 |
ลูกสาวอายุ 16 ปีเต็ม เรียนสายวิทย์ ม.4 เทอมต้นสอบได้เกรด 3.51 เป็นที่หนึ่งของห้อง |
ตอนนี้แกมีความกดดันมาก
กลัวว่าจะเรียนตกได้เกรดไม่เท่าเดิม และต้องอายเพื่อนๆ ร่วมชั้นแกจะนั่งบ่น นั่งร้องไห้เสมอ
และเพื่อนที่เคยเรียน ม.ต้นด้วยกันก็แยกเรียนคนละห้อง แกมีความรู้สึกว่าเพื่อนพวกนี้พยายามแข่งกับแก
และคิดว่าเทอม 2 แกจะทำคะแนนไม่ดี พักหลังเห็นบ่นว่า คนเราจะเรียนไปทำไม เดี๋ยวก็ตายแล้ว พูดบ่อยมาก
จนดิฉันกลัวใจแก เพราะแกเป็นคนเจ้าอารมณ์นิสัยแข็ง ไม่ค่อยยอมคน เอาจริงเอาจังกับงานมาก อยากได้คำแนะนำค่ะ
คุณแม่ผู้รอคำตอบ
คุณแม่คะ สิ่งที่คุณแม่ควรต้องทำเป็นสิ่งแรก คือ การคุยกับลูกสาว เป็นเพื่อน เป็นที่ปรึกษาให้กับลูก
การคุยกับลูกอาจจะเข้าใจปัญหามากขึ้นว่า ปัญหาที่ทำให้ลูกเกิดท้อแท้ ไม่มีกำลังใจเรื่องการเรียนคืออะไร
สาเหตุอาจมาจากเรื่องเพื่อน ซึ่งสำคัญกับวัยพวกเขา ดูเหมือนเขาไม่มีเพื่อนสนิท หรือเพื่อนที่เขารู้สึกว่าพูดคุยได้
ชักชวนกันทำกิจกรรมด้วยกันได้ ช่วงนี้เป็นช่วงที่การเรียนหนัก การมีเพื่อนที่เข้ากลุ่มได้จะทำให้เขาได้ระบบ
ผ่อนคลายความตึงเครียดได้อีกทั้งช่วยให้ข้อมูลเรื่องระบบเอ็นทรานซ์ ที่เขากังวลใจได้ เมื่อไม่มีเพื่อนสนิท
เขาเริ่มรู้สึกกับเพื่อนคนอื่นในทางลบ มุมมองที่มีจะอ่อนไหวกับเพื่อน เวลาเพื่อนทำอะไร อาจจะตีความว่าเพื่อนไม่ดีกับเขา
ทำให้เขาเครียดมากขึ้น รู้สึกว่าอยู่โรงเรียนไม่มีความสุข ส่งผลต่อความรู้สึกต่อเรื่องเรียนด้วย ประเด็นการคุยกับลูก คือ
1. ช่วยให้ลูกระบายอารมณ์ความรู้สึกที่กดดัน คุณแม่คงต้องเตรียมใจให้พร้อมเวลาลูกบ่นและร้องไห้
อาจทำให้คุณไม่สบายใจ เครียดไปด้วย ถ้าเราอารมณ์สงบจะช่วยลูกได้มากกว่าเครียดไปกับลูกด้วย
2. อย่าเพิ่งโต้แย้งคำพูดบางอย่างของลูก เช่น ลูกอาจมองว่าเพื่อนไม่ดี ใช้การรับฟังมากกว่าการโต้แย้งกัน
และไม่ส่งเสริมด้วยการพูดผสมโรงว่าเพื่อนลูกไปด้วย อาจพูดในเชิงปลอบใจ เช่น หนูไม่สบายใจเรื่องเพื่อนเหรอลูก
เรื่องเป็นอย่างไร กระตุ้นให้เด็กได้ระบายมากๆ โดยมีคุณแม่เป็นผู้รับฟังที่ดี
3. บางช่วงที่เด็กผ่อนคลายลง หรือสังเกตว่าลูกเริ่มผ่อนคลายขณะที่คุยกัน ชวนลูกคิดในหลายด้าน
หลายมุมมองขึ้น ลักษณะเป็นการชวนกันคุย
4. ลองชักชวนให้ลูกคุยกับเพื่อน เพื่อนที่เคยเรียนด้วยกันตอน ม.ต้นก็ได้ หาเพื่อนที่ลูกคุยด้วยได้
จะได้ปรึกษากันเรื่องเรียนเรื่องสอบ เรื่องสอบคุณแม่จะช่วยลูกหาข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ก็ได้นะคะ
จะได้ฝึกลูกเรื่องหาข้อมูลเวลามีข้อสงสัย แทนที่จะกังวลไปเอง
5. ชักชวนลูกหากิจกรรมอื่นๆ ที่ลูกสนใจได้ผ่อนคลายตัวเองบ้าง ศิลปะ ดนตรี
กีฬางานอดิเรกอะไรก็ได้ค่ะ
6. สุดท้าย ขอให้คุณแม่สังเกต ติดตามลักษณะทางอารมณ์ของลูกและการใช้ชีวิต ถ้าซึมลงมาก เบื่ออาหาร
นอนไม่หลับ หงุดหงิด ก้าวร้าวมาก พูดเรื่องชีวิต เรื่องความตายบ่อยๆ อาจจะต้องปรึกษาจิตแพทย์
พ.ญ.พรรณพิมล หล่อตระกูล
(update 20 สิงหาคม 2002)
[ ที่มา...
หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน วันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2545 ]
|