เส้นเลือดโป่งพองในสมอง


เมื่อได้ยินคำวินิจฉัยโรคว่าเส้นโลหิตในสมองแตก สามารถพิจารณาได้เป็น 2 กรณี
1) เส้นโลหิตสมองแตกในผู้ป่วยที่มีโรคโลหิตสมองและความดันโลหิตสูงร่วมกัน มักจะเกิดในผู้ที่มีอายุ 40-45 ปีขึ้นไป มักมีอาการอัมพาตหรืออัมพฤกษ์โดยเฉียบพลัน ถ้าเส้นโลหิตฝอยแตกอาจไม่มีอาการรุนแรง แต่ถ้าเส้นโลหิตที่ใหญ่ขึ้นแตก อาจมีเลือดออกเป็นบริเวณกว้างทำให้ความดันในกะโหลกสูง หมดสติ หรือชัก และเสียชีวิตได้โดยรวดเร็ว อาการระยะแรกจะเริ่มด้วยปวดศีรษะมาก คลื่นไส้ อาเจียน ซึม คอแข็ง เหงื่อแตกทั่วตัว หายใจลำบาก

2) เป็นเลือดออกจากการไหลซึม หรือแตกทันทีของเส้นเลือดโป่งพองในสมอง สภาพนี้พบน้อยกว่าแต่น่าสนใจที่จะศึกษาและประดับความรู้ไว้

สาเหตุของเส้นเลือดโป่งพองในสมอง
1) เชื่อกันว่ามีความผิดปกติในการก่อกำเนิดหลอดโลหิตสมอง ซึ่งอาจเป็นมาแต่กำเนิด และเป็นจุดอ่อนของหลอดเลือดสมอง ซึ่งจะค่อยๆ โตขึ้นตามการเจริญวัย ในกลุ่มนี้จะเกิดโลหิตไหลซึม หรือแตกออกจากเส้นเลือดโป่งพองในวัยหนุ่มสาว

2) ในกลุ่มผู้สูงอายุเชื่อกันว่า การเปลี่ยนแปลงที่ทำให้หลอดเลือดโป่งพองในสมอง เกิดจากการไหลเวียนของเลือดร่วมกับมีการเปลี่ยนแปลงของผนังของเส้นเลือดแดงในสมอง เป็นสาเหตุที่ทำให้ผนังของเส้นเลือดแดงนั้นโป่งพองออกมา จนถึงขนาดหนึ่งก็จะแตก
การแตกของเส้นเลือดโป่งนี้มีอันตรายถึงชีวิต เนื่องจากเป็นเส้นเลือดแดงขนาดใหญ่เลือดจะออกมากและเร็ว ผู้ป่วยจำนวนกว่าครึ่งหนึ่งจะเสียชีวิตในระยะเวลาสั้นๆ แต่ส่วนหนึ่งจะไม่เสียชีวิต เนื่องจากกลไกในการหดเกร็งตัวของเส้นเลือดร่วมกับกลไกการจับตัวเป็นลิ่มเลือดจะทำให้เลือดหยุดไหล แต่จะเป็นการหยุดไหลเพียงชั่วคราวและจะเกิดการแตกซ้ำในระยะต่อมา ซึ่งในการแตกแต่ละครั้งผู้ป่วยกว่าครึ่งหนึ่งจะเสียชีวิต ดังนั้นจึงมีความจำเป็นต้องแก้ไขเส้นเลือดที่โป่งก่อนที่จะแตกซ้ำ

อาการและการตรวจวินิจฉัยโรค พบว่า ผู้ป่วยมักจะมีอาการปวดศีรษะเฉียบพลัน โดยเฉพาะบริเวณท้ายทอยและก้านคอ ในผู้ป่วยที่ยังไม่หมดสติอาจเล่าว่าเหมือนโดนของแข็งฟาดที่ก้านคออย่างแรง อาจมีอาการอาเจียน ในบางรายอาจหมดสติ หรือ โคม่า จากอาการที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันร่วมกับการตรวจร่างกาย ที่พบว่าบริเวณก้านคอแข็งเกร็ง แพทย์จะให้การวินิจฉัยเบื้องต้นของโรคนี้ได้ การตรวจโดยอาศัย CT scan จะพบลักษณะเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมองที่กระจายไปทั่วๆ ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะตัวของโรคนี้ อย่างไรก็ตาม การตรวจที่จำเป็นเพื่อยืนยัน และเป็นประโยชน์ต่อการรักษาก็คือ การตรวจดูเส้นเลือดสมอง โดยการฉีดสารทึบแสงโดยผ่านสายสวนเส้นเลือดแดงบริเวณด้านหน้าต้นขา แล้ว X ray ที่บริเวณศีรษะก็จะทำให้เห็นเส้นเลือดต่างๆ ในสมอง ตลอดจนถึงเส้นเลือดโป่งพองที่เป็นสาเหตุได้

ส่วนด้านการรักษา นายแพทย์ธีรศักดิ์ พื้นงาม ศัลยแพทย์ประสาท ศูนย์ศัลยกรรมสมอง ให้ความรู้ว่า การรักษาที่เป็นมาตรฐานในปัจจุบันก็ คือการผ่าตัดโดยประสาทศัลยแพทย์จะดูข้อมูลจากการตรวจเส้นเลือดสมอง แล้วทำผ่าตัดเข้าไปถึงจุดที่เส้นเลือดโป่ง จากนั้นก็จะใช้ตัวหนีบที่ทำจากโลหะอย่างเช่น ไทเทเนียม หนีบลงบนส่วนที่โป่งพองของเส้นเลือดเพื่อไม่ให้แตกซ้ำต่อไป การผ่าตัดแบบนี้ต้องอาศัยกล้องผ่าตัดที่เรียกว่า microscope จึงจะทำให้ผลการผ่าตัดดี เนื่องจากบริเวณที่เส้นเลือดโป่งมักจะอยู่ลึกจากผิวสมองยากแก่การมองเห็น การหนีบก็ต้องระมัดระวังไม่หนีบไปโดนเส้นเลือดอื่นๆ ที่ปกติ มิฉะนั้นจะเกิดภาวะสมองขาดเลือด และสมองบวมตามมา นอกจากนั้นการที่เส้นเลือดโป่งแตกซ้ำขณะผ่าตัดก็จะส่งผลให้เกิดการแทรกซ้อนหลังผ่าตัด อย่างไรก็ตามในปัจจุบันการผ่าตัดชนิดนี้โดยประสาทศัลยแพทย์ที่มีประสบการณ์ส่วนใหญ่จะได้ผลดี

การรักษาอื่นที่เป็นทางเลือกในปัจจุบัน ได้แก่ การใช้เส้นลวดขนาดเล็กมากผ่านไปตามเส้น เลือดสมอง (คล้ายกับการตรวจเส้นเลือดสมอง) แล้วปล่อยเส้นลวดเล็กๆ นี้ทิ้งไว้ในส่วนที่โป่งของเส้น เลือดเส้นเลือดโป่งขนาดใหญ่ๆ ก็ต้องใช้เส้นลวดเป็นจำนวนมาก เส้นลวดนี้จะช่วยกระตุ้นการแข็งตัว และก่อให้เกิดลิ่มเลือดในบริเวณที่โป่งทำให้ไม่แตกซ้ำ แต่การรักษาโดยเลือกใช้วิธีนี้จะต้องมีข้อบ่งชี้อื่นๆ ร่วมด้วย อีกทั้งราคาของเส้นลวดเล็กๆ นี้ค่อนข้างแพงมาก

ผลของการผ่าตัดรักษา มักจะขึ้นอยู่กับสภาพของผู้ป่วยก่อนที่จะผ่าตัด เช่นผู้ป่วยที่มีอาการปวดศีรษะแต่ไม่หมดสติ ผลการผ่าตัดมักจะดีกว่าในรายที่ผู้ป่วยที่หมดสติก่อนผ่าตัด

เรื่องสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่เกิดบ่อยๆ ตามมาหลังจากที่เส้นเลือดโป่งพองแตกก็คือ ภาวะเส้น เลือดในสมองตีบ มักเกิดประมาณวันที่ 5-9 หลังเส้นเลือดโป่งพองแตก เชื่อกันว่าเกิดจากปฏิกิริยาของสารที่อยู่ในเลือดทำให้เกิดเส้นเลือดตีบตามมา บางรายรุนแรงมาก บางรายก็รุนแรงน้อย ในปัจจุบันนี้มียาที่ช่วยขยายเส้นเลือดที่จะช่วยลดความรุนแรงของเส้น เลือดตีบลงบ้าง แต่ในรายที่รุนแรงมากจะทำให้สมองบวมมาก ผู้ป่วยเสียชีวิตได้

ในผู้ป่วยบางรายอาจเกิดภาวะน้ำคั่งในสมอง เนื่องจากหลังจากเส้นเลือดแตกอาจมีลิ่มเลือดบางส่วน ไปอุดตันทางเดินของน้ำที่หล่อเลี้ยงสมอง เกิดภาวะน้ำคั่งในสมองตามมาและความดันในสมองสูงขึ้น และเป็นอันตรายต่อผู้ป่วย จำเป็นที่จะต้องรับการผ่าตัดเพื่อฝังอุปกรณ์ช่วยระบายน้ำ

ภายหลังจากการรักษา ผู้ป่วยเป็นจำนวนมากที่กลับสู่สภาพปกติ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีอาการไม่มากก่อนการรักษา แต่ผู้ป่วยบางรายที่อยู่ในสภาพหนักมาก ระยะเวลาที่จะฟื้นตัวจะนานกว่า และในบางรายไม่กลับสู่สภาวะเดิม ต้องมีการฟื้นฟูโดยกายภาพบำบัดต่อไป

ปัจจุบันประเทศไทยก้าวเข้าสู่ยุคพัฒนา ยุคอุตสาหกรรม มีการแข่งขันด้านเศรษฐกิจ ความรู้ความสามารถ การใช้สื่อสารใหม่ๆ เพิ่มขึ้นมากมาย ทำให้พฤติกรรมสุขภาพของคนไทยเปลี่ยนไปทั้งในด้านการกินอาหารก่อโรค กินอาหารไขมันสูง ทำงานมากเกิน 8 ชั่วโมงใน 1 วัน ขาดการออกกำลังกาย บางรายขาดการพักผ่อนที่เพียงพอ มีความเครียดสูง สัมผัสกับมลพิษทั้งในอาหาร ในน้ำ ในอากาศ มีสารพิษเจือปนอยู่รอบกาย ทั้งหมดนี้ทำให้ประชาชนคนไทยเป็นโรคหลอดเลือดทั่วร่างกายเพิ่มมากขึ้น

โรคหลอดเลือดตีบและตันมีผลต่ออวัยวะแรกคือ หัวใจ อวัยวะถัดมาคือ สมอง ก่อให้เกิดอาการอัมพฤกษ์ อัมพาต มากมาย

สาเหตุของอัมพฤกษ์ อัมพาต ส่วนใหญ่ ก็คือ หลอดโลหิตสมองตีบ ตัน แตก และแน่นอน เส้นโลหิตสมองโป่งพองเป็นสาเหตุหนึ่ง และความดันโลหิตสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ที่ทำให้มีหลอดโลหิตสมองแตก

แม้ นายแพทย์ธีรศักดิ์ พื้นงาม จะได้ให้ความรู้ด้านการรักษาโดยการผ่าตัดได้ แต่จำเป็นต้องทำการผ่าตัดรักษาในระยะเริ่มแรก รวดเร็ว และรอยโรคไม่มากมายจนเกิดความพิการต่อสมองขึ้นแล้ว มิฉะนั้นผลการรักษาจะไม่สมบูรณ์ถึง 90-100%

กุญแจสำคัญก็คือการป้องกัน ได้แก่ หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงทั้งหมดอันพึงหลีกเลี่ยงได้ ได้แก่ ควบคุมระดับไขมันในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ งดบุหรี่ งดสุรา และยาเสพติดอื่นๆ หมั่นตรวจเช็กสุขภาพในผู้สูงอายุ รักษาโรคความดันโลหิตสูงอย่างต่อเนื่อง ควบคุมน้ำหนักไม่ให้อ้วน เป็นต้น


(update 19 ตุลาคม 2002)
[ ที่มา... หนังสือพิมพ์เดลินิวส์   วันอาทิตย์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2545 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600