มาที่นี่ ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ภาษาไทย
จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน   INTERNET   ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ
http://i.am/thaidoc    หรือ     http://hey.to/yimyam

การเคลือบฟัน


แฟชั่นฉบับเดือนกรกฏาคม ได้เล่าถึงความนิยมในการทำฟันชนิดต่างๆ ตั้งแต่ การหุ้มฟันทอง การทำฟันเขี้ยว การทำฟันฝังเพชรและสุดท้ายได้กล่าวถึงแฟชั่นการจัดฟัน ซึ่งกล่าวถึงข้อดี ข้อเสียของการทำ และแนะนำว่าควรหาข้อมูลให้ละเอียดก่อนตัดสินใจ ฉบับนี้จะกล่าวถึงความฮิตเกี่ยวกับฟันอีกอย่างคือ แฟชั่นการเคลือบฟัน

การเคลือบฟัน หรือเคลือบผิวฟันมีวัตถุประสงค์ต่างๆ กันหลายระดับเริ่มตั้งแต่ เพื่อป้องกัน คือป้องกันฟันผุ เพื่อการรักษาคือบูรณะผิวฟันที่สึกกร่อน หรือผิวหน้าฟันที่ผุมากๆ และสุดท้ายเพื่อการตกแต่งเสริมสวย คือทำให้ฟันขาวขึ้นหรือเรียบขึ้น

การเคลือบฟันเพื่อป้องกันฟันผุ คือการเคลือบฟันซึ่งจะพบได้บริเวณด้านบดเคี้ยวของฟันกราม บางครั้งอาจพบหลุมหรือร่องฟันลึกๆ ที่ผิวฟันกรามด้านแก้ม และด้านลิ้นกับพบที่ผิวฟันหน้าบนด้านเพดานด้วย หลุมหรือร่องฟันเหล่านี้ถ้าลึกมากมักมีแผ่นคราบจุลินทรีย์ติดค้างอยู่ แปรงออกไม่ได้หมด เพราะขนแปรงมีขนาดใหญ่กว่าหลุมร่องฟัน ขนแปรงไม่สามารถเข้าไปกวาดความสกปรกออกได้ ถ้าคราบจุลินทรีย์หมักหมมอยู่นานๆ จะทำให้ฟันผุได้ ซึ่งควรเคลือบผิวฟันเพื่อปิดหลุมร่องเหล่านี้เสีย ผิวฟันจะเรียบและลื่น ทำให้แปรงแผ่นคราบจุลินทรีย์ออกได้ง่าย ฟันจึงไม่ผุ

ข้อบ่งชี้ในการเคลือบหลุมร่องฟัน คือ มักจะทำให้ฟันเด็กที่ขึ้นมาใหม่และยังไม่มีรอยผุ เพราะเด็กยังแปรงฟันได้ไม่สะอาดพอ แต่ถ้าผู้ปกครองดูแลเอาใจใส่แปรงฟันให้ลูกทุกวันและหลุมร่องฟันไม่ลึกมาก็ไม่จำเป็นต้องเคลือบร่องฟันให้สิ้นเปลือง ทันตแพทย์จะแนะนำให้เคลือบเฉพาะฟันซี่ที่มีหลุมร่องฟันลึกๆ เท่านั้น ฟันที่เคลือบแล้วควรให้ทันตแพทย์ตรวจเช็คทุก 6 เดือน ถ้ามีรอยรั่วหรือกระเทาะออกบางส่วนจะเป็นจุดที่กักแผ่นคราบจุลินทรีย์ เมื่อค้างอยู่นานๆ จะทำให้ฟันผุจึงควรเช็คให้อยู่ในสภาพดีอยู่เสมอ

จะเห็นได้ว่าผู้ใหญ่ที่อายุมากหรือฟันขึ้นมานานแล้วและยังไม่ผุไม่จำเป็นต้องเคลือบหลุมร่องฟัน ฟันที่ไม่ผุอาจเป็นเพราะหลุมร่องฟันตื้นหรือดูแลทำความสะอาดได้ดี จึงไม่ต้องเคลือบให้เสียค่าใช้จ่าย

การเคลือบฟันเพื่อการรักษา เป็นการเคลือบผิวหันที่มีรอยผุ หรือมีความผิดปกติมากๆ เช่นผิวของเคลือบฟัน (ENAMEL) ที่สร้างไม่สมบูรณ์จากโรคบางโรค หรือยาบางชนิด เช่น ยาปฏิชีวนะพวกเตตร้าซัยคลิน ถ้าเด็กได้รับยานี้มากๆ ในช่วงที่กำลังสร้างฟัน เมื่อฟันขึ้นมาจะมีสีน้ำตาล ผิวฟันและเนื้อฟันไม่แข็งแรง ฟันผุหรือกร่อนได้ง่าย เช่นเดียวกับเด็กที่ได้รับฟลูออไรด์มากเกินไป (พลูออไรด์ถ้าได้รับมากเกินขนาดก็มีโทษได้จึงควรปรึกษาทันตแพทย์ก่อนที่จะให้เด็กทานฟลูออไรด์) ฟันจะตกกระผิวฟันเป็นร่องหรือเป็นขุย มักพบที่ผิวฟันด้านริมฝีปาก ซึ่งถ้าจะแก้ไขโดยวิธีอุดฟันธรรมดา จะเห็นรอยหรือดูไม่สวย จึงมักบูรณะฟันเหล่านี้โดยการเคลือบผิวฟัน

ผู้ที่ฟันหน้าห่างออกจากกัน จะพูดออกเสียงอักษรบางตัวไม่ชัด เช่น ส. ซ. เนื่องจากมีช่องที่ลมออกกว้าง บางคนอาจไม่กล้ายิ้มหรือพูด ทำให้เสียบุคลิก อาจแก้ได้โดยการเคลือบผิวหน้าฟัน โดยแต่งฟันให้กว้างขึ้นมาปิดช่องที่ห่างนี้ได้

การเคลือบฟันเพื่อการรักษา จะไม่เหมือนกับการเคลือบหลุมร่องฟัน เพื่อการป้องกันฟันผุ การเคลือบหลุมร่องฟันจะใช้สารเรซินที่เป็นของเหลวทาเคลือบผิวฟัน และมีกระบวนการทำให้สารแข็งตัวติดอยู่กับผิวฟัน เปรียบเหมือนกับการทาเล็บ คือนำวัสดุมาฉาบผิวเล็บ ซึ่งอาจมีการกระเทาะหรือหลุดลอกออกได้ จึงควรตรวจเช็คทุก 6 เดือน

แต่การเคลือบฟันเพื่อการรักษาจะเป็นการแต่งเรซิน (หรือวัสดุอื่นได้เหมือนฟัน เช่น พอลซีเลน) เป็นแผ่นบางๆ โดยแต่งสีและรูปร่างให้เหมือนฟันธรรมชาติซี่ข้างเคียง หรือตามที่ต้องการจะแก้ไข แล้วนำมาปิดบนผิวฟัน โดยมีวัสดุสำหรับยึดติดกับผิวฟันไว้เปรียบเหมือนกับการทำเล็บปลอม ซึ่งมีแผ่นเล็บสำเร็จรูป นำมาแต่งขนาดรูปร่างให้เข้ากับเล็บจริงแล้วตกแต่งวาดภาพลงสี นำมาติดบนเล็บ ต่างกับการทำฟันตรงที่แผ่นที่นำมาแปะบนผิวฟันนั้น ไม่มีสำเร็จรูป ทันตแพทย์ต้องพิมพ์ปากผู้ป่วย นำแบบพิมพ์ไปเทปูน จะได้แบบจำลองที่เหมือนฟันในปากแล้วจึงนำวัสดุที่จะใช้ทำแผ่นผิวฟัน นำมาแต่งบนแบบจำลองนี้จนได้รูปร่างและสีตามต้องการ นำไปผ่านกรรมวิธีเพื่อทำให้แข็ง จะได้แผ่นผิวฟันที่มีลักษณะบางเหมือนเปลือกไข่ นำมายึดติดบนผิวฟัน แล้วกรอแต่งจนเรียบร้อยจะได้ฟันที่ได้รับการบูรณะใหม่ตามต้องการ

ส่วนการเคลือบฟันที่ถือเป็นการเสริมสวย หรือไม่จำเป็น เช่น ทำเพื่อเปลี่ยนสีฟันให้ขาวขึ้นหรือทำเพื่อเปลี่ยนรูปร่างของฟันไม่ว่าจะให้บิดเกหรือเรียบขึ้น ที่พบบ่อยๆ คือผู้ป่วยต้องการทำเพื่อให้ฟันขาวขึ้น ทั้งๆ ที่ฟันในช่องปากปกติดีเพียงแต่สีไม่ถูกใจเจ้าของ (มักเป็นพวกวัยรุ่น) จึงต้องอธิบายขั้นการทำและค่าใช้จ่ายให้ทราบ เพราะการเปลี่ยนสีฟันไม่ใช่ทำเพียงซี่ หรือ 2 ซี่ เท่านั้น การเปลี่ยนสีฟันต้องทำอย่างน้อย 12 ซี่ เป็นฟันบน 6 ซี่ ฟันล่าง 6 ซี่ จากฟันเขี้ยวด้านขวาถึงฟันเขี้ยวด้านซ้าย ถ้ายิ้มกว้างมากอาจต้องทำถึง 20 ซี่ โดยรวมฟันกรามน้อยด้วยอีกข้างละ 2 ซี่ ขั้นตอนการทำเหมือนกับที่อธิบายไว้ข้างต้น การดูแลก็เหมือนการเคลือบหลุมร่องฟัน คือต้องมาตรวจเช็คบ่อยๆ เพื่อตรวจว่ามีจุดกระเทาะหรือรั่วซึมบริเวณรอยต่อของแผ่นเคลือบฟันหรือไม่ หลังจากนำไปใช้บดเคี้ยวอาหาร ดังนั้นเมื่อตัดสินใจทำแล้วต้องหมั่นตรวจเช็คและมาซ่อมแซมอยู่บ่อยๆ มิฉะนั้นรอยแตกเหล่านี้จะเป็นที่กักแผ่นคราบจุลินทรีย์ ทำให้ฟันผุได้ ฉะนั้นก่อนตัดสินใจทำควรสอบถามข้อมูลค่าใช้จ่าย และการดูแลรักษาให้ละเอียดก่อน มิฉะนั้นแล้วจะทำให้ฟันดีๆ กลายเป็นฟันผุได้ง่ายๆ จะได้ไม่ต้องรู้สึกเสียดายในภายหลัง


(update 18 กุมภาพันธ์ 2002)
[ ที่มา..หนังสือ นิตยสารใกล้หมอปีที่ 25 ฉบับที่ 9 กันยายน 2544 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600