มาที่นี่ ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ภาษาไทย
จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน   INTERNET   ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ
http://i.am/thaidoc    หรือ     http://hey.to/yimyam


รอยตีนกาและการดูแลผิวรอบดวงตา


ผิวรอบดวงตาจะเกิดริ้วรอยได้เร็วกว่าผิวส่วนอื่นของใบหน้า ทั้งนี้เพราะเมื่อแสดงสีหน้า ไม่ว่าจะเป็นรอยยิ้ม อารมณ์สงสัย หรือโมโหโกรธา กล้ามเนื้อจะหดรั้งทำให้ผิวย่นตามไปด้วย แสงแดดจัดยิ่งเร่งให้ผิวเหี่ยวแก่และเกิดรอยตีนกามากขึ้น คนไทยที่มีผิวขาว และนิยมไปอาบแดดเพื่อให้ผิวสีแทนจึงต้องระวัง เพราะแสงแดดนอกจากทำให้เกิดกระ ฝ้า รอยเหี่ยวแก่แล้ว ยังทำให้เป็นมะเร็งผิวหนังด้วย บางคนอาบแดดจนคล้ำไปทั้งตัว เห็นแต่รอยตีนกาเป็นเส้นสีขาวชัดเจนซึ่งดูน่าเกลียดมาก นอกจากนั้นการสูบบุหรี่ ก็ทำให้เกิดตีนกาเพราะสารอาหารไปหล่อเลี้ยงผิวหนังไม่เพียงพอและควันบุหรี่ทำให้แสบตา ต้องหยีตาทำให้เกิดรอยตีนกาขึ้นมา

ปัญหาผิวสวยรอบดวงตาที่พบบ่อยอีกอย่างคือ รอยดำคล้ำใต้ตา ซึ่งอาจจะไม่เกี่ยวกับ โรคภัยไข้เจ็บและไม่เกี่ยวกับการนอนหลับไม่พอ เป็นเรื่องธรรมชาติเฉพาะตัวของคนๆ นั้น นับเป็นปัจจัยทางกายวิภาคของร่างกายหลายอย่าง และอาจเป็นลักษณะทางกรรมพันธุ์ก็ได้ ทั้งนี้เพราะผิวหนังรอบดวงตาจะบาง และมีไขมันใต้ผิวหนังน้อย ดังนั้นเมื่อเลือดดำใหม่ ผ่านหลอดเลือดดำที่มีขนาดใหญ่ที่อยู่ชิดผิวนอกของผิวหนังก็จะทำให้เห็นเป็นรอยคล้ำได้ บางครั้งเม็ดเลือดก็จะหลุดออกมาจากหลอดเลือดทำให้เกิดรอยคล้ำดำบริเวณนี้เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามรอยคล้ำใต้ตานี้มักมองเห็นเด่นชัดขึ้นเมื่อเหน็ดเหนื่อยหรือร่างกายซีด ระหว่างการมีประจำเดือนและในช่วงท้ายของการตั้งครรภ์ พบว่ายิ่งมีอายุสูงขึ้น รอยคล้ำนี้จะยิ่งเห็นชัดเจนและเป็นถาวรขึ้น

สำหรับผู้ที่กังวลเกี่ยวกับรอยคล้ำใต้ตานี้ อาจลองใช้เมคอัพทาปิดทับก็ได้ มีบริษัทเครื่องสำอางหลายแห่งที่ผลิตเครื่องสำอางเพื่อลดปัญหานี้โดยเฉพาะ พบว่าผู้ที่สวมแว่นตา หากเลือกใช้แว่นสีชา อาจทำให้แลดูว่ารอยคล้ำใต้ตาจางลงได้ และยังเป็นการป้องกันแดด ซึ่งจะลดการเกิดตีนกาลงไปได้ ปัจจุบันเทคนิคไฮเทคคือ คลื่นเสียงความถี่สูง (Ultrasonic) ที่อาจลดรอยคล้ำใต้ตาลงได้บ้าง

ปัญหาความงามรอบดวงตาอีกอย่างที่ทำความกังวลให้ผู้รักความงาม ก็คือเรื่องของ ถุงใต้ตา ซึ่งมักเป็นกรรมพันธุ์และเมื่ออายุยิ่งสูงขึ้น ถุงใต้ตาก็ยิ่งแลดูเด่นชัดขึ้น แต่ก็พบว่าสาวๆ หนุ่มๆ บางคนก็เริ่มมีถุงใต้ตา ทั้งนี้เพราะผิวหนังบริเวณใต้ตาบอบบางแลหลวมอยู่แล้ว เมื่ออายุมากขึ้น เนื้อเยื่อและกล้ามเนื้อบริเวณใต้ตาจะเริ่มเสื่อมสลายทำให้เปลือกตาล่างมักมีรอยพับเกิดขึ้น ไขมันใต้ผิวหนังจะถูกดันออกมาเพราะกล้ามเนื้อไม่กระชับ ทำให้เห็นเป็นถุงใต้ตาขึ้น นอกจากนั้นระบบการไหลเวียนของน้ำเหลืองที่ไม่ดีก็จะทำให้เกิดน้ำมาคั่งบริเวณนี้ ทำให้ผิวรอบดวงตาบวม ซึ่งเห็นได้ชัดเจนเวลาตื่นนอนตอนเช้า

มีครีมทารอบดวงตาหลายตัวซึ่งส่วนผสมมักเป็นยากันแดด สารให้ความชุ่มชื้น และสารที่ทำให้ผิวตึง (firming agents) เช่น สควาลีน (squalene) ซึ่งอาจทำให้ปัญหาผิวรอบดวงตา ไม่ว่าจะเป็นตีนกา รอยคล้ำดำหรือรอยบวมดีขึ้นได้บ้าง อย่างไรก็ตามไม่แนะนำให้ใช้ครีมรอบดวงตา ที่มีเนื้อหนาหรือเหนียวเหนอะหนะหรือเป็นน้ำมันมากเกินไป เพราะจะทำให้รอบดวงตาดูบวมมากขึ้น และอาจไหลเลอะเข้าสู่ดวงตาทำให้เกิดปัญหาโดยเฉพาะในผู้ที่ใส่คอนแทคเลนส์

สำหรับปัญหาตาบวมหลังตื่นนอนนั้น แนะนำว่าควรนอนหนุนหมอนสูง และออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ เพราะเมื่อระบบไหลเวียนของโลหิตและน้ำเหลืองดีขึ้น อาการตาบวมและรอยคล้ำใต้ตาก็จะจางลงได้ อาจใช้มาสก์เย็นๆ (cool eye mask) หรือ ถุงชาแช่เย็น (chilled camomile tea bags) ประคบรอบดวงตา โดยหลับตาให้สนิทเสียก่อน และทิ้งไว้สัก 10 นาทีก็จะลดอาการบวมลงได้

สำหรับถุงใต้ตาที่มีขนาดใหญ่และเป็นมานาน มักแก้ไขด้วยการใช้เครื่องสำอาง หรือยาทาไม่ได้ผล หรือได้ผลน้อยมากครับ ดังนั้นถ้าต้องการแก้ไขปัญหานี้จริงๆ ล่ะก็ ควรต้องปรึกษาศัลยแพทย์ตกแต่ง เพื่อผ่าตัดแก้ไขถุงใต้ตาออกเสียนะครับ

สำหรับเรื่อง ตีนกา นั้น ผู้ที่ติดตามข้อมูลต่างประเทศ คงเคยได้ยินถึงเทคนิคใหม่ ที่ขณะนี้กำลังเป็นที่นิยมกันในสหรัฐอเมริกา แคนาดา และยุโรป ซึ่งคือการฉีดสาย Botox เพื่อให้กล้ามเนื้อที่อยู่ล้อมรอบดวงตาที่ชื่อ orbicularis คลายตัวลง ตีนกาก็จะจางหายไป

Botox หรือชื่อเต็มคือ สารพิษ Botulinum toxin type A ได้มาจากการเพาะเลี้ยงแบคทีเรียตระกูลเดียวกับเชื้อบาดทะยัก ถ้าเป็นขนาดสูง เช่น การรับประทานอาหารกระป๋องที่เป็นพิษ ผู้ที่รับประทานจะเป็นอัมพาต และเสียชีวิตได้ แต่ขนาดที่นำมาใช้ในทางการแพทย์มีขนาดต่ำมาก จึงมีความปลอดภัยแน่นอน สำหรับการรักษารอยตีนกานั้น โดยทั่วไปแพทย์จะฉีด Botox ที่ตำแหน่ง 1.5 ซม. วัดจากขอบตาด้านนอก จำนวน 4 ยูนิต และที่จุด 1 ซม. เหนือและใต้จุดนี้ อีกตำแหน่งละ 4 ยูนิต รวมทั้งหมด 12 ยูนิต ซึ่งต่ำมากเมื่อเทียบกับขนาดที่ทำให้คนเป็นอัมพาต เสียชีวิต คือ 3,000 ยูนิต

สำหรับข้อควรระวังและข้อปฏิบัติของผู้ที่รับการฉีดโบท็อกซ์ คือ งดการรับประทานยาแก้ปวด พวกแอสไพรินและยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs และยากลุ่มลดเกล็ดเลือด อย่างน้อย 2 สัปดาห์ ก่อนการฉีด ต้องไม่ใช้ร่วมกับยาปฏิชีวนะกลุ่ม aminoglycoside ห้ามนวดคลึงบริเวณที่รับการฉีดยา แต่ควรเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อมัดที่ได้รับการฉีดทุก 15 นาที เป็นเวลา 1 ชั่วโมง ห้ามนอนราบ 2-3 ชั่วโมงหลังฉีดยา ห้ามฉีดในผู้ที่กำลังตั้งครรภ์ เพราะยังไม่มีรายงานความปลอดภัย 100% ห้ามฉีดในผู้ที่ให้นมบุตร ในผู้ที่เป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ในผู้ที่มีประวัติแพ้อัลบูมิน เพราะตัวยามีส่วนประกอบของสารนี้อยู่ และไม่ควรฉีดในดารา นักแสดง นักการเมือง ทหาร และบุคคลที่ต้องใช้กล้ามเนื้อใบหน้าในการแสดงและควบคุมคน

สำหรับข้อแทรกซ้อนที่อาจพบได้ คือ รอยช้ำจ้ำเลือด (bruising) พบได้บ่อยเมื่อฉีดรอยตีนกา บวมบริเวณที่ฉีด ปวดบริเวณที่ฉีด หรือปวดหัวเป็นเวลา 2-3 ชั่วโมงหลังฉีด หนังตาบนตก ซึ่งมักหายไปได้เองใน 2 สัปดาห์ อาจทำให้ใบหน้าแลดูไม่เป็นธรรมชาติ แสดงสีหน้าไม่ได้ แต่มักไม่เกิดหากไม่ฉีดเกินแนวกึ่งกลางตาดำออกมาด้านนอก ผู้ป่วยบางรายอาจเกิด ภูมิต้านทานต่อตัวยาและทำให้เกิดอาการดื้อยาขึ้นได้ มักพบในผู้ป่วยที่ได้รับยาเกิน 300 ยูนิต ยังไม่มีรายงานของการแพ้ยาอย่างรุนแรง หรือผลเสียต่ออวัยวะภายในร่างกาย

สำหรับการฉีด Botox เพื่อลบรอยตีนกานั้นจะได้ผลอยู่ครั้งละประมาณ 3-5 เดือน ตีนกาก็จะกลับมาเหมือนเดิม การฉีดแต่ละครั้งค่อนข้างสิ้นเปลืองเพราะเสียค่าใช้จ่ายหลายพันบาท วิธีป้องกันตีนกาแบบธรรมชาติคือ การหลบเลี่ยงแสงแดด การสวมแว่นตากันแดด การไม่หยีตา และการงดสูบบุหรี่ จึงเป็นวิธีธรรมชาติที่ประหยัดกว่านะครับ

สำหรับเรื่องการสูบบุหรี่ต้องขอฝากไว้เพิ่มเติม เพราะปัจจุบันพบว่าวัยรุ่นไทย สูบบุหรี่กันเยอะขึ้น แม้ไม่ได้สูบบุหรี่เองแต่ไปเที่ยวเธค พบว่าควันบุหรี่ที่อบอวล ก่ออันตรายต่อร่างกายได้ แม้ตนเองจะไม่ได้สูบ (passive smoker) ควันบุหรี่นั้น ทำให้ผิวเหี่ยวแก่เร็วขึ้น พบว่าผู้ที่สูบบุหรี่มักเกิดรอยเหี่ยวย่นด้านข้างของดวงตา ที่เรียกว่าตีนกา เพราะสารนิโคตินในบุหรี่ทำให้หลอดเลือดที่มาหล่อเลี้ยงผิวหนังหดตัว ผิวหนังจึงได้รับสารอาหารและออกซิเจนน้อยกว่าปกติ ในขณะเดียวกันของเสียจากเซลล์ผิวหนัง คือคาร์บอนไดออกไซด์จะสะสมอยู่ในเซลล์ เหล่านี้ล้วนทำให้เซลล์ผิวหนังเจริญเติบโต และซ่อมแซมตัวเองไม่ได้

ควันบุหรี่ ทั้งจากการสูบเองหรือได้รับจากผู้อื่นนั้น ยังทำให้กล้ามเนื้อหดรั้งตัว จึงเกิดร่องย่นขึ้นรอบดวงตา ตามหน้าผาก และรอบปาก มีงานวิจัยแสดงว่าผู้ที่สูบบุหรี่ จะเกิดริ้วรอยเหี่ยวแก่ทำให้ใบหน้าแก่ก่อนวัยไป 20 ปี นอกจากนั้น การสูบบุหรี่ ยังทำให้เล็บมือมีสีเหลือง ฟันมีคราบสีน้ำตาล มีกลิ่นปาก ซึ่งล้วนทำลายบุคลิกภาพ และยังทำให้หลอดเลือดอุดตันเกิดแผลเรื้อรังที่มือและขา จนถึงอาจต้องตัดทิ้ง และยังทำให้เกิดมะเร็งของช่องปากได้

สรุปว่าการสูบบุหรี่นอกจากจะมีผลต่อสุขภาพ เช่น ทำให้เกิดโรคถุงลมปอดโป่งพอง โรคมะเร็งปอด และทำให้ทารกในครรภ์คลอดก่อนกำหนด และน้ำหนักตัวน้อยกว่าปกติแล้ว ยังทำให้เสียบุคลิกภาพและหน้าแก่ก่อนวัยด้วย และควันบุหรี่ยังส่งผลเสียต่อผู้ใกล้ชิด เป็นที่น่าเป็นห่วงว่าวัยรุ่นไทยสูบบุหรี่มากขึ้น โดยเฉพาะในสาววัยรุ่น จนเป็นที่คาดว่า ในทศวรรษหน้า หญิงอาจสูบบุหรี่มากกว่าชาย

อนึ่งในปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุขได้กำหนดให้บุหรี่ที่ผลิตในไทยหรือนำเข้า จะต้องมีการพิมพ์คำเตือนเป็นภาษาไทย 10 ข้อความสลับกันไป ดังนี้คือ บุหรี่ทำให้เกิดมะเร็งปอด บุหรี่ทำให้เกิดโรคหัวใจล้มเหลว ทำให้เกิดโรคถุงลมโป่งพอง เส้นเลือดในสมองแตก นำไปสู่สิ่งเสพย์ติดอื่นๆ ทำให้สมรรถภาพทางเพศเสื่อม ทำให้แก่เร็ว ควันบุหรี่ฆ่าคุณตายได้ ทำร้ายผู้ใกล้ชิด และทำร้ายลูกในครรภ์


(update 14 พฤศจิกายน 2001)
[ ที่มา..หนังสือ นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 25 ฉบับที่ 6 มิถุนายน 2544 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600