มาที่นี่ ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ภาษาไทย
จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน   INTERNET   ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ
http://i.am/thaidoc    หรือ     http://hey.to/yimyam


คุยกับหมอโรซี คิง เรื่อง…เซ็กซ์


แพทย์หญิงโรซี คิง เป็นผู้ชำนาญการด้านเพศบำบัดจากออสเตรเลีย เธอเขียนตำรา ทำวิจัย สอนและเปิดคลินิกให้คำปรึกษาและตรวจรักษาปัญหาทางเพศมากว่า 10 ปีแล้ว โดยเบนเข็มจากการเป็นแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป ในระหว่างการประชุมเชิงปฏิบัติการ ที่เธอเป็นวิทยากรในประเทศไทยเมื่อเร็วๆ นี้ ปรากฏว่าข้อคิดเห็นและคำแนะนำปรึกษาของเธอ ฟังแล้วเข้าใจง่ายและน่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่าน ใกล้หมอจึงมีความภูมิใจและยินดีนำเสนอท่านผู้อ่าน


ใกล้หมอ : ยาเซลเดนาฟิลที่ขายดิบขายดีทั้งในตลาดมืดหรือตลาดสว่างทั่วโลกนั้นเมื่อใช้ไปหลายๆ เดือนดูเหมือนว่าจะได้ผลลดลง บางรายถึงขั้นล้มเหลว อาจารย์พอจะอธิบายได้ไหมครับว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

แพทย์หญิงคิง : เมื่อเวลาผ่านไปการตอบสนองที่ลดลงอาจเกิดจากหลายปัจจัย แต่ต้องไม่ลืมว่าเขากลับไปมีความสุขจากการมีเพศสัมพันธ์ได้ตามปกติอีกครั้งหนึ่งหลังจากห่างเหินไปนาน สิ่งหนึ่งซึ่งอาจเป็นได้คือ ความเคยชินที่คืบคลานเข้ามา ความตื่นเต้นที่จืดจางลง ซึ่งทางออกหนึ่ง คือเพิ่มขนาดยาเป็น 50 หรือ 100 มิลลิกรัม หรือกลับไปซักไซ้ไล่เลียงประวัติการดำเนินการด้านเพศอีกครั้ง รวมทั้งวิธีการใช้ยา ความเหนื่อยอ่อนทั้งกายและอารมณ์จากการทำงาน การดื่มสุรามากเกินไป (เกิน 4 ดื่ม) เพราะแอลกอฮอล์มีฤทธิ์ระงับความรู้สึกถ้าดื่มมากๆ ท้องควรว่าง บรรยากาศของสถานที่

ฉลากยากบอกว่าไม่ควรหักเม็ดยา แต่บางครั้งเราอาจให้คนไข้ลองเคี้ยวยาก่อนกลืนดูได้ ซึ่งแม้จะมีรสชมก็สามารถรับประทานร่วมกับอาหารได้ ทำให้การดูดซึมดีเวลาท้องว่าง

มีปัจจัยหนึ่งซึ่งจะขอเรียกว่าการจูนเครื่องให้ดีไว้ (good condition effect) ซึ่งดิฉันจะพูดกับคนไข้เกี่ยวกับเรื่องนี้เสมอ โดยเปรียบเทียบกับการขับรถยนต์ว่า ถ้าต้องการประสบการณ์การขับรถยนต์ที่ดี ก็ต้องให้ความสนใจในรายละเอียดต่างๆ ตั้งแต่การเติมน้ำมัน เติมลมในยาง เครื่องยนต์มีการหล่อลื่นที่ดีจากการให้อู่ตรวจเช็คเครื่องยนต์อย่างสม่ำเสมอ ขณะขับรถก็มีหูตาตื่นอยู่เสมอ ถ้าบรรยากาศมืดลงก็เปิดไฟ ถ้าฝนตกก็เปิดที่ปัดน้ำฝน

ถ้าไม่ได้ทำสิ่งเหล่านี้ครบ ก็จะไม่ได้ประสบการณ์การขับรถที่ดี เพศสัมพันธ์ก็คล้ายคลึงกัน คือเราต้องสร้างสภาพที่เหมาะแก่การทำกิจกรรมดังกล่าวให้เกิดการส่งสัญญาณจากสมองลงสู่ประสาทไขสันหลัง

ดิฉันมักจะถามเรื่องฤทธิ์ข้างเคียงอันไม่พึงประสงค์ โดยเฉพาะในกรณีที่ผลของยาไม่ดีเท่าที่ควร ระยะเวลาการออกฤทธิ์ของยาหลังรับประทานแล้วนั้นโดยเฉลี่ยคือ 25 นาที ซึ่งก็เป็นเรื่องดี เพราะกว่าจะเล้าโลมจนฝ่ายหญิงเกิดการหล่อลื่นที่ดีแล้วต้องใช้เวลาโดยเฉลี่ย 15-20 นาที นอกเสียจากว่าผู้ชายต้องการมีความสุขฝ่ายเดียวจึงหาว่ายาออกฤทธิ์ช้า

เด็กหนุ่มวัย 18 ปี ปกติจะมีการแข็งตัวขององคชาติอย่างเต็มที่ภายใน 3 วินาทีส่วนหญิงสาวอายุ 18-20 ปี อาจต้องใช้เวลาถึง 1 ชั่วโมง กว่าจะกระตุ้นให้ถึงจุดที่มีความต้องการเต็มที่ (fully aroused) แต่พอผู้หญิงมีอายุมากขึ้น มีประสบการณ์ทางเพศดีขึ้น ระยะเวลาที่ต้องใช้ในการกระตุ้นกลับลดลงได้ แล้วกลับยาวออกเมื่อผ่านเลยวัย 40 ปี

โดยสรุปแล้ว ผู้ชายพร้อมที่จะมีเพศสัมพันธ์อยู่เสมอ แต่ผู้หญิงไม่เป็นเช่นนั้น ผู้ชายที่จะเป็นนักรักที่ดีจึงต้องคำนึงถึงความสุขของฝ่ายหญิง โดยให้เวลาร่างกายของเธอเตรียมตัว มีการเล้าโลมจนทำให้สามารถร่วมเพศได้โดยไม่เจ็บปวดและไม่เกิดถลอกเป็นแผลหรือติดเชื้อรา ตามมาในบริเวณช่องคลอดจนเจ็บปวดเวลาร่วมเพศ (external dyspareunia) นอกจากนี้ยังมีการเจ็บปวดภายใน (internal dyspareunia) เนื่องจากช่องคลอดของผู้หญิงที่ยังไม่ได้รับการกระตุ้นทางเพศจะมีความยาวเพียง 10 เซนติเมตรบ็บ็บ แต่มีร่องพับไว้แบบแอ็คคอร์เดียนที่สามารถขยายตัวได้ หลังจากการกระตุ้น แล้วปากช่องคลอดกระชับขึ้นขณะที่ส่วนปลายขยายออก


ใกล้หมอ : ขณะที่อาจารย์รักษาภาวะ ED อาจารย์คิดว่า ควรจะมีการกระตุ้นทางอื่นๆ เช่นใช้มือหรือปากเพื่อให้เกิดการแข็งตัวไหมครับ ?

แพทย์หญิงคิง : ใช่แล้วค่ะ ผู้ชายบางคนชอบกินเนื้อไก่ บางคนชอบเนื้อปลา รสนิยมทางเพศก็เช่นเดียวกัน บางคนกระตุ้นด้วยมือไม่ได้ผล แต่ถ้าเพิ่มเจลหล่อลื่นด้วยอาจใช้ได้ผลดีขึ้น ในผู้หญิงอาจใช้อุปกรณ์ไวเบรเตอร์ (vibrator) พูดถึงอุปกรณ์นี้มีประวัติเล่ากันมาว่าเครื่องแรก ใช้พลังไอน้ำที่ประดิษฐ์โดยแพทย์ชาวอเมริกันเมื่อปี ค.ศ.1860 เพื่อใช้รักษาผู้หญิงฮีสทีเรีย (female hysteria) ซึ่งเป็นภาวะที่พบบ่อยที่สุดในสมัยนั้น โดยการนวดบริเวณของร่างกายที่เหมาะสมจนเกิด hysterical paroxysm หรือการบรรลุจุดสุดยอด (orgasm) แล้วเป็นอันว่าหายจากโรคนี่เองกระมังที่ทำให้ผู้หญิงแสวงหาโรคนี้ เพื่อการบำบัดที่ให้ความสุขสุดๆ

10 ปีต่อมาแพทย์ชาวอังกฤษประดิษฐ์ vibrator รุ่นที่สองใช้พลังแบตเตอรี่มีการโฆษณาอุปกรณ์นี้ทั่วไปว่า เป็นอาการตั้งแต่ปากเหม็นไปจนปวดศีรษะ จัดเป็นการบำบัดที่ยอมรับกันและต้องด้วยเหตุผลที่ว่า การบรรลุจุดสุดยอด (orgasm) มีประโยชน์ต่อสุขภาพ

ในศตวรรษต่อมานักจิตวิเคราะห์ ซักมันด์ ฟรอยด์ เริ่มมีอิทธิพลในการสร้างความเข้าใจถึง การบำบัดปัญหาทางเพศด้วยวิธีการแพทย์โดยเฉพาะจิตบำบัดต่อเนื่องกันมานานจน 2-3 ทศวรรษหลังที่แพทย์สาขาอื่นๆ นอกจากจิตแพทย์เริ่มมีบทบาทบำบัดภาวะนี้ด้วย

การใช้ vibrator กระตุ้นองคชาติก็เป็นของดีโดยเฉพาะในผู้ชายอายุ 50 ปีขึ้นไป เพราะโดยกายวิภาคแล้ว บริเวณที่ไวต่อความรู้สึกกระตุ้นที่สุดคือส่วนต่างๆ ของปลายองคชาติ (frenulum, coronal ridge และ sulcus) ถัดจากนั้นไปความไวจะลดลง การกระตุ้นบริเวณดังกล่าว ต่อเนื่องถึงแกนกลางขององคชาติ (median raphe) จึงใช้ได้ดี ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่พูดถึงเวลาไปงานปาร์ตี้ แต่ก็เป็นเทคนิคเสริมกิจกรรมทางเพศ (sexual enhancement technique) ที่ดี เพราะถ้าเราไม่แนะนำคนไข้แล้ว ใครจะเป็นคนทำล่ะคะ ข้อมูลเหล่านี้ไม่ได้มีอยู่ทั่วไป แม้ในตำราทางเพศ


ใกล้หมอ : คนไทยไม่มีประสบการณ์มากนักในด้าน การให้คำปรึกษาทางเพศ (sex counseling) จึงอยากเรียนถามว่าในเวชปฏิบัติของอาจารย์ มีคนไข้กี่รายที่มาหาอาจารย์โดยตรงหรือโดยการส่งต่อ แล้วให้คำแนะนำอย่างไร ?

แพทย์หญิงคิง : ข้อมูลจากสถิติที่ได้เป็นพื้นฐานของเวชปฏิบัติของดิฉัน เราพูดว่าปัญหาทางเพศพบได้บ่อย การสำรวจทั่วประเทศในสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 1994 ในหญิงชายอายุระหว่าง 18-59 ปี พบว่าผู้ชาย 31% มีปัญหาทางเพศอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนผู้หญิงมี 43% เมื่อผู้หญิงมีปัญหามากกว่า ดิฉันก็เน้นหาเหตุผลว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

อีกสถิติหนึ่งคือ แม้สหรัฐอเมริกามีนักบำบัดทางเพศ (sex therapist) มากมายทั่วไป แต่ก็มีหญิงชายเพียง 50% ที่แสวงหาความช่วยเหลือทั้งๆ ที่เป็นสังคมที่เกือบจะเรียกได้ว่าคลั่งเซ็กซ์ (sexually obsessive society) ที่มีคนคอยช่วยเหลืออยู่มากมาย

ในเวชปฏิบัติด้านสุขภาพทางเพศของดิฉันมีการส่งต่อจากหลายแหล่ง
1. การเป็นคนของสาธารณะ (public profile) คือดิฉันเป็นคอลัมนิสต์อยู่ในสื่อมวลชน ผู้อ่านจึงอยากมาพบ แต่ดิฉันก็ฉลาดมากเพราะ King ไม่ใช่ชื่อจริง แต่เป็นชื่อสกุลของแม่ การใช้ชื่อนี้ก็เพื่อไม่ให้ลูกๆ ต้องได้อายเพราะแม่มีอาชีพพูดถึงเรื่องเพศในสาธารณะอีกประการหนึ่ง เป็นเรื่องทางจริยธรรม ที่จะไม่โฆษณาหาคนไข้ ทางนี้จึงหาชื่อ Rosie King หรือแม้แต่ชื่อจริงคือ Rosie Mckinnis ไม่เจอในสมุดโทรศัพท์

2. เวชปฏิบัติที่สรรหาเฉพาะ คือดิฉันรับดูเฉพาะรายที่มีความสลับซับซ้อน ที่ยากหน่อย 60% ของคนไข้ที่มาหาเป็นผู้หญิง ที่เหลือเป็นชาย
40% ของงานเป็นลักษณะการให้คำปรึกษาด้านความสัมพันธ์ของคู่สมรส (reiationship counselling)
30% เป็นการให้คำปรึกษาทางเพศ (sexual counseling)
30% เป็นจิตบำบัดส่วนบุคคล (individual psychotherapy)
คนที่มาหาด้วยปัญหาทางเพศบ่อยครั้งกลายเป็นความยุ่งยากด้านความสัมพันธ์หรือสลับซับซ้อนกว่านั้น เช่น อารมณ์ซึมเศร้า ไม่เชื่อมั่นในตนเอง (poor self esteem) ปัญหาความสัมพันธ์ทุกด้านนอกเหนือจากด้านเพศ

ในส่วนของการให้คำปรึกษาทางเพศนั้น คนไข้มักมาหาด้วยปัญหาทางเพศ ซึ่งดิฉันจะเลือก ให้คำแนะนำที่ง่ายที่สุดเท่าที่จะง่ายได้ แม้จะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แต่ก็ทำให้เกิดความแตกต่างได้ เช่น เพศศึกษาง่ายๆ อย่างที่พูดกันวันนี้ วงจรการตอบสนองทางเพศของผู้ชาย (desire, arousal, orgasm, resolution, refractory period) แล้วดิฉันก็บอกเขาว่าผู้ชายตื่นตัวได้เร็ว แต่คู่สมรสจะกระตุ้นได้ช้า จึงต้องทำทุกอย่างให้ถูกต้อง อย่าให้บางสิ่งบางอย่างเล็กๆ น้อยๆ มาขัดขวางอารมณ์ที่กำลังดำเนินไป เช่น กำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม ฝ่ายหนึ่งก็นึกขึ้นมาได้ว่าลืมเอาขยะไปทิ้งจนหมดอารมณ์ไป

เพศศึกษาง่ายๆ อีกอย่างหนึ่งซึ่งดิฉันให้แก่ทั้งหญิงและชายคือความรู้เกี่ยวกับว่า เมื่อไรผู้ชายจึงจะเกิดความรู้สึกทางเพศ (turn on) ปรากฏว่าผู้ชายจะมีความสุขทางเพศได้ตลอดเวลา เพราะอวัยวะเพศของเขาเป็นประเภทสุขนิยม (pleasurable) และตอบสนองได้เสมอ (responsive) หรืออีกนัยหนึ่งเขามีความสุข (pleasure) ได้ แม้ว่าจะไม่มีความอยาก (arouse) และเมื่อองคชาติ ถูกปลุกเร้าขึ้นมาส่วนที่เหลือของร่างกายก็สามารถมีความสุขด้วยได้ ส่วนผู้หญิงจะต่างกัน จุดกำเนิดความสุขจะเริ่มจากปลาย เช่น เส้นผม ปลายนิ้วมือหรือนิ้วเท้า แล้วเกิดความรู้สึก turn on เข้าหาส่วนกลางเต้านม อวัยวะเพศและส่วนก้นของหญิง ไม่ใช่อวัยวะส่วน erogenous pleasurable ในระดับการปลุกเร้าขนาดต่ำ เช่น ขณะที่ดิฉันยืนล้างจานอยู่ที่อ่างล้างจานนั้น ถ้าสามีของดิฉัน เกิดอยากจะมาสัมผัสจับต้องเชิงกระตุ้น ถามว่าดิฉันหรือผู้หญิงทั้งหลายจะชอบไหม คำตอบคือไม่ แต่กลับเป็นการรบกวน จั๊กจี้ ไม่สบายหรือเจ็บ ทำให้เกิดความรู้สึก turn off มากกว่า turn on

สิ่งที่ผู้หญิงต้องการคือ peripheral stimulation (การแสดงออกซึ่งความรัก, affection, cuddling, holding, touching, pleasuring) เช่น ลูบไล้เส้นผม จับต้องปลายนิ้วแล้วจึงมุ่งไปที่จุดกระตุ้นหลัก

ในส่วนของการให้คำแนะนำนั้น ดิฉันเชื่อว่าเพศสัมพันธ์ที่ดีที่สุดจะเกิดในคู่ที่มีความสัมพันธ์อย่างมีความสุข ซึ่งอาจจะแตกต่างกันไปในแต่ละวัฒนธรรม แต่การมีความขัดแย้งและการไม่มีความสุขจะเป็นพื้นฐานที่เลว ต่อการมีเพศสัมพันธ์ที่ดี

ในแง่ของจิตบำบัด ดิฉันก็มีผู้ป่วยหลายรายที่กลับมาหาซ้ำแล้วซ้ำอีกเป็นสิบๆ ปี เหมือนกับการไปหาจิตแพทย์ แต่โดยรวมแล้วดิฉันมีผู้ป่วยที่สลับซับซ้อนกว่าสมัยที่ทำแต่เวชปฏิบัติทั่วไป

สำหรับผู้ที่มารับบริการปรึกษาด้านเพศนั้น ครั้งแรกดิฉันจะคุยกับเขาเป็นเวลาประมาณ 1 ชั่วโมงแล้ว ประมาณการณ์ต่อไปว่าจะต้องคุยกันอีกกี่ครั้ง ถ้าเป็นไปได้จะขอพบคู่สมรสทั้งสอง แต่บ่อยครั้ง ก็ต้องนัดคุยแยกกันเพราะต่างก็มีความลับที่ยังไม่เปิดเผยต่อหน้า เช่น ต่างก็เคยคบชู้ในอดีตหรือปัจจุบัน โดยทั่วไปแล้วดิฉันพบว่าเรื่องทางเพศและความสัมพันธ์ที่เคยเป็นปัญหาจะดีขึ้นหลังจากได้พบกัน 3-6 ครั้ง

ผู้หญิงบางคนมาหาแล้วบอกว่าไม่สามารถหรือไม่เคยถึงจุดสุดยอด (orgasm) การวิจัยพบว่า มีผู้หญิงเพียง 30% ที่บรรลุ orgasm จากการมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งฟรอย์เรียกว่า "vaginal orgasm" คือ orgasm ที่เกิดทางการร่วมเพศเท่านั้น แต่ผู้หญิงสามารถมี orgasm ได้จากวิธีอื่นได้ด้วย (nonpenetrative sex) หรือ outercourse คือไม่ต้องสอดใส่องคชาติ แทนที่จะเป็น intercourse ซึ่งมีการสอดใส่อวัยวะเพศ เช่น 40% บรรลุ orgasm จากการกระตุ้นบริเวณคลิตอริส โดยวิธีอื่น ซึ่งไม่ใช่ intercourse อาทิเช่น ใช้นิ้ว ใช้ปากหรือ vibrator โดยตัวเองหรือโดยคู่ขาและอาจจะเกิดก่อน, ขณะ, หลัง หรือแทนที่จะเป็น intercourse ส่วนอีก 30% ไม่เคยบรรลุ orgasm จากคู่ขา อย่างไรก็ตามพวกนี้อาจเป็นประเภทที่เข้าใจเอาเองว่า orgasm ต้องเกิดขณะทำ intercourse เท่านั้น จึงกล่าวได้อีกว่ามีผู้หญิงเพียง 10% เท่านั้นที่เคยมี orgasm จริงๆ (globally anograsmic)

ความยากลำบากของเรื่องปัญหาทางเพศเป็นผลจากการที่ไม่สามารถสื่อความกันอย่างตรงไปตรงมา เหมือนกับเวลาคนเชิญเราไปที่ห้องพักของเขาแล้ว ชงกาแฟให้ดื่มจะด้วยมารยาทหรืออะไรก็เหลือเดา เราดื่มแล้วบอกว่าเป็นกาแฟที่อร่อยที่สุดเท่าที่เคยชิมมา ตั้งแต่นั้นมา ทุกครั้งที่ไปพบก็จะได้กาแฟ ที่ชงมาแบบครั้งแรก กว่าจะใจถึงก็ใช้เวลานานที่กล้าบอกเขาว่าเมื่อไรจะชงกาแฟดีๆ กว่านี้ เพราะฉันเป็นเบาหวานใส่น้ำตาลมากๆ อย่างนี้ไม่ได้ หรืออาจสารภาพว่าจริงๆ แล้วชอบดื่มชาคาโมมิลม์ต่างหาก เรื่องเพศก็เช่นกัน ผู้ชายฝังใจว่าการร่วมเพศชนิดสอดเข้าชักออกอยู่นานๆ (prolong trusting intercoures) เป็นวิธีเดียวที่จะทำให้ผู้หญิงบรรลุ orgasm แต่จริงๆ แล้ว 70%ของผู้หญิงไม่บรรลุ orgasm ไม่ว่าจะชักเข้าชักออกอยู่นานเป็นวันเป็นคืนก็ตาม เหตุเพราะว่าเธอไม่ได้รับการกระตุ้นอื่นๆ (clitoral stimulation) เพียงพอ

ดังนั้น ข้อมูลต่างๆ จึงปรากฏในรูปของเพศศึกษา (sex education) ข้อมูลง่ายๆ (simple commission หรือ information) ข้อมูลส่วนย่อย (limited information) และข้อมูลจำเพาะ (specific suggestion)

ข้อมูลจำเพาะมีอาทิเช่น ในผู้หญิงที่ไม่เคยมี orgasm ดิฉันก็จะจัดการฝึกอบรม (training program) ให้ ซึ่งวิธีที่ง่ายที่สุดในการให้ผู้หญิงเรียนรู้วิธีได้มาซึ่ง orgasm คือการกระตุ้นตัวเอง (self stimulation) แล้วเธอก็จะเรียนรู้เองว่าวิธีใดจะเหมาะแก่เธอ แล้วประยุกต์ไปสู่สถานการณ์จริง เมื่อมีเพศสัมพันธ์กับคู่ของเธอ ความยากลำบากที่สุดของการฝึกให้ได้ orgasm คือการบอกให้ผู้หญิงกระตุ้นตัวเองหรือให้ใช้ vibrator โดยไม่บอกผู้หญิงว่าให้คิดอย่างไรไปด้วย เพราะการจะให้ได้มาซึ่งอารมณ์ทางเพศ (turn on) นั้น เปรียบเหมือนการสะกดจิต (hypnosis) อย่างหนึ่ง คือจะต้องตัดสัญญาณอื่นออกหมดแล้วมุ่งเน้น คิดถึงสิ่งที่กระตุ้นความใคร่ (arousal) ที่สุดสำหรับตน (erotic focus) แล้วสัญญาณความรู้สึกนี้ จะส่งจากสมองลงมาตามประสาทไขสันหลังเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตามปกติของความรู้สึกอยาก (arousal)

ถ้าหากเป็นผู้หญิงที่อยู่ใน 10% ที่ไม่เคยมี orgasm เลยจริงๆ ก็อาจต้องใช้เวลาปรึกษากันนานหน่อย

ความต้องการที่ไม่เท่ากัน (desire discrepency) ก็เป็นปัญหาที่พบได้บ่อย คือความต้องการ ของคู่สมรสแต่ละฝ่ายไม่เท่ากัน คนหนึ่งอาจจะมีความต้องการทางเพศถี่ ในขณะที่อีกคนหนึ่งต้องการไม่บ่อย ฝ่ายแรกมักเป็นผู้ชายแต่ก็อาจกลับตรงข้ามได้ ซึ่งถ้าหากกลายเป็นว่าผู้หญิงเป็นฝ่ายต้องการมากกว่าแล้ว มักเป็นปัญหาที่น่าเป็นห่วงสำหรับผู้ชาย ถ้าหากเขาเป็นคนที่ไม่ได้ต้องการมากขนาดนั้น
ในส่วนของผู้ชายกามตายด้าน (impotent) นั้น ดิฉันจะส่งไปปรึกษาคลินิกเฉพาะทาง (impotent หรือ men's health specialist) ซึ่งจะมีศัลยแพทย์ยูโรและอายุรแพทย์ที่เชี่ยวชาญด้านกามตายด้าน ดูแลและสั่งการรักษา เช่น ฉีดยาเข้าลำองคชาติ (interpenile injection therapy) หรืออุปกรณ์สุญญากาศ

เราเองมีพยาบาลที่ช่วยสอนวิธีฉีดยาและการใช้อุปกรณ์สุญญากาศทำให้คุณหมอมีเวลาคุยกับคนไข้รายต่อไป

การรักษา ED ชนิดมีโรคเป็นตัวเป็นต้น เป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายในความเห็นของดิฉันเพราะจะเป็นหัตถการง่ายๆ บ่อยครั้งที่นวัตกรรมง่ายๆ ทำให้เกิดความแตกต่างได้มาก คนไข้ของดิฉันมักจะพอใจ รู้สึกขอบคุณ และกระตือรือร้นในสิ่งที่พวกเขาได้รับการบำบัด ดิฉันขออวดตัวเองว่ามีประสิทธิภาพสูงในการให้คำแนะนำ เพราะพอใจและมุ่งมั่นกับสิ่งที่ทำ มีสำนึกแห่งความเห็นอกเห็นใจใฝ่ช่วยเหลือและให้กำลังใจ ซึ่งจะเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการให้คำปรึกษา สำคัญยิ่งกว่าเทคนิคใดๆ


ใกล้หมอ : ในการให้คำปรึกษาอาจารย์ดูเหมือนจะบอกว่า ต้องได้รับความร่วมมือจากคู่สมรสทั้งสองฝ่ายในบางรายที่มาทั้งคู่แต่มีความคิดเห็นที่ขัดแย้งกัน อย่างเช่นในกรณีกระแสการเรียกร้องสิทธิสตรี (feminist movement) เช่นนี้มีผลต่อการมาปรึกษาหรือไม่ เพราะผมมีเพื่อนที่เป็นหมอแล้วหย่าเมียมาหยกๆ เขาเล่าว่าเนื่องจากเขาได้ให้คำแนะนำแก่ฝ่ายภรรยา เกี่ยวกับอารมณ์ซึมเศร้ามาระยะหนึ่ง ปรากฏว่าเมื่อถึงจุดหนึ่ง เขาก็บอกภรรยาว่าน่าจะสมควรแก่เวลา ที่เธอจะไปปรึกษาผู้รู้จริงๆ แล้ว (real professional counseling) ซึ่งเธอก็ปฏิบัติตามคำแนะนำที่ว่าจริงๆ โดยไปเข้ากิจกรรมกลุ่มบำบัด แต่เป็นกลุ่มพิทักษ์สิทธิสตรี พอเธอกลับมาบ้านก็เริ่มแสดงความเป็นเจ้ากี้เจ้าการ ประเภทชี้นิ้ว สั่งทำโน่นทำนี่จนวันหนึ่งต่างก็ถึงจุดระเบิดและการสิ้นสุดของชีวิตสมรส

แพทย์หญิงคิง : นับเป็นคำถามสำคัญ เพราะนี่คือประเด็นความแตกต่างของความคาดหวัง ดิฉันเชื่อว่าเป็นเรื่องยากลำบากสำหรับผู้ชายในส่วนของความสัมพันธ์ในปัจจุบันนี้ เพราะว่าผู้หญิงเรียกร้องความสัมพันธ์แบบแนบชิด (intimacy) ผู้ชายก็จะถามว่า intimacy อะไร ? เพราะผู้ชายอย่างสามีของดิฉันอาจจะเติบโตมาจากการเลี้ยงดูแบหนึ่ง ในยุคที่มีความคาดหวังต่างไปอย่างสิ้นเชิง ขนาดว่าทำตามใจมากกว่ารุ่นพ่อแม่แล้ว ก็ยังไม่ถูกใจคู่สมรส สิ่งที่เธอต้องการทุกวันนี้อาจครอบคลุม ถึงการช่วยทำงานบ้าน ช่วยเลี้ยงดูลูก แล้วยังต้องออกไปทำมาหาเงินมาเลี้ยงครอบครัวและดูแลปัญหาทุกอย่าง คือเธอต้องการทุกอย่าง แต่สิ่งที่ควรตระหนักคือต้องพิจารณาถึงความเป็นจริง (realistic) และมีเหตุมีผล (reasonable)

ดิฉันเชื่อว่า พวกผู้ชายก็พยายามอยู่แต่พวกเขาเติบโตมาในยุคที่คุณพ่อไม่ต้องทำอะไรเลย ขออธิบายตัวอย่างที่อาจจะใช้แก้ปัญหานี้ได้ คือผู้ชายกับผู้หญิงนั้นต่างกันอย่างแน่นอน ถ้าผู้หญิงต้องการ intimacy มากขึ้น ในขณะที่ผู้ชายต้องการเพศสัมพันธ์มากขึ้น จึงดูเหมือนว่าทั้งสองฝ่ายมีความต้องการที่ต่างกัน จากความสัมพันธ์ ดิฉันก็จะบอกว่าคุณต้องการ intimacy มากขึ้น ต้องการความช่วยเหลือมากขึ้น ช่วยดูลูกมากขึ้น แต่เขาต้องการเซ็กซ์มากขึ้น ซึ่งเป็นความต้องการต่างกัน ซึ่งจริงๆ แล้วคือ ความต้องการเดียวกันแต่คนละมุมมองกัน คือผู้หญิงต้องการความใกล้ชิดทางอารมณ์ (intimacy หรือ emotional closeness) จึงจะอยากมีเพศสัมพันธ์ในขณะที่ฝ่ายชายใช้เซ็กซ์เป็นตัวส่งให้เกิดอารมณ์ใกล้ชิด คือหลังจากเขาสำเร็จกิจกรรมทางเพศแล้วจึงจะมีอารมณ์ใกล้ชิด ดิฉันจึงสร้างจุดร่วมให้แก่คู่สมรสคือ ให้เขาได้สิ่งที่เขาต้องการและเธอก็ได้สิ่งที่เธอต้องการ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญเพราะดิฉันไม่เชื่อ ในการต่อรองข้างเดียว ถ้าเธอต้องการสิ่งใดจากผู้ชายก็เป็นเรื่องที่เธอต้องสนองความต้องการของเขาด้วย แล้วความสัมพันธ์ก็จะดีขึ้น คือ กามารมณ์มีมากไปกว่าการร่วมเพศ เพราะ intercourse จริงๆ แล้วคือ reproductive sex ที่เหมาะสำหรับทำลูก แต่ความสัมพันธ์ในระยะยาวต้องอาศัยการขยายผล ของหลักการที่เริ่มด้วยการสื่อสาร คือการพูดคุยกันฟังกันแล้วนำไปสู่ความใกล้ชิดทางอารมณ์ซึ่งคือ intimacy แล้วนำไปสู่ความใกล้ชิดทางกาย (physical หรือ closeness sensuality) และสุดท้ายคือ การมีเพศสัมพันธ์ (sexuality)

ดิฉันจึงเริ่มวางแผนให้ทั้งสองฝ่ายเกี่ยวกับการสร้างความสัมพันธ์ที่ต่างฝ่ายอยู่ร่วมกันได้ โดยมีพื้นฐานว่า ผู้หญิงจะพูดมากกว่าชาย (much more verbal) งานวิจัยพบว่าผู้ชายพูดวันละ 3,000-4,000 คำ แต่ผู้หญิงพูด 8,000-12,000 คำต่อวัน การสื่อสารด้วยคำพูดจึงสำคัญมากสำหรับผู้หญิงอย่างที่เห็น เวลาผู้หญิงอยู่ด้วยกัน ผู้ชายจะเน้นเรื่องการทำนุบำรุงรักษาสถานภาพมากกว่า (maintaining status) เขาจะพูดมากขึ้นเมื่อสถานภาพของเขาชัดเจนแล้วในกลุ่ม ในสังคมของเราผู้ชายจะตีค่าตัวเอง จากสิ่งที่เขาทำได้หรือสิ่งที่เขามีอยู่ ส่วนผู้หญิงตีค่าจากความสัมพันธ์หรือสิ่งที่เธอรู้สึก ผู้ชายจึงไม่เก่งนักในเรื่องการสื่อสาร แต่ก็เรียนรู้ได้ว่าผู้หญิงต้องการการสื่อความแบบไหน

ลองสมมติว่าเราแต่ละคนเป็นบ้านหลังหนึ่งที่มีหลายห้อง ถ้าไม่รู้จักคนที่มาหาดีนักก็จะไม่ให้เขาชมทุกห้อง พอสนิทขึ้นก็จะให้เขาดูห้องมากขึ้นตามลำดับ intimacy ก็เช่นกันคือ into me see หมายความว่า เราให้เขามองเข้าไปในตัวเรานั่นเอง ผู้ชายมีความลำบากในเรื่อง intimacy ก็เพราะผู้ชายจะปกปิด สิ่งที่เขามีไม่เพียงพอหรือมีความเสี่ยงเนื่องจากสถานภาพ ถ้าขืนเปิดเผยในสิ่งที่ยังไม่ดีพอ ก็จะเกิดการสูญเสียสถานภาพ ห้องในบ้านที่เขาปิดกั้นไว้มักจะเป็นสิ่งที่เขาเป็นกังวลอยู่ เช่น เงิน งาน เซ็กซ์ อนาคต ความผิดพลาด ความเสียใจ ความเป็นห่วง ความวิตกกังวล

ส่วน intimacy สำหรับผู้หญิงคือ การเข้าถึงห้องต่างๆ เหล่านั้น จึงเกิด feminism เกิดการเรียกร้องทั้งๆ ที่ไม่น่าจะเรียกร้องเข้าไปในห้องส่วนตัวต่างๆ เหล่านั้นได้ แต่ควรจะสร้างความปลอดภัยและความไว้วางใจ อย่าทำให้ผู้ชายเกิดความละอาย อย่าให้เขาเป็นตัวตลกเพื่อความสนุกของตน อย่าเปิดเผยความลับของเขา แก่คนอื่นแล้วคาดหวังว่าเขาจะเปิดห้องให้เข้า

ที่จริงผู้หญิงก็ใช่ว่าเธอสอดรู้สอดเห็น อยากรู้อยากเห็น สอบถามอยู่ร่ำไป ไม่รู้จักเลิกยุ่งเรื่องของคนอื่น แต่เป็นเพราะในห้องที่อยู่ด้วยกันในฐานะคู่สมรสนั้นเราตัดสินใจร่วมกัน ส่วนห้องที่ผู้ชายปิดกั้น ไม่ให้คู่ของเขาเข้าไปนั้น เขาขอตัดสินใจด้วยตนเองฝ่ายเดียว ตรงนี้คือที่มาของปัญหาความสัมพันธ์ ถ้าฝ่ายหญิงเรียกร้องมากไปในกระแส feminism ที่จะขอมีส่วนควบคุมไปทุกอย่าง แต่จริงๆ แล้วเธอขอมีส่วนร่วมตัดสินใจมากขึ้นในชีวิตของเธอ ดิฉันจึงพยายามย่อยกระจายข้อโต้เถียงของฝ่าย feminism โดยบอกว่าเธอไม่อาจเรียกร้อง intimacy, support, ความร่วมมือจากผู้ชายได้ แต่เธออาจได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการโดยเป็นฝ่ายให้บ้างเพื่อให้อีกฝ่ายหนึ่งได้สิ่งที่เขาต้องการ จึงจะทำให้ความสัมพันธ์ดำเนินไปได้

ดิฉันเล่าเรื่องตัวอย่างที่ช่วยแสดงเหตุผลว่าทำไมผู้หญิงจึงอยากจะเข้าไปในทุกห้องของผู้ชาย อยากจะมีส่วนร่วมตัดสินใจ เรื่องที่ว่านั้นมาจากประเทศอังกฤษเกี่ยวกับอัศวินนายหนึ่ง ซึ่งถูกตัดสินประหารชีวิตในฐานะก่อการกบฏ แต่เขาเป็นอัศวินหนุ่มและหล่อมากจนพระราชินี ทรงตัดสินใจที่จะช่วยชีวิตเขาไว้ โดยมีรับสั่งว่าจะมอบหมายงานให้ทำอย่างหนึ่งซึ่งถ้าหากสามารถ ทำให้เสร็จสิ้นได้ภายใน 1 ปีก็จะมีชีวิตรอดต่อไปได้ ตอนแรกอัศวินดีใจมาก พอรู้ว่างานที่ต้องทำคืออะไร ก็หายดีใจ เพราะเขาจะต้องหาคำตอบให้ได้ว่าผู้หญิงต้องการอะไรแน่ อย่างไรก็ตาม เขาขึ้นเขาลงห้วย ดั้นด้นแสวงหาคำตอบจากทุกแห่งก็ยังไม่ได้คำตอบจนหมดไป 364 วันจึงเดินทางกลับไปถึงปราสาท เพื่อรอรับชะตากรรมต่อไป แต่ระหว่างที่เดินทางผ่านป่าก็เห็นกระท่อมมืดหลังหนึ่งซึ่งมีแม่มดชรา หน้าตาอัปลักษณ์นางหนึ่งอาศัยอยู่ เขาจึงลองเปรยถามแม่มดดูว่า เธอคงไม่ทราบใช่ไหมว่าจริงๆ แล้วผู้หญิงต้องการอะไรแน่ แต่เขาก็ต้องแปลกใจเมื่อแม่มดตอบว่าเธอรู้ ถ้ามีค่าตอบแทนอัศวินจึงบอกว่า ยินดีจ่ายไม่ว่าจะแพงแค่ไหน แม่มดจึงบอกว่าสิ่งที่ผู้หญิงต้องการคือ มีบทบาทในชีวิตของตัวเอง (have a say in their life) อัศวินจึงถามว่าแล้วจะคิดค่าตอบแทนอย่างไร แม่มดบอกอัศวินว่า อัศวินจะต้องแต่งงานกับเธอ

อัศวินจึงเดินทางต่อไปที่ปราสาทเพื่อทูลพระราชินีว่า ผู้หญิงต้องการการตัดสินใจ ในสิ่งที่จะมีผลกระทบต่อพวกเธอ ปรากฏว่าเป็นที่ชื่นชมกันทั่วเมืองเพราะเป็นความจริง อย่างไรก็ตาม อัศวินต้องทำตามภาระผูกพันโดยแต่งงานกับแม่มด ซึ่งนับเป็นประสบการณ์ ร้ายแรงที่สุดในชีวิต เหตุเพราะว่าแม่มดช่างแก่และมีหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัวอะไรเช่นนั้น อีกทั้งยังมีกลิ่นเหม็นอีก แม้กระนั้นอัศวินก็ทนแต่งกับเธอ เมื่อเสร็จจากพิธีและงานเลี้ยง จนกลับเข้าในห้องนอนแล้ว แม่มดบอกอัศวินว่า "พ่ออัศวินจ๋า เธอช่างเป็นสุภาพบุรุษเสียนี่กระไร ฉันจึงมีข้อเสนอให้เธอเลือก 2 อย่างคือ ฉันจะเป็นหญิงสาวสวยในยามกลางวันเพื่อเธอจะได้อวดเพื่อนๆ แล้วกลายเป็นแม่มดหน้าตาน่าเกลียดไว้ให้เธอร่วมเพศด้วยในตอนกลางคืนหรือเป็นแมมดอัปลักษณ์ ตอนกลางวันแล้วกลายเป็นหญิงสาวสวยยามราตรีให้เธอหลับนอนด้วย" อัศวินจึงตอบอย่างชาญฉลาดว่า ทำไมแม่มดไม่ตัดสินใจเลือกเสียเองเล่า แม่มดจึงตอบว่าเมื่ออัศวินให้โอกาสเช่นนี้ เธอจึงเลือกที่จะเป็นหญิงสาวสวยวันละ 24 ชั่วโมงและ 7 วันต่อสัปดาห์

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ 2 อย่างคือ
1. intimacy ไม่ได้หมายถึงการรุกล้ำ (invade) แต่หมายถึงการร่วมตัดสินใจ (joint decision) การทำความเข้าใจเช่นนี้จึงก่อให้เกิดความแตกต่างอย่างมากต่อหญิงและชาย
2. ไม่ว่าหญิงจะมีลักษณะภายนอกสวยงามเพียงใด เธอก็ยังมีความเป็นแม่มดแฝงข้างในอยู่นั่นเอง
บนเตียงนอนนั้น ผู้ชายต้องพบแรงกดดันสูงมากเพราะผู้หญิงมีความคาดหวังสูง และฝ่ายชายต้องอ่านใจออก ต้องรู้ว่าจะตอบสนองอย่างไรให้พอใจ แล้วผู้หญิงยังมีความต้องการ มากเกินเหตุว่าผู้ชายต้องให้อะไรแก่เธอบ้าง ดังนั้นเพศสัมพันธ์สำหรับบางคนจึงเปรียบได้กับกีฬาโอลิมปิค เมื่อทุกคนหวังทำประตูหรือบรรลุเป้าหมายให้ได้ เช่น ผู้หญิงคาดหวังจะได้ชายที่มีองคชาติขนาดใหญ่ สามารถทำงานได้เป็นชั่วโมง สามารถสร้างความอัศจรรย์ได้ตามต้องการ นับเป็นความคาดหวังที่เกินจริงยิ่ง ดิฉันจึงให้คำแนะนำและสร้างองค์ความรู้ให้พวกเขาเข้าใจและเอาชนะความคาดหวังที่สูงเกินเหตุ


ใกล้หมอ : ขอให้อาจารย์พูดถึงประสบการณ์การใช้ไวอากร้าในผู้หญิงบ้าง ?

แพทย์หญิงคิง : ดิฉันเป็นหัวหน้ากลุ่มวิจัยการใช้ไวอากร้าในผู้หญิงที่นครซิดนีย์ เราทำการทดลอง 2 งานคือ ในผู้หญิงวัยก่อนและหลังประจำเดือนหมด ปรากฏว่าน่าสนใจตั้งแต่ต้น โดยการพัฒนาแบบสอบถามเพราะยังไม่เคยมีใครทำมาก่อนเกี่ยวกับสมรรถภาพทางเพศของผู้หญิง ปรากฏว่ายากมากเพราะการได้มาซึ่งการปลุกกำหนัด (arousal) ในผู้ชายนั้นปรากฏชัดเจนจากอาการแสดงต่างๆ ผู้ชายจึงรายงานอาการที่ดีขึ้นได้ดีเกี่ยวกับการตอบสนองทางเพศ เช่น องคชาติแข็งตัวดีขึ้น ทำกิจกรรมทางเพศได้นานขึ้น มีความสุขมากขึ้น ผู้ชายจึงให้การตอบสนองที่วัดได้ แต่ในผู้หญิงนั้นสิ่งแรกที่เราต้องทำคือ หาข้อมูลว่าผู้หญิงรู้สึกอย่างไรจริงๆ ระหว่างการปลุกกำหนัด โดยทำการศึกษาจากคนต่างวัฒนธรรมจากประเทศต่างๆ ทั่วโลกโดยถามผู้หญิงว่า รู้สึกถึงการกระตุ้นทางเพศ (arousal) อย่างไร อย่างเช่นเรารู้ว่าผู้หญิงเริ่มมีความหล่อลื่นเมื่อรู้สึก arouse นับเป็นสิ่งที่เราพอใจจะใช้วัดได้ แต่ความจริงมีว่าความหล่อลื่น (lubrication) เป็นสิ่งตอบสนองการมี arousal ที่ไม่ดีเลย ตัวชี้วัดที่ดีที่สุดกลับเป็นที่เลือดคั่งในช่องคลอด (vulval vasocongestion) ในที่สุดเราก็ได้มาซึ่งศัพท์ที่สะท้อนความรู้สึกของ female arousal คือ ความรู้สึกเจ็บๆ คันๆ, เนื้อเต้น, อบอุ่น (tingling, pulsation, warmth) ซึ่งดิฉันเองเรียนสารภาพตามตรงว่าไม่เคยรู้สึกอย่างที่ว่า

เราถามผู้หญิงเกี่ยวกับอาการเจ็บเวลามีเพศสัมพันธ์ (painful intercourse) ความหล่อลื่น ความสุขใจ (subsective pleasure and sensation)

ผลการวิจัยมีปัญหาทำให้ไม่ได้ผลที่เชื่อถือได้ เพราะมีปัญหาการเลือกผู้เข้าร่วมโครงการตลอดจน criteria ที่จะให้เข้าร่วม เราพบว่าเกี่ยวกับ arousal นั้น ผู้หญิงไม่สามารถบอกความแตกต่าง ระหว่างปัญหาทางความปรารถนา (desire) และการเกิดกำหนัด (arousal)

ตัวแปรก็มากทำให้ประเมินให้เหมาะสมได้ยาก เราจึงปรับปรุงงานวิจัยทั้งสองแล้วเริ่มใหม่ แต่เท่าที่เราทราบนั้นซิลเดนาฟิล (sildenafil) เพียงแต่เสริม (enhance) สิ่งที่ธรรมชาติจัดให้อยู่แล้ว มันไม่สามารถให้ high level of arousal ได้เพราะผู้หญิงอาจจะเริ่มต้นด้วยความวิตกกังวลเสียแต่แรก หรือมีปัญหาในการมุ่งเน้นเฉพาะประเด็น (focus) คือมีความวอกแวก

การวิจัยในผู้หญิงจึงเป็นเพียงระยะเริ่มต้น ในขณะที่การวิจัยในชายทำมานานและทำกันมาก ยกตัวอย่างเช่น เดิมเชื่อว่า VIP (vasointestinal polypeptide) มีความสำคัญกว่า สำหรับการแข็งตัว ของคลิตอริสเมื่อเทียบกับการแข็งตัวขององคชาติฝ่ายชาย แต่จริงๆ แล้วเราอาจจะมุ่งไปที่ polypeptide ผิดตัว


ใกล้หมอ : ผู้ชายต้องสนองทางเพศผ่านสายตาได้ (visual arousal) จึงอยากเรียนถามว่า แล้วผู้หญิงล่ะกระตุ้นได้ง่ายๆ ด้วยอะไร ?

แพทย์หญิงคิง : ผู้ชายจะถูกกระตุ้นทางสายตาได้ง่ายกว่า แต่อย่างไรก็ตาม เรามีเหตุผลที่จะเชื่อว่า เป็นสิ่งที่มาตามสังคม (socialize) มากกว่าจะเป็นสิ่งที่เราเกิดแล้วติดตัวมาเลย มีตัวอย่างจากการวิจัยที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งทำการศึกษาในกลุ่มหญิงชาย โดยให้ดูหนังโป๊ (erotic film) แล้วต่อสายโยงระยางต่างๆ เพื่อติดตามดู การตอบสนองทางเส้นโลหิต (vascular response) เช่น rigdiscan วัดการแข็งตัวขององคชาติผู้ชาย และ photoplatysmograph วัดการไหลของเลือด (blood flow) ในผู้หญิง (มี sensor สอดอยู่ในช่องคลอด) แล้วถามความรู้สึกของแต่ละคน (subjective experience ของ arousal) เช่น คุณรู้สึกอยากแค่ไหน ? (How turn on did you feel) อุปกรณ์ทำอะไรให้คุณบ้าง ? (Did this do anything for you ?) ปรากฏว่า สิ่งที่พบก็น่าสนใจคือ พวกผู้ชายมักจะตอบว่ารู้สึก turn on หรือ turn on มากๆ ซึ่งสัมพันธ์กับการตอบสนอง ที่วัดด้วยกระบวนการทางสรีรวิทยาดังกล่าว แต่ในผู้หญิงมีหลายคนปฏิเสธการ turn on ทั้งๆ ที่อุปกรณ์ที่วัดบ่งชี้ว่ามีการตอบสนองทางเพศ (sexual response) ทั้งนี้คงเป็นการปฏิเสธที่มีพื้นฐาน จากสำนึกทางวัฒนธรรมว่าไม่ใช่สิ่งที่ยอมรับได้ถ้าหากจะบอกว่ารู้สึก turn on ด้วยหนังโป๊

หญิงชายเมื่ออายุมากขึ้น จะมีรูปร่างหน้าตาที่เป็นเสน่ห์น้อยลงในแง่ของการกระตุ้นให้เกิดอารมณ์ทางเพศ โดยรูปร่างของหญิงเอนเอียงมาคล้ายผู้ชายเมื่อแก่ตัวลง เพราะมีไขมันเพิ่มขึ้น ส่วนผู้ชายก็จะคล้ายผู้หญิงมากขึ้น เช่น มีเต้านม sexual arousal ในมุมของการสืบพันธุ์ (reproductive point of view) ในสายตาของผู้ชายคือ fertility, waist to hip ratio (ส่วนโค้งส่วนเว้า) ส่วนผู้หญิงมองหาผู้ชายว่าจะเป็นคนที่ร่วมหัวจมท้าย เพื่อช่วยเลี้ยงลูกต่อไป เพราะทารกมนุษย์ต้องพึ่งพาพ่อแม่นานกว่าสัตว์ชนิดอื่นๆ ผู้หญิงจึงแสวงหาความใกล้ชิด แนบสนิททางอารมณ์ (emotional closeness หรือ intimacy)

โดยสรุปก็คือผู้หญิงก็กระตุ้นทางเพศได้ทางสายตาเช่นกัน

การแต่งงานที่มีความสุขและยั่งยืน (happy and health marriage) ช่วยทำให้สุขภาพของคู่สมรสแต่ละคนดีขึ้น ดังจะเห็นได้จากคู่สมรสที่ยังอยู่ด้วยกันจะมีล้มป่วยและตายน้อยกว่า คนที่เป็นหม้ายจะขี้โรคกว่า

งานวิจัยผู้ชายกว่า 900 คนพบว่า ผู้ชายที่มีเพศสัมพันธ์น้อยกว่าเดือนละครั้ง เมื่อเทียบกับคนที่ทำกิจกรรมทางเพศสัปดาห์ละ 2 ครั้งแล้ว กลุ่มหลังมีอัตราตายต่ำกว่าถึง 50% แม้ในคนที่วินิจฉัยแน่นอนว่าเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดก็ยังมีความเสี่ยงลดลงถึง 68% ถ้ามีเพศสัมพันธ์บ่อยๆ การแต่งงานจึงเป็นเรื่องดีสำหรับสุขภาพผู้ชายที่แต่งงานจะมีอายุยืนกว่าชายโสด (แต่หญิงโสดจะมีอายุยืนกว่าหญิงที่มีคู่ ด้วยเหตุผลที่ว่าหญิงคู่ต้องเผชิญ morbidity จากการตั้งครรภ์ ซึ่งหญิงโสดไม่เจอ)

หญิงชายคู่สมรสที่เดินไปตามบทบาทวิถีด้วยกันจะมีพฤติกรรมมองต่างกัน ผู้หญิงจะใช้วิธีกวาดสายตา (scanning) เมื่อเห็นสาวที่มีอายุน้อยกว่า ผอมกว่า สวยกว่าก็เปรียบกับตนเองแล้วรู้สึกไม่ดี ส่วนผู้ชายเมื่อเห็นผู้หญิงคนเดียวกันในเวลาต่อมา (เขาเห็นทีหลังผู้หญิงเพราะมีมุมมองที่แคบกว่าคือเป็น narrow band) จะมีอากัปกิริยาที่ต่างกันจนเห็นได้ชัด ดังนั้นอย่าเปรียบตัวเองกับผู้หญิงอื่น และไม่ต้องดุแฟนเวลาเขามองหญิงอื่นเพราะคุณเองก็อดมองไม่ได้ เพียงแต่มุมมองต่างกันด้วยสรีรวิทยาทางสารเคมีต่างกัน ผู้ชายนั้นชอบดูอยู่แล้ว แต่ฝ่ายชาย ก็ต้องรู้จักแสดงความชื่นชมคู่ของตนด้วย


(update 14 กุมภาพันธ์ 2002)
[ ที่มา..หนังสือ นิตยสารใกล้หมอปีที่ 25 ฉบับที่ 9 กันยายน 2544 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600