มาที่นี่ ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ภาษาไทย
จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน   INTERNET   ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ
http://i.am/thaidoc    หรือ     http://hey.to/yimyam

ผิวสวย…ยามลมร้อนโชย


ย่างเข้าฤดูร้อนกันอีกครั้ง นับเป็นฤดูกาลที่หลายคนรอคอยบางคนกะจะไปดำน้ำดูปะการังทางใต้ บางคนมีแผนว่าจะขอไปเล่นน้ำสงกรานต์กันทางเหนือ ผมเองต้นฤดูร้อนนี้ก็มีโอกาสไปนอนแพ ที่เขื่อนศรีนครินทร์มา และฝันไว้ว่าช่วงสงกรานต์จะไปฉลองเทศกาลนี้ที่หลวงพระบาง

สำหรับแฟนๆ ใกล้หมอ ยุคดั้งเดิมคงพอจะจำกันได้เมื่อราว 20 ปีที่ผ่านมา ขณะฝึกอบรมโรคผิวหนังอยู่ที่คลินิกผิวหนังไลออนส์สุพรรณหงส์ ผมได้เริ่มเขียนบทความ ด้านสุขภาพผิวพรรณลงในใกล้หมอเป็นฉบับแรก เมื่อมีโอกาสได้ไปศึกษาต่อด้านโรคหิวหนัง ที่เมืองไมอามี่บีช รัฐฟลอริด้า…รัฐที่มีชื่อเสียงโด่งดังเพราะเป็นรัฐชี้เป็นชี้ตายของการเลือกตั้ง ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในครั้งนี้ ก็ได้เขียน จดหมายจากอเมริกา ลงตีพิมพ์ต่อเนื่องกัน ในใกล้หมอนานนับ 3 ปี และต้องขอขอบพระคุณท่านอาจารย์ พลตำรวจตรีนายแพทย์ชุมศักดิ์ พฤกษาพงษ์ บก.ที่ปรึกษา ใกล้หมอ ที่เป็นผู้แนะนำให้เริ่มเขียนบทความด้านสุขภาพ

สำหรับปัญหาผิวหนังที่พบบ่อยในหน้าร้อนนั้นพบว่าโรคผิวหนังกว่า 40 ชนิดกำเริบ เมื่อโดนแดด แบ่งเป็นผลเสียเฉียบพลัน เช่น ผิวไหม้แดด ผิวคล้ำลง ผิวแพ้แดดไหม้เป็นรอยดำ จากน้ำหอม มะกรูด ฯลฯ
  • การกำเริบของโรค SLE (โรคพุ่มพวง) (ภาพที่ 1) ซึ่งมีอาการผื่นแดงรูปปีกผีเสื้อ ที่ใบหน้า ปวดข้อ มีแผลในปาก มีไข้ และผมร่วง

  • โรคเริม ซึ่งเห็นเป็นตุ่มน้ำใสที่ริมฝีปาก (ภาพที่ 2)

  • โรครังแคของผิวหน้า (seborrheic dermatitis) ซึ่งมักเห็นเป็นผื่นแดง มีขุยตามร่องจมูก โหนกแก้มและที่คิ้ว ในแง่ความสวยงามแล้วแสงแดดทำให้ฝ้าและกระเข้มขึ้น (ภาพที่ 3)

  • ส่วนผลเสียของการได้รับแสงแดดในระยะยาวได้แก่ ผิวเหี่ยวแก่เร็วก่อนวัย เกิดเนื้องอกของผิวหนังขั้นก่อนเป็นมะเร็ง และเกิดมะเร็งผิวหนังในที่สุด (ภาพที่ 4)

-- ภาพที่ 1  โรค SLE (โรคพุ่มพวง) เห็นเป็นผื่นแดงรูปปีกผีเสื้อที่ใบหน้า
-- ภาพที่ 2  โรคเริม เห็นเป็นตุ่มน้ำใสที่ริมฝีปาก มักกำเริบเมื่อโดนแดดจัด
-- ภาพที่ 3  โรครังแคของผิวหน้า (Seborrheic dermatitis)
-- ภาพที่ 4  มะเร็งผิวหนัง (ที่จมูก) เกิดจากการโดนแสงแดดจัด เป็นเวลานาน
-- ภาพที่ 5  แผลแมงกะพรุนไฟ เห็นเป็นรอยไหม้เป็นแนวยาวตามบริเวณที่โดนหวด ของแมงกะพรุนไฟ


ขอเรียนเตือนว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้ เล่นสาดน้ำแม้จะไม่ร้อนจัด ก็ต้องระวังผิวไหม้แดดด้วยเพราะเสื้อผ้าที่เปียกน้ำแนบเนื้อจะทำให้รังสียูวีซึมผ่านได้มาก จึงควรใช้ยากันแดดชนิดทนน้ำ และใช้เสื้อผ้าฝ้ายเพราะกันแดดได้ดีกว่า แสงแดดยังทำให้ เกิดโรคผิวด่างแดด เห็นเป็นรอยขาวรูปไข่ประมาณหัวแม่มือขอบเขตไม่ชัดเจน มีขุยบางๆ มักพบตามแก้ม หลายคนเข้าใจผิดว่าเป็นเกลื้อนพบบ่อยในเด็กที่ว่ายน้ำกลางแดดจัด

เรื่องของผลเสียของแสงแดดนั้นต้องปลูกฝังตั้งแต่วัยเด็ก ครูและผู้ปกครองมีบทบาทสำคัญ ต่อสุขภาพผิวของเด็กมาก ทั้งนี้เพราะปริมาณแสงแดดที่ได้รับตลอดชีวิตนั้น ร้อยละ 80 ได้รับในช่วง 18 ปีแรกของชีวิต และจากการได้เข้าร่วมประชุมสมาคมแพทย์ผิวหนังอังกฤษที่ผ่านมา มีงานวิจัยแสดงว่าเพียงร้อยละ 24 ของครูอังกฤษเท่านั้นที่เคยสอนให้เด็กนักเรียนระวังผลเสีย ของแสงแดด และร้อยละ 93 ของครูอังกฤษไม่มีอุปกรณ์การสอนในเรื่องผลเสียของแสงแดด ยังพบว่าครูอังกฤษเองร้อยละ 16 ไหม้แดดอย่างน้อย 1 ครั้งในช่วงปีที่ผ่านมา ถึงจะยังไม่มีงานวิจัย ถึงเรื่องทัศนคติเกี่ยวกับผลเสียของแสงแดดในครูไทย แต่ก็พบว่าโรคเรียนหลายแห่ง นิยมจัดกิจกรรมกลางแจ้ง เช่น การเล่นกีฬา การฝึกพละ การเข้าค่ายลูกเสือกลางแดดจัด โดยปราศจากคำแนะนำให้นักเรียนทราบถึงผลร้ายของแสงแดด และควรทราบว่า อาการแพ้แดดนั้นมีจริงๆ ไม่ใช่เพราะเด็กอ่อนแอหรือแกล้งทำเพื่อหลีกเลี่ยงการเข้าร่วมกิจกรรม

สำหรับวิธีป้องกันผลเสียของแสงแดด ได้แก่การหลีกเลี่ยงแสงแดด 8.00-17.00 น. การสวมเสื้อผ้ามิดชิด หมวก แว่นกันแดด กางร่ม และการใช้ยากันแดดที่มีค่า 15 ขึ้นไป ห้ามไปอาบแดดหรือฉายแสงให้ผิวมีสีแทน ยากันแดดนั้นใช้ได้ตั้งแต่เด็ก ส่วนทารก อายุต่ำกว่า 6 เดือนไม่ควรนำออกมาโดนแดดจัด พบว่าวิถีชีวิตของคนยุคใหม่ ซึ่งแต่งกายเปิดเผยเนื้อตัวมากขึ้น ทั้งคนไทยบางส่วนหันมานิยมอาบแดดให้ผิวสีแทน การจราจรติดขัด บรรยากาศชั้นโอโซนที่ป้องกันแดดบางลง และคนมีอายุสูงขึ้น ทำให้คนไทยและคนทั่วโลกได้รับผลเสียของแสงแดดมากขึ้นเรื่อยๆ

เรื่องของแสงแดดนั้นนับว่าคนไทยสำนึกถึงอันตรายมาแต่โบราณแล้ว คนไทยจึงปกป้องสงวนผิวพรรณของตนเองประดุจหนึ่ง "แม่แตงร่มใบ" ยามเทศกาลสงกรานต์ หรือในฤดูร้อนคุณตาคุณยายก็จะอาบน้ำประแป้งดินสอพอง ซึ่งดินสอพองนั้น ท่านผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนังอาจารย์ พญ.ปรียา กุลละวณิชย์ ก็เคยให้สัมภาษณ์ว่า เป็นยากันแดดแบบไทยๆ ที่ใช้ได้ผลดีอย่างหนึ่ง นับเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านไทยจริงๆ ครับ เฉกเช่นเดียวกับการใช้สารส้มทารักแร้ลดเหงื่อไคลและกลิ่นตัวที่โชยได้อย่างชะงัด ในยามฤดูร้อนเช่นนี้

ขอเตือนผู้ที่คิดจะไปตากอากาศริมทะเลว่า ทะเลไทยแทบทุกแห่งอุดมไปด้วย แมงกะพรุนไฟ ซึ่งจะปวดแสบปวดร้อน เป็นแผลและเกิดแผลเรื้อรังตามมา แผลหายยากมาก บางคนเป็นแผลเรื้อรังนับ 10 ปี เมื่อโดนแมงกะพรุนบางรายอาจคลื่นไส้ อาเจียน ปวดหัว หมดสติและจมน้ำตายได้ จึงต้องหลีกเลี่ยงการว่ายน้ำตามหาดที่มีแมงกะพรุนชุกชุม โดยอาจสอบถามจากชาวบ้านก่อน ไม่ควรว่ายน้ำหลังพายุหรือฝนตก หากต้องการดำน้ำ ต้องสวมเสื้อผ้าให้มิดชิดและสวมถุงมือ หากไม่แน่ใจอาจว่ายน้ำในสระแทน เมื่อโดนแมงกะพรุนไฟต้องรีบขึ้นจากน้ำ ไม่เคลื่อนไหวส่วนที่ถูกเพราะพิษจะยิ่งกระจาย ห้ามใช้น้ำเปล่า น้ำเกลือหรือแอลกอฮอล์ทำความสะอาด เพราะกระเปาะพิษจะยิ่งแตก ตามหลักออสโมซิส ทำให้พิษยิ่งแพร่กระจาย อาจใช้น้ำทะเลล้างหรือใช้น้ำส้มสายชูราด แล้วใช้ ATM Gard หรือเปลือกหอยค่อยๆ ขูดกระเปาะพิษออก แล้วรีบไปพบแพทย์

อีกปัญหาหนึ่งที่พบได้บ่อยในหน้าร้อนก็คือเรื่องกลิ่นเต่านั่นแหละครับ การแก้ปัญหากลิ่นตัว ได้แก่การรักษาสุขอนามัย โดยการโกนหนวดเคราและเล็มขนรักแร้ หมั่นอาบน้ำชำระร่างกาย อาจใช้สบู่ยาฟอกรักแร้แต่ห้ามใช้ล้างหน้า อาจใช้ยาลดเหงื่อและยาดับกลิ่นได้ โดยทาก่อนนอน และทาซ้ำก่อนไปทำงานตอนเช้า ต้องรอให้ยาแห้งสนิทจึงสวมเสื้อ เพราะน้ำยาทำให้เป็นรอยด่างได้

สารส้มก็เป็นยาดับกลิ่นตัวพื้นบ้านที่ใช้ได้ผลดี ราคาถูก เลือกสวมเสื้อผ้า ที่เป็นเส้นใยธรรมชาติ เช่น ผ้าฝ้าย ผ้าลินิน สวมเสื้อที่หลวมโดยเฉพาะบริเวณรักแร่ ลดอาหารเผ็ดจัด กระเทียมและเครื่องเทศลง และพยายามลดความเครียด

หน้าร้อนนี้ อย่าลืมดูแลผิวเพื่อที่จะได้มีผิวสวยใสไว้ท้าทายสายลมร้อนตลอดทุกปีนะครับ


(update 22 กันยายน 2001)
[ที่มา..หนังสือ นิตยสารใกล้หมอปีที่ 25 ฉบับที่ 3 มีนาคม 2544]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600