์ โรงพยาบาลศิริราช เป็นแพทย์ที่สนใจปัญหา ED และ มีประสบการณ์บำบัดคนไข้ ED ชายไทยจำนวนไม่น้อย คุณหมอเล่าว่า
" คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยกล้ามาปรึกษาหมอเรื่องนี้ กว่าจะมาบางทีอาจผ่านหมอหลายสาขาแล้ว ที่พบว่ามาปรึกษาคือจะมาคุยกับจิตแพทย์ เพราะรู้สึกว่าพูดคุยได้สะดวกกว่า แต่ทั้งนี้ ก็ขึ้นอยู่ความสัมพันธ์ของหมอกับคนไข้ เช่น หมอสูติอาจมีคนไข้ไปปรึกษา ในลักษณะที่ภรรยา ไปปรึกษาว่าสามีมีปัญหาก็มี และหมอแต่ละคนก็มีความรู้ในเรื่องนี้แตกต่างกัน แต่ปัจจุบันแพทย์ทั่วไป มีความรู้ด้านนี้มากขึ้น พร้อมให้คำแนะนำรักษา แม้ยังไม่มีการเรียนในเรื่อง Sexual Therapy ในเมืองไทย แต่แพทย์หลายคนก็ผ่านการอบรมจากต่างประเทศบ้าง และมีการสอน ในระดับนักศึกษาแพทย์ เช่น สาขาจิตเวชศาสตร์ สูตินรีเวช หรือหมอผ่าตัดระบบทางเดินปัสสาวะ

การบำบัดมีหลายวิธี ตามระดับความรุนแรง มีอุปสรรคอยู่ตรงเศรษฐกิจ เช่น ค่ารักษา ค่ายาแพง และความเข้าใจต่อเรื่องเพศของคนไข้ แต่ตอนนี้คนไข้ก็เริ่มมาขอคำปรึกษามากขึ้น ซึ่งที่กรมอนามัยกับกรมสุขภาพจิตก็กำลังร่างเป็นแผนให้การศึกษาเรื่องเพศแก่เด็กตั้งแต่วัยอนุบาล เด็กโต จนถึงระดับมหาวิทยาลัย หรือสนใจก็ศึกษาเองได้ เช่น อ่านหนังสือเกี่ยวกับเพศศึกษา ที่เขียนโดยแพทย์ เพราะเป็นเรื่องสำคัญที่เราจำเป็นต้องรู้ "
แต่ถ้าไม่รู้ต้องกล้าปรึกษาแพทย์ ดร.คิง บอกว่า ในอเมริกา ผู้ให้การบำบัดด้านเพศ หรือ Sex Therapist ส่วนใหญ่เริ่มต้นจากการเป็นจิตแพทย์ แต่ส่วนเธอนั้นเริ่มจากการเป็น อายุรแพทย์ที่รักษาคนไข้ทั่วไป แต่จากปฏิสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับคนไข้ ทำให้คนไข้วางใจ ขอคำปรึกษาด้านสุขภาพทางเพศ จนในที่สุด ทำให้ดร.คิง หันมาศึกษาด้านนี้โดยเฉพาะ

จากการศึกษาผู้มีปัญหา ED ทั่วโลก ดร.คิงพบว่า พบได้บ่อยทั้งในผู้ชายและผู้หญิง ในช่วงอายุ 18-59 ปี ผู้ชายมี 31% ผู้หญิง 43% ในจำนวนคนไข้ผู้หญิงที่มีปัญหาด้านเพศสัมพันธ์ พบว่า ผู้หญิง 30% บอกว่าไม่ถึงจุดสุดยอดในขณะร่วมเพศ 40% ถึงจุดสุดยอด แต่ไม่ใช่ในขณะร่วมเพศ (อวัยวะเพศชายอยู่ภายนอก) และอีก 30% ไม่เคยถึงจุดสุดยอดกับคู่นอนเลย ซึ่งในจำนวนหลังนี้ เป็นปัญหา ED ที่ควรรับการบำบัด ในขณะที่กลุ่มที่สอง (40%) เมื่อมารับคำปรึกษา แค่ 1-2 ครั้งก็ประสบความสำเร็จ

ผู้หญิงก็มีปัญหา ED มาปรึกษาหมอได้ จะมาเดี่ยวหรือมากับคู่ (นอน) คุณหมอยินดีชี้แนะ


      ทลายกำแพงความ " อาย "

คนมีปัญหา ED คับอกคาใจ ไม่กล้าปรึกษาใครมีมากมาย อย่างมากก็เขียนจดหมาย ไปถามคอลัมน์สุขภาพทางเพศ แล้วก็รอจนกว่าเขาจะตอบจดหมาย ตอนนี้ยังดีที่มีผู้เห็นความสำคัญ ผลิตรายการวิทยุ-โทรทัศน์ จนถึงสื่อสิ่งพิมพ์ที่เน้นปัญหาด้านครองรัก-ครองเรือน ตอบปัญหาสุขภาพทางเพศ ช่วยผู้มีปัญหาได้ระดับหนึ่ง

จากการสำรวจวิจัยของ ดร. คิง พบว่าอุปสรรคในการบำบัดโรคนี้อยู่ที่มุมมองของคนไข้ เช่น ความเข้าใจว่า ED เป็นปัญหา (ธรรมดา) ที่เกิดขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น หรืออ้วน (เกินกว่าจะมีความสุขทางเพศ) และไม่จำเป็นต้องรักษาไม่รู้ว่าความสัมพันธ์ของปัญหา ED กับปัญหาสุขภาพเป็นเรื่องที่พบได้บ่อยความอับอาย ความยากลำบากในการเลือกใช้คำ ข้อห้ามในบางสังคม เรื่องของจารีต วัฒนธรรม อุปสรรคที่เกิดจากตัวแพทย์เองก็มี อาทิแพทย์ ทำตัวเหินห่างจากคนไข้มากหลีกเลี่ยงการประสานสายตามัว แต่ก้มหน้าเขียนบันทึกปล่อยให้มีสิ่งรบกวนบ่อยๆ ระหว่างให้คำปรึกษาการใช้คำพูด หรือศัพท์เทคนิคที่เข้าใจยากไม่เห็นความสำคัญของปัญหาคนไข้

ดร.คิง แนะว่า ถ้าแพทย์ไทยยังนึกไม่ออกว่าจะเริ่มต้นพูดเรื่องปัญหาสุขภาพทางเพศ อาจเริ่มได้ดังนี้
คนไข้ที่เป็นโรคเดียวกับคุณ (เบาหวาน, ความดัน, โรคหัวใจ) มักจะกังวลกับการมีเพศสัมพันธ์ ตัวคุณเองมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรไหม ? คนไข้ที่เป็นอย่างคุณ บางคนมีการเปลี่ยนแปลง เกี่ยวกับเพศสัมพันธ์ คุณสังเกตว่า

ตัวเองมีอะไรเปลี่ยนไปไหม ? เป็นเรื่องปกติที่คนเป็นโรคหัวใจ อาจมีปัญหาการแข็งตัว ของอวัยวะเพศ คุณรู้สึกว่าตัวเองมีปัญหาอะไรบ้างไหม ? มีคนไข้ที่ต้องใช้ยานี้บางคนสังเกตว่า ยาอาจมีผลกระทบกับการมีเพศสัมพันธ์ คุณสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงบ้างหรือเปล่า ?
ดร.คิง แนะว่า ควรเริ่มต้นสอบถามด้วยวิธีการที่นุ่มนวล จากนั้นก็ค่อยอธิบายถึง ปัญหาของโรค ED ให้คนไข้เข้าใจ แล้วค่อยเชื่อมโยงปัญหา ED กับปัญหาสุขภาพ การใช้ยา ปัจจัยที่เกี่ยวข้องในชีวิตประจำวัน เช่น ความเครียด สุขภาพทางกาย ผลกระทบจากเหล้า-บุหรี่ ฯลฯ ประเมินผลเพื่อนำไปสู่การบำบัดรักษา และเมื่อได้เกริ่นนำเกี่ยวกับปัญหา ED แล้ว คนไข้อาจต้องการหรือไม่ต้องการถกปัญหานี้ต่อไป การเกริ่นของแพทย์จะช่วยให้คนไข้รู้ว่า หมอยินดีให้ความช่วยเหลือเมื่อคนไข้พร้อมที่จะคุยปัญหานี้

ใครมีปัญหา ED ต้องฝ่าด่านแห่ง " ความอาย " เปิดใจเข้าหากัน ทั้งคนไข้และแพทย์ ช่วยกันบำบัดโรคนี้ สร้างเซ็กซ์ให้เป็นสุขดั่งสวรรค์จริงๆ เสียที

ก็เรื่องอย่างว่า..ใครว่าไม่สำคัญ


(update 8 มิถุนายน 2001)
[ ที่มา... หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ   วันอาทิตย์ที่ 17 มิถุนายน พุทธศักราช 2544]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600