ชีวิตซับซ้อน บั่นทอนเซ็กซ์สดใส


..ถ้าแข็งแรง สดชื่นอารมณ์ดี เซ็กซ์สดใส
ถ้าอ่อนล้า เหนื่อยหน่าย ขุ่นเคืองใจ เซ็กซ์หงอยเหงา...

หลังจากตัดสินใจละทิ้งชีวิตคนเมืองหลวงที่แสนจะยุ่งยาก วุ่นวาย และสับสน ลี้ภัยการจราจรมาทำงานเป็นอาจารย์แพทย์ในมหาวิทยาลัยแห่งภาคใต้…จากแต่เดิมชีวิตมีแต่ความเร่งรีบ เดินทางไปและกลับที่ทำงานด้วยความเครียด ทั้งๆ ที่บ้านห่างจากที่โรงพยาบาลแค่สามกิโล… การดำเนินชีวิตตามตารางกิจกรรมที่ถูกหั่นเวลาเป็นชั่วโมงจนเป็นเศษหนึ่งส่วนสี่ของชั่วโมง เสร็จงานนี้แล้วก็มีงานอื่นรออยู่ในชั่วโมงถัดไป และหลายครั้งที่มีสามงานซ้อนอยู่ในเวลาเดียวกัน

ชีวิตจิตแพทย์ที่ใช้เวลาแปดโมงครึ่งถึงเที่ยงวัน เพียง 3 ชั่วโมงครึ่ง ทำงานตรวจคนไข้ 40-50 ราย บางวันก็มากเกินกว่า 60 จนคนไข้ที่นั่งรอหน้าห้องแสดงความเห็นอกเห็นใจหมอ ไม่กล้าคุยนาน… กลัวหมออาการกำเริบ…ผมก็สังเกตตัวเองเหมือนกันว่า ต่อมเมตตา ในสมองเริ่มอ่อนกำลังลง

ชีวิตของผมเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิง…ตอนนี้ผมเดินจากหอพักไปทำงานตอนเช้า ผ่านแอ่งน้ำที่มีต้นไม้ใหญ่ล้อมรอบ บรรยากาศสงบ อากาศเย็นสบาย หลังเลิกงานได้เดินเล่นริมเชิงเขา หากเป็นเวลาเช้าตรู่ กิจกรรมออกกำลังกายของทุกคนอยู่ท่ามกลางสายหมอก วันใดฝนตก อากาศจะสดชื่น ต่างจากเมืองหลวงที่เฉอะแฉะและน่าอึดอัด

ที่สำคัญ เมื่อชีวิตมีความเรียบง่ายมากขึ้น รายจ่ายต่างๆ ก็ลดลง ทำให้ไม่ต้องกระเสือกกระสนดิ้นรนหารายรับให้มากเกิน เดี๋ยวนี้ ค่าอาหารต่อวันไม่เกิน 60 บาท เติมน้ำมันรถแค่ 100 บาท ผ่านมาหนึ่งเดือนเต็มยังใช้ไม่หมด…เวลาพักผ่อนมีมากขึ้น ชีวิตก็ผ่อนคลาย สบายๆ และเป็นสุข…วันหยุดได้ไปเที่ยวที่ต่างๆ ไปเดินป่า นอนบนภูเขา ใกล้ชิดธรรมชาติ

ที่เล่ามาไม่ใช่อยากเล่าเรื่องส่วนตัว แต่ไม่รู้จะยกตัวอย่างใคร…แต่เรื่องตัวเองเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด ของชีวิตซับซ้อนแล้วเปลี่ยนมาเป็นเรียบง่าย
ผมเห็นชีวิตชาวบ้านเรียบๆ ง่ายๆ ไม่ดิ้นรนขวนขวาย พออยู่พอกิน ชีวิตพ่อแม่ลูกก็อยู่เย็นเป็นสุข สามีภรรยาก็ยิ้มแย้มให้กัน…ชีวิตในมุ้งก็น่าจะเป็นสุขเช่นกัน
ข้อความหลังสุดนี่สันนิษฐานเอง เพราะไม่ได้อยู่ร่วมในเหตุการณ์

หันกลับมาดูผู้คนที่มีชีวิตเร่งรีบและวุ่นวายไปด้วยกิจกรรมต่างๆ ในชีวิต หลังเหน็ดเหนื่อยกับการงาน ยามเดินทางก็เซ็งสุดๆ เลยหมดสนุก เมื่อมาถึงบ้าน แทนที่จะได้พูดคุยยิ้มแย้มให้กัน ก็เป็นเวลาแห่งความเหนื่อยหน่าย บางคนยังไม่พ้นทุกข์ แบกปัญหาจากที่ทำงานมาเครียดต่อที่บ้าน พานหาเรื่องคู่ชีวิตและผลผลิตของทั้งคู่… เวรกรรมไม่จบไม่สิ้น

สุขภาพกายและสุขภาพจิตมีผลต่อสุขภาพเซ็กซ์…ถ้าแข็งแรง สดชื่น อารมณ์ดี เซ็กซ์สดใส ถ้าอ่อนล้า เหนื่อยหน่าย ขุ่นเคืองใจ เซ็กซ์หงอยเหงา
" เซ็กซ์หงอยเหงา" มีหลายรูปแบบ
  • บางคนถึงขนาดเบื่อเซ็กซ์กันไปเลยทั้งคู่ ด้วยถือว่าเป็นการซ้ำเติมความเหน็ดเหนื่อย
  • บางคนก็ปฏิเสธการมีเซ็กซ์กับคู่สมรส บ่ายเบี่ยงด้วยเหตุผลต่างๆ นานา ทั้งเหนื่อย เพลีย ปวดหัว ง่วง…ยกเว้นหิว
  • บ้างก็ยอม แต่ไร้อารมณ์ พลอยทำให้อีกฝ่ายแสวงหาความหมายของชีวิต… ว่าคู่ชีวิตของเราจะมีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร
  • บางคนมีเซ็กซ์กัน เพราะรู้สึกว่าห่างเหินว่างเว้นมานาน จึงปฏิบัติเพื่อรักษาสถิติ
  • บางคนมีเซ็กซ์กัน เพื่อเป็นวิธีหนึ่งในการปลดปล่อยความเครียด
  • บางคู่พยายามชดเชยภาวะหงอยเหงา ด้วยการสรรหารูปแบบกิจกรรมทางเพศที่โลดโผนพิสดาร ตื่นเต้น เช่น เข้าร่วมชมรมสวิงกิ้ง (แลกเปลี่ยนคู่นอน) หรือแสวงหาเซ็กซ์ที่เร้าใจนอกบ้าน!!!
ความเครียด หงุดหงิดใจ ทำให้คิดแต่เนื่องทางลบ คิดเรื่องดีๆ ไม่เป็น บางคนอย่าว่าแต่มีเซ็กซ์กันเลย แค่เห็นหน้าก็บังเกิดมรณานุสติ คิดถึงแต่เรื่องความตาย…ของอีกฝ่าย

สามีภรรยาคู่หนึ่ง ระหว่างมีเซ็กซ์กันอย่างมีความสุข อยู่ดีๆ ภรรยาก็หมดอารมณ์ไปเฉยๆ ชนิดไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย สามีก็สงสัยคับข้องใจ ไถ่ถามความรู้สึกหลังเสร็จสิ้นกิจกรรม…ได้รับคำตอบภรรยา
" คิดขึ้นมาได้ ว่าต้องรีบหาเงินมาจ่ายบัตรเครดิตให้ทันภายในอาทิตย์หน้า เลยไม่มีอารมณ์จะร่วมต่อ"
ฟังแล้วอยากแก้ปัญหาด้วยการเอาเมียไปจำนำ

ความตึงเครียดทางกายและใจ ทำให้ระบบประสาท Sympathetic (=ตึงเครียด) ทำงาน อารมณ์เพศจะเกิดขึ้นได้ยากทั้งชายและหญิง ตรงข้ามกับเวลาที่เราสบายใจ ผ่อนคลาย ระบบประสาท Parasympathetic (=ผ่อนคลาย) ทำงาน อารมณ์ทางเพศและการตื่นตัวไปได้สวย…ประเด็นนี้ เป็นเรื่องสำคัญซึ่งได้เขียนและพูดถึงมาบ่อยครั้ง

โดยเฉพาะในกรณีของเพศชาย ระบบ Parasymp. ควบคุมการแข็งตัว แต่ระบบ Symp. ควบคุมการหลั่ง… เพราะฉะนั้นถ้าเครียดมาก สามีอาจแข็งตัวไม่เต็มที่ ร่วมกับอาการหลั่งเร็ว อาการดังกล่าวเกิดขึ้นกับฝ่ายชาย แต่ก็ทำให้ภรรยาเดือดร้อน…ผู้ชายหลายคนที่มาขอรับการรักษาบอกว่า ภรรยารบเร้าให้รีบมาหาหมอ ก่อนที่เธอจะไปหาคนอื่น

ชีวิตมนุษย์เรามีหลายส่วน ทั้งชีวิตการงาน ชีวิตสังคม ชีวิตครอบครัว และชีวิตส่วนตัว (work, social, family, private life) บางทีก็ต้องตอบคำถามกันดูนะครับว่า คุ้นกันหรือเปล่ากับการที่เราต้อง แลกชีวิตด้วยชีวิต หมายถึงชีวิตการงาน (work life) มากขึ้น แต่ชีวิตครอบครัว (family life) ต้องน้อยลง

เปรียบเทียบกับคู่สามีภรรยาอีกจำนวนมาก ที่ไม่ต้องวุ่นวายกับเรื่องต่างๆ ในชีวิต หรือแม้กระทั่งมีการจัดแบ่งเวลาให้เหมาะสม งานเป็นงาน บ้านเป็นบ้าน…ชีวิตครอบครัวคือเวลาส่วนตัวที่ใช่ร่วมกัน เพศสัมพันธ์คือการแสดงความรัก ความปรองดอง มีหยอกเย้า มีกระเซ้าแหย่ และจบลงด้วยความอิ่มเอิบผ่อนคลายเป็นสุข

เพศสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยาที่มีพื้นฐานมาจากความรักจะต่างกับเพศสัมพันธ์ที่ไร้รัก… เพราะอย่างหลังจะคิดถึงความสุขของตัวเองมากกว่าคำนึงถึงความรู้สึกของอีกฝ่าย

เพื่อนผมรายหนึ่ง ตอนจบแพทย์ใหม่ๆ เป็นหมอก็อยากมีรถแล้วก็ต้องทำคลินิกหาเงินมาผ่อนรถ มีรถเพื่อขับไปคลินิก รายได้จากทำคลินิกเท่ากับรายจ่ายสำหรับรถและค่าเซ้งตึกทำคลินิก… ถ้าดูตัวเลขเป็นตัวเงินถือว่าเท่าทุน แต่ถ้าดูเวลาถือว่า เจ๊ง เพราะชีวิตส่วนตัวและครอบครัวต้องลดลง

อย่างนี้อยู่บ้านอ่านหนังสือ อยู่กับลูกกับเมีย อาจมีคุณค่ามากกว่า…ผมไม่ได้หมายถึงหมอทุกคนเป็นแบบนี้นะครับ แต่สภาพการณ์ดังกล่าว เกิดในครอบครัวทุกอาชีพ สังคมบริโภคนิยมใช้สื่อโฆษณากระตุ้นการเสพมากขึ้นเกินความจำเป็น ค่าใช้จ่ายก็มากขึ้น ผลสุดท้ายต้องทำตัวให้มีรายได้มากขึ้น นอกเวลางานประจำแล้ว ยังต้องทำโอที ขายประกัน ขายสินค้าไดเร็กเซลล์…ไม่ต้องพูดถึงเป็นตัวแทนขายยาบ้า

จะมีประโยชน์อะไรที่เราจะตั้งหน้าตั้งตาหาเงินหาทองมาเพื่อครอบครัว แต่ชีวิตครอบครัวต้องแย่ลง… แล้วบอกว่าทำเพื่อครอบครัว

ถ้าเรามีความเรียบง่ายในการดำเนินชีวิต จิตผ่อนคลาย ไม่ดิ้นรนทุกข์ร้อน มีเวลาออกกำลังกาย
ถ้ารู้สึกว่าชีวิตมันซับซ้อนมากเกินไป ก็ดูๆ ว่าอย่างไหนที่พอจะลดๆ ลงไปบ้าง เพื่อขอแลกคืนกับชีวิตคู่และชีวิตครอบครัวที่มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น
ลองดูเรื่องของผมเป็นตัวอย่าง


(update 6 ธันวาคม 2002)
[ ที่มา.. life & family   ปีที่ 6 ฉบับที่ 69 ธันวาคม 2544 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600