มาที่นี่ ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ภาษาไทย
จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน   INTERNET   ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ
http://i.am/thaidoc    หรือ     http://hey.to/yimyam


ให้ลูกใช้เงินอย่างไร เสริมนิสัยที่ดี


ในช่วงเวลาที่ผ่านมาข่าวคราวของเด็กวัยรุ่นบ้านเราฟังแล้วไม่ค่อยสบายใจนัก

…สำนักข่าว CNN ได้สำรวจโดยการสุ่มตัวอย่างพฤติกรรมวัยรุ่นในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้พบว่า วัยรุ่นไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มคนที่มีโลกทัศน์แคบ คือสนใจอยู่แต่เนื่องของตนเองและเป็นพวกวัตถุนิยม วัยรุ่นส่วนใหญ่จะพกพาเพจเจอร์ มือถือ ใส่เสื้อผ้าแบรนด์เนม และสนใจติดตามแฟชั่นใหม่ๆ โดยส่วนใหญ่ยังคงได้รับเงินจากพ่อแม่ ต่างจากวัยรุ่นหลายชาติในเอเชียจะหางานพิเศษนอกเวลา ทำเพื่อเก็บสะสมไว้ซื้อเสื้อผ้าเพื่อการท่องเที่ยว

รายงานข่าวที่น่าเศร้าของเด็กวัยรุ่นไทยจำนวนหนึ่ง ที่พ่อแม่ส่งไปเรียนที่เมืองหนึ่งในสหรัฐฯ ยินดีหาเลี้ยงชีพด้วยการขายตัวเพื่อหารายได้ส่งเสียตนเอง เพราะทางบ้านไม่สามารถส่งเสียได้ อันเนื่องมาจากวิกฤติเศรษฐกิจ ในรายงานข่าวจากสหรัฐฯ ได้กล่าวว่า ปัจจุบันมีนักศึกษาชาวเอเชีย ขายบริการทางเพศมากขึ้นทั้งที่มีงานอื่นๆ จำนวนมากที่พวกเขาสามารถทำได้ต่างกันตรงที่งานอื่นนั้นต้องใช้แรงงาน ใช้ความอดทน พากเพียร ไม่ได้หาเงินง่ายๆ เหมือนกับการขายบริการทางเพศ

การใช้จ่ายเงินที่ลูกได้รับจากพ่อแม่มีส่วนกำหนดชีวิตอนาคตของลูก การที่เด็กวัยรุ่นมีเงินมากหรือน้อยนั้น ไม่สำคัญเท่ากับว่าเขาได้รับการอรมจากพ่อแม่อย่างถูกต้องหรือไม่ ว่าควรใช้เงินจำนวนนั้นอย่างไร จึงจะเหมาะสมเพราะลักษณะนิสัยการใช้เงินที่ถูกต้องย่อมเสริมสร้างชีวิตที่ดีในอนาคต ในทางตรงข้าม ลักษณะนิสัยการใช้เงินที่ไม่ถูกต้องย่อมมีส่วนทำลายชีวิตอนาคตของเขาได้ โดยที่พ่อแม่หรือแม้แต่ตัวเขาเอง อาจไม่ตระหนักมาก่อน

เด็กที่ไม่ได้รับการสอนหรือควบคุมการใช้เงิน มักจะมีแนวโน้มกลายเป็นคนใช้จ่ายฟุ่มเฟือย เพราะในวัยของเขายังไม่ต้องรับผิดชอบภาระหน้าที่การหารายได้ เป็นเพียงผู้รับเงินจากครอบครัวเท่านั้น ดังนั้นเมื่อมีเงินมากเกินความจำเป็น เด็กจะใช้เงินตามใจตนเอง เมื่อเห็นสิ่งที่ถูกใจก็ซื้อ โดยไม่มีการจัดสรรว่า ควรใช้เพื่ออะไร สิ่งใดมีความจำเป็นก่อนหลัง เด็กจะใช้จ่ายเงินอย่างง่ายๆ ซึ่งจะส่งผลให้เป็นคนฟุ่มเฟือยไปโดยปริยาย

อีกประการหนึ่ง การที่เด็กไม่ได้รับการฝึกเรื่องการใช้เงิน มักจะทำให้ใช้เงินอย่างไม่เกิดประสิทธิผลสูงสุด เพราะปราศจากการคิดใคร่ครวญ การชั่งน้ำหนัก หรือการหาทางเลือกระหว่างสินค้าราคาถูกกว่า และดีกว่าเพราะสามารถใช้เงินได้ตามใจในสิ่งที่ตนเองต้องการ ซึ่งอาจทำให้ถูกหลอกให้ซื้อสินค้าที่แพงเกินจริง หรืออาจกลายเป็นคนที่ชอบซื้อของโดยไม่ได้คิดว่าจะซื้อมาทำไม มีประโยชน์หรือไม่ ทำให้กลายเป็นคน ที่ใช้เงินทิ้งขว้างไม่เกิดประโยชน์สูงสุดในชีวิต

นอกจากนี้ หากเด็กได้รับเงินจากทางบ้านจำนวนมากเกินความจำเป็น ย่อมมีส่วนทำให้เด็ก ไม่เห็นคุณค่าของเงินคิดว่าเงินหาง่าย อยากได้เมื่อไรก็ได้ อยากได้เท่าไรก็ได้ตามที่ร้องขอ ในที่สุดจะสร้างนิสัยความเคยชิน ไม่คิดที่จะยับยั้งหรือประเมินว่าควรใช้เงินที่มีอยู่นั้นทำสิ่งใดที่มีคุณค่า มีประโยชน์มากกว่ากัน มองไม่เห็นว่าเงินมีอยู่อย่างจำกัด ไม่เห็นคุณค่าการทำงานหนักให้แก่เด็ก ซึ่งเมื่อเด็กขาดเงินและหากพ่อแม่ไม่สามารถส่งเสียได้ดังเดิม เด็กอาจจะตัดสินใจกระทำสิ่งผิด เพียงให้ได้เงินอย่างง่ายๆ ได้ ดังเช่น ไปเป็นโสเภณี ขายยาเสพย์ติดหรือทำสิ่งต่างๆ ที่ง่ายๆ เพียงเพื่อแลกกับเงิน

ที่สำคัญนิสัยการใช้เงินของเด็กจะสะท้อนอนาคตของเขาว่าเป็นคนเช่นไร เด็กที่ไม่ได้รับการฝึกเรื่องการใช้เงิน ย่อมไม่ได้รับการพัฒนาในเรื่องของการบริหารจัดการตนเอง ไม่ได้ถูกฝึกให้จำแนกแยกแยะว่าสิ่งใดสำคัญกว่าสิ่งใด สิ่งใดจำเป็นกว่าสิ่งใด ทำให้เมื่อถึงวันที่เป็นผู้ใหญ่ ต้องทำงานหาเงินและต้องรับผิดชอบตนเอง ย่อมมีแนวโน้มเป็นคนที่ใช้เงินไม่เป็น ไม่รู้ว่าอะไรควรซื้อ เป็นคนที่ใช้เงินเกินตัวฟุ่มเฟือยอาจทำให้เงินเดือนไม่พอใจ คนบางคนแม้เป็นผู้ใหญ่แล้ว ยังต้องพึ่งพิงทางบ้าน อีกจำนวนไม่น้อยต้องเป็นหนี้เป็นสินหรือทำในสิ่งที่ผิดเพียงเพื่อให้ได้เงินมาใช้จ่าย กลายเป็นคนที่ขาดความรับผิดชอบชีวิต ไม่สามารถจัดสรรรายได้เพื่อดูแลตนเองได้ ยิ่งหากเมื่อเขาแต่งงานไปย่อมมีแนวโน้มว่าครอบครัวจะลำบาก เพราะต้องพึ่งพิงผู้อื่นหรือเป็นหนี้สินตลอดเวลา

พ่อแม่มีสิทธิ์ที่จะให้ลูกใช้จ่ายตามจำนวนที่พึงปรารถนา อาจจะมากหรือน้อยแตกต่างกันไป ตามฐานะของแต่ละคน แต่พ่อแม่ที่รักลูกและปรารถนาจะให้ลูกได้รับสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตควรที่จะตั้งคำถามว่า " ควรสอนให้ลูกใช้จ่ายเงินอย่างไร ควรให้ลูกใช้จ่ายเงินจำนวนเท่าใด จึงจะช่วยพัฒนาลักษณะนิสัย การใช้เงินของลูกให้ดีที่สุด "

การสอนลูกเรื่องการใช้เงิน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าครอบครัวมีเงินมาก ให้ลูกใช้เงินมาก ครอบครัวมีเงินน้อยจึงให้ลูกใช้เงินน้อย แต่เป็นการที่พ่อแม่ใช้ปัญญาในการเลี้ยงลูกว่าเงินแต่ละบาท ที่เราให้ลูกใช้นั้นจะส่งเสริมให้ลูกประสบความสำเร็จในชีวิตหรือสร้างความล้มเหลวให้กับชีวิตเขาในบั้นปลาย


ฝึกลูกเรื่องการเงิน = ฝึกความรับผิดชอบ


หน้าที่สร้างลูกให้เป็นคนดีของสังคมนับเป็นหน้าที่สำคัญของพ่อแม่สิ่งหนึ่งที่พ่อแม่ไม่อาจจะละเลย คือการฝึกให้ลูกมีความรับผิดชอบทั้งต่อตนเองและต่อผู้อื่น การได้รัการฝึกเรื่องการใช้จ่ายเงินเป็นเรื่องสำคัญ ที่จะช่วยให้ลูกเติบโตอย่างเป็นคนที่รับผิดชอบชีวิตได้ดี ความสามารถในการรับผิดชอบด้านการเงิน จะช่วยให้เขาสามารถเผชิญสถานการณ์จริงได้อย่างไม่ลำบาก สามารถคิดและจัดการได้เมื่อประสบปัญหารู้ว่า สิ่งใดควรทำก่อนหลัง ควรตัดสินใจอย่างไร แนวทางที่พ่อแม่สามารถฝึกลูกด้านการเงิน อาทิ

  • สอนให้ลูกวางแผนการเงิน
พ่อแม่ควรสอนลูกวางแผนการใช้เงิน เพื่อฝึกให้ลูกกำหนดขอบเขตการใช้จ่ายของตนเองในอนาคต โดยการวางแผนการเงินระยะยาว เป็นปี เป็นเดือน เป็นสัปดาห์ และในแต่ละวันโดยให้ลูกพิจารณาค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น เช่น สมมติเดือนหน้าเปิดเทอมต้องมีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง ปิดเทอมไปเที่ยวกับเพื่อนต้องเตรียมค่าใช้จ่าย ไปเท่าไร ของที่ต้องการมีราคาเท่าไร จะซื้อเมื่อไร เป็นต้น นอกจากนี้ควรให้ลูกวางแผนด้านการสะสมเงิน การนำเงินไปลงทุน การนำไปใช้เพื่อประโยชน์สาธารณะฯลฯ เพื่อให้ลูกเห็นภาพอนาคตว่าจะใช้จ่าย และออมเงินอย่างไร อันจะช่วยให้เด็กเกิดความยับยั้งชั่งใจ ลดความฟุ่มเฟือยจากการซื้อของตามใจตนเองได้ เพราะเด็กจะพยายามทำตามแผนที่วางไว้ให้สำเร็จ

  • สอนลูกจัดทำบัญชีการเงิน
พ่อแม่ควรสอนลูกให้รู้จักทำงบประมาณในการใช้จ่ายเงิน โดยพ่อแม่เป็นผู้ตรวจสอบว่า ลูกใช้จ่ายเงินอย่างไรบ้าง ซื้อในสิ่งที่ไม่จำเป็นหรือไม่ การใช้จ่ายเงินมีเป้าหมายที่ดีหรือไม่ การให้ลูกจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายจะช่วยฝึกลูกให้สามารถใช้เงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากการจดทำบัญชีการเงินส่วนตัวของเขาแล้ว ควรให้เขามีส่วนร่วมในการจัดทำบัญชี รายรับรายจ่ายสิ่งต่างๆ ภายในบ้าน เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่าอาหาร เป็นต้น ซึ่งจะช่วยให้เขาเห็นคุณค่าของเงินที่ได้รับและใช้จ่ายไป

  • สอนลูกให้ซื้อตาม "ความจำเป็น" มากกว่าตาม "ความต้องการ"
ความแตกต่างระหว่าง ความต้องการ กับ ความจำเป็น

ความต้องการ…คนเรามักจะมีความต้องการด้านต่างๆ อย่างไม่สิ้นสุด ลองสังเกตเวลาเราเดินช้อปปิ้ง เห็นสิ่งใดสวยถูกใจย่อมอยากได้ เห็นสิ่งนั้นสิ่งนี้น่าเก็บสะสมย่อมอยากซื้อ หรือเห็นนายแบบ ในโฆษณาในสินค้ายี่ห้อนี้แล้วเท่ จึงอยากซื้อมาใช้บ้าง ความรู้สึกอยากได้สินค้าเช่นนี้เรียกได้ว่าเป็น ความต้องการ ถ้าเราปล่อยให้ลูกมีนิสัยชอบซื้อสิ่งของต่างๆ ตามความต้องการเท่ากับเป็นการเพาะนิสัยฟุ่มเฟือย นิสัยการใช้เงินเกินตัวอย่างไม่ยั้งคิด หรือมักใช้เงินเกินงบประมาณที่กำหนดไว้เสมอ ซึ่งอาจนำไปสู่ความเป็นคนที่มีปัญหาทางด้านการเงินได้เมื่อเติบโตขึ้น

ความจำเป็น…เกิดจากการใช้เหตุผลคิดใคร่ครวญอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจซื้อ โดยการตั้งคำถามกับตัวเองว่า "เราต้องการสินค้านั้นเพื่ออะไร" "จำเป็นเร่งด่วนหรือไม่" "ใช้ของที่มีอยู่ทดแทนได้หรือไม่" การซื้อสินค้าตามความจำเป็นเท่ากับเป็นการควบคุมความต้องการ ให้อยู่ในระดับที่มีเหตุผล ซึ่งจะช่วยให้กลายเป็นคนที่มีความรอบคอบในการใช้จ่าย และไม่สร้างปัญหาแก่ตนเองและครอบครัวของลูกเมื่อเขาเติบโตขึ้นและต้องหาเลี้ยงตนเอง

ดังนั้น พ่อแม่จึงควรแนะนำและดูแลการใช้เงินของลูกๆ ชี้ให้เห็นประโยชน์และความจำกัดของเงินที่มีอย อันทำให้ต้องเลือกซื้อเฉพาะสิ่งที่จำเป็นสำหรับเรามากกว่า ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ควรซื้อ หากยังไม่มีเงินเหลือเก็บมากพอจริงๆ เพราะหากเราใช้เงินนั้นไปกับสิ่งที่ไม่จำเป็น เราย่อมจะไม่มีเงินสำหรับจ่ายสิ่งที่จำเป็นจริง เช่น สมมติลูกได้รับเงินจากพ่อแม่เดือนละ 3,000 บาท ลูกต้องจัดสรรทรัพยากรให้เพียงพอจนถึงสิ้นเดือนด้วยตนเอง ซึ่งหากเขานำเงิน 1,000 บาท ไปซื้อเกมคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ล่าสุดเพราะอยากได้มานานและใช้เงินอีก 500 บาท สำหรับการเที่ยวเตร่กับเพื่อนๆ เงินที่จะใช้เฉลี่ยต่อเดือนย่อมน้อยลงและอาจไม่พอ เพราะหมดไปกับสิ่งที่ไม่จำเป็นจริงๆ

  • สอนลูกให้รอบคอบในการซื้อของและใช้จ่ายเงิน
เราควรสอนลูกให้ใช้เหตุผล ในการพิจารณาข้อมูลโฆษณาสินค้าต่างๆ อย่างรอบคอบ ไม่ด่วนเชื่อหรือคล้อยตามทันที ชี้ให้ลูกเห็นว่าการขายสินค้าผู้โฆษณาย่อมต้องการขายสินค้า ย่อมต้องสร้างแรงดึงดูดให้สินค้าดูมีคุณภาพน่าใช้มากกว่า ยี่ห้ออื่นๆ เราคงเคยเห็นโฆษณาแชมพูยี่ห้อหนึ่ง ที่นางแบบที่ใช้มีผมเงางามสลวยมันวับสะท้อนแสงงดงามน่าซื้อมาใช้มาก เราอาจนำมาชี้เป็นตัวอย่างให้ลูกเห็นว่า ในโลกแห่งความเป็นจริงคงเป็นไปได้ยากที่คนธรรมดาจะมีผมที่สวยงามขนาดนั้น และภาพที่เห็นส่วนมาก เกิดจากการแต่ง การใช้มุมกล้องเข้าช่วยแม้ลูกจะซื้อสินค้ายี่ห้อนี้มาใช้ก็ไม่ได้ทำให้ผมลูกสวย เหมือนกับนางแบบคนนั้นได้

กำหนดขอบเขตกว้างพอที่ลูกจะรู้สึกมีอิสระในการใช้เงิน แต่แคบพอที่เขาจะต้องรับผิดชอบบริหารเงินนั้น อย่างมีประสิทธิภาพ การใช้จ่ายเงินของวัยรุ่นย่อมแตกต่างจากการใช้จ่ายของผู้ใหญ่ วัยรุ่นจะยินดีจ่ายราคาเพื่อแลกกับ สัญลักษณ์ของสินค้า อันนำมาซึ่งความภาคภูมิใจความเป็นตัวของตัวเอง การได้รับการยอมรับจากสังคม ซึ่งสินค้าที่กลุ่มวัยรุ่นนิยมมักจะเน้นความแปลกใหม่ ความทันสมัย ความเท่ เก๋ไก๋ มักเป็นความงดงามในรูปลักษณ์ภายนอกมากกว่าคุณค่าที่แท้จริงของสินค้านั้น ดังนั้นย่อมมีของจำนวนไม่น้อยที่ดูเหมือนไร้สาระไม่จำเป็นฟุ่มเฟือยในสายตาของพ่อแม่ แต่เพื่อเป็นการฝึกความรับผิดชอบของตนเองอย่างเหมาะสมกับวัยของเขา พ่อแม่จำเป็นต้องเข้าใจความต้องการในลักษณะเช่นนี้ของวัยรุ่นด้วย โดยไม่ควรมองจากมุมของตนอย่างเดียวว่า สิ่งที่ลูกต้องการนั้นไร้สาระและไม่จำเป็น แต่ควรเปิดโอกาสให้ลูกสามารถจัดสรรและบริหารเงินด้วยตนเอง

สิ่งที่พ่อแม่ควรทำมี 3 ประการ
ประการแรก ให้คำแนะนำการใช้เงินอย่างรอบคอบ
ประการที่สอง พิจารณาแผนการเงินของลูกที่วางไว้ล่วงหน้า
และประการที่สามที่สำคัญที่สุด นั่นคือ พ่อแม่ต้องตรวจสอบบัญชีการใช้เงินของลูกทุกสัปดาห์หรือทุกสิ้นเดือน ซึ่งหากพบว่าลูกใช้จ่ายเงินอย่างไม่เหมาะสมจำนวนมาก หรือใช้จ่ายเงินเกินงบประมาณในสิ่งที่ไม่จำเป็น เราควรเรียกลูกมาคุยและอบรมสั่งสอนหากครั้งต่อๆ ไปลูกยังไม่เชื่อฟัง ใช้เงินอย่างไม่เหมาะสม จึงค่อยลงโทษโดยอาจเป็นการตัดเงินเดือน การควบคุมการใช้เงินอย่างใกล้ชิด เป็นต้น เพื่อเป็นการฝึกฝนให้ลูกเรียนรู้ที่จะรับผิดชอบตนเอง

พ่อแม่ต้องเข้าใจในความเป็นวัยรุ่น ลูกย่อมได้รับอิทธิพลจากเพื่อ จากสื่อโฆษณา จากดาราภาพยนต์ นักร้อง เพลงและความทันสมัย ความบันเทิงใจต่างๆ ได้ง่าย เพราะในช่วงวัยของเขาต้องการการยอมรับจากกลุ่ม และการเป็นที่ยอมรับมักจะต้องทำตามค่านิยมของกลุ่มเราอาจวางกฎในการซื้อของไว้ว่า "ต้องวางแผนล่วงหน้า ห้ามซื้ออย่างหุนหันพลันแล่น" โดยสอนลูกให้ตั้งคำถามกับตนเองก่อนที่จะซื้อ เช่น เราจำเป็นต้องใช้สินค้านี้จริงๆ หรือ? มีสิ่งอื่นที่จำเป็นต้องซื้อมากกว่านี้หรือไม่ ราคาเหมาะสมหรือไม่ เปรียบเทียบราคากับสินค้ายี่ห้ออื่นหรือยัง สามารถใช้อย่างอื่นทดแทนได้หรือไม่ ของเดิมที่มียังใช้การได้อยู่หรือไม่

สนับสนุนลูกให้ใช้เวลาว่างทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ น่าเสียดายที่สังคมไทยปล่อยให้เด็กวัยรุ่น ใช้เวลาว่างอย่างไรประโยชน์โดยปราศจากกิจกรรมต่างๆ มารองรับอย่างเพียงพอ ทำให้เด็กจำนวนมาก ใช้เวลาว่างที่ห้างสรรพสินค้า หรือไม่ก็อยู่บ้านชมภาพยนต์ ซึ่งมักเป็นวังวนของการถูกกระตุ้น เร้าความต้องการสินค้านานาชนิด อันมีแนวโน้มส่งผลให้เด็กอาจกลายเป็นคนใช้จ่ายเงินโดยไม่จำเป็น ไปโดยปริยาย ทางออกที่พ่อแม่ควรมีส่วนช่วยเหลือลูก ได้แก่ การส่งเสริมลูกและเพื่อนๆ ของลูกให้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ เช่น เล่นดนตรี เล่นกีฬา เข้าร่วมเป็นสมาชิกชมรมต่างๆ การอ่านหนังสือ การท่องเที่ยววันหยุดในสถานที่ที่มีประโยชน์ เป็นต้น การใช้เวลาว่างอย่างเหมาะสมของลูก จะช่วยลดเวลาในการเดินซื้อของโดยไม่ต้องวางแผนล่วงหน้าลง อันจะส่งผลให้ช่วยลดนิสัยฟุ่มเฟือยของลูกลงได้

จัดสรรเงินสำหรับการช่วยเหลือผู้อื่นและสังคม พ่อแม่ไม่ควรสอนลูกให้ใช้เงิน เพียงเพื่อตอบสนองความต้องการของตนเอง แต่ควรสอนให้ลูกรู้จักการเสียสละเพื่อผู้อื่นด้วย เพื่อฝึกให้ลูกมีใจแห่งการให้ลดความอยากได้อยากมีเกินจำเป็น รู้จักช่วยเหลือผู้อื่นที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ หรือสนับสนุนองค์กรที่ก่อประโยชน์แก่สังคมโดยรวม เช่น องค์กรช่วยเหลือเด็กในชุมชนแออัด องค์กรช่วยเหลือผู้ติดเชื้อเอดส์ เป็นต้น การให้ลูกนำเงินบางส่วนไปช่วยเหลือญาติพี่น้องที่อยู่ในภาวะลำบาก ปู่ย่าตายายที่เคยเลี้ยงดูมาก็จะเป็นการช่วยฝึกให้ลูกรู้จักความกตัญญู รู้จักทดแทนบุญคุณบุพการี

พ่อแม่อาจกำลังสร้างคนที่มีปัญหาให้กับสังคมได้โดยไม่รู้ตัว เพียงเพราะปล่อยปละละเลย ไม่ได้ดูแลฝึกอบรมเรื่องการใช้เงินของลูกอย่างจริงจัง พ่อแม่อาจกำลังสร้างพนักงานที่ขาดความรับผิดชอบ และเอาแต่ใจตนเอง อาจกำลังสร้างข้าราชการที่มีหนี้สินล้นพ้นตัว มิใช่เพราะเงินเดือนน้อย แต่เพราะจัดสรรเงินที่มีอยู่ไม่เป็นอาจกำลังสร้างคนๆ หนึ่ง ที่ยินดีคอรัปชั่นและทุจริตทุกวิถีทาง เพื่อให้ได้เงินมากพอที่จะใช้จ่ายฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย อนาคตของลูกอยู่ที่การอบรมและปลูกฝังเรื่องการใช้จ่ายเงิน เมื่อเขายังเด็ก เพราะว่าไม้อ่อนดัดง่าย แต่ไม้แก่ดัดยาก พ่อแม่จึงเป็นคนกำหนดอนาคตของสังคมไทย ในอนาคตอย่างแท้จริง


(update 8 มีนาคม 2002)
[ ที่มา... นิตยสารแม่และเด็ก   ปีที่ 24 ฉบับที่ 350 เมษายน 2544 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600