มาที่นี่ ที่เดียว ได้อ่านบทความทางด้านการแพทย์ภาษาไทย
จากเกือบทุกโฮมเพจที่มีใน   INTERNET   ถ้าที่นี่ขัดข้อง ไปที่นี่ก็ได้ครับ
http://i.am/thaidoc    หรือ     http://hey.to/yimyam

ความก้าวหน้าในการวินิจฉัยโรคเอสแอลอี


ข้อมูลจาก มูลนิธิ ด.ญ.(อร) อุรวสี จำเดิม เผด็จศึก และ รองศาสตราจารย์ นายแพทย์กิตติ โตเต็มโชคชัยการ ระบุว่า โรคเอส แอล อี (SLE) หรือโรคลูปัส เป็นโรคแพ้ภูมิชนิดหนึ่งที่มีการดำเนินโรคเรื้อรัง โดยผู้ป่วยมักจะมีความผิดปกติของการทำงานของอวัยวะหลายระบบพร้อม ๆ กัน เนื่องมาจากความผิดปกติ ของภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยเองที่ทำให้เกิดการอักเสบต่ออวัยวะต่าง ๆ เช่น ทำให้เกิดการอักเสบที่ผิวหนัง ผู้ป่วยอาจมีผื่นขึ้น โดยเฉพาะมักขึ้นที่ใบหน้าบริเวณดั้งจมูกและโหนกแก้มที่เรียก ผื่นรูปผีเสื้อ (Butterfly rash หรือ malar rash) มีการอักเสบบริเวณข้อทำให้เกิดอาการปวดข้อ ข้ออักเสบ เกิดการอักเสบที่ไต มีบวมตามขาหรือหน้า เป็นต้น การอักเสบเหล่านี้เกิดจากการที่ร่างกายของผู้ป่วยมีการสร้างภูมิคุ้มกัน ต่อองค์ประกอบของเซลล์ของร่างกาย


ความก้าวหน้าในการวินิจฉัยโรค เอส แอล อี

อาการสำคัญที่นำผู้ป่วยมารับการตรวจรักษา มีหลายอย่าง แต่ที่พบบ่อยได้แก่ อาการปวดข้อ อาการทางผิวหนัง อาการไข้ อ่อนเพลีย น้ำหนักลด บวมขาบวมหน้า สำหรับอาการแสดงทางคลินิกอื่นๆ ที่พบในระหว่างการดำเนินโรคมีแตกต่างกันได้หลายแบบ และเกิดขึ้นได้กับอวัยวะต่างๆ เกือบทุกระบบของร่างกาย แต่จะมีอาการบางอย่างที่พบได้บ่อยกว่าอาการอื่นๆ จึงได้มีการรวบรวมอาการเหล่านี้ตั้งขึ้นเป็นเกณฑ์ ในการวินิจฉัยที่เรียก ARA criteria เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการวินิจฉัยโรคได้อย่างรวดเร็วและถูกต้องแม่นยำยิ่งขึ้น ดังนี้
1. ผื่นที่หน้ารูปปีกผีเสื้อ บริเวณโหนกแก้มสองข้างจมูก (malar rash) โดยเว้นร่องระหว่างจมูกกับริมฝีปาก (nasolabial fold)
2. ผื่น discoid ลักษณะเดียวกับที่พบใน discoid lupus
3. อาการแพ้แดด (photosensitivity)
4. แผลในปาก (oral ulcer)
5. ข้ออักเสบชนิดที่ไม่มีกัดกร่อนของข้อ (nonerosive arthritis)
6. เยื่อหุ้มปอดหรือเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ (serositis)
7. ความผิดปกติทางไต ได้แก่ การมีโปรตีนรั่วออกมาในปัสสาวะมากกว่า 0.5 กรัมต่อวัน หรือเกิน 3 กรัมต่อวัน โดยการตรวจคร่าวๆ
8. ความผิดปกติทางระบบประสาทซึ่งหาสาเหตุไม่ได้ โดยอาจเป็นอาการชัก หรืออาการโรคจิต (psychosis) ก็ได้
9. ความผิดปกติของระบบโลหิตซึ่งอาจเป็นภาวะซีดจากเม็ดเลือดแดงแตก หรือจำนวนเม็ดเลือดขาวต่ำกว่า 4,000/ลบ.มม. (ตรวจพบ 2 ครั้งขึ้นไป) หรือจำนวนเม็ดเลือดขาวชนิดลิมบ์โฟซัยท์ น้อยกว่า 1,500/ลบ.มม. (ตรวจพบ 2 ครั้งขึ้นไป) หรือจำนวนเกล็ดเลือดน้อยกว่า 100,000/ลบ.มม. โดยไม่ได้เป็น ผลจากยา
10. ความผิดปกติทางภูมิคุ้มกันจากการตรวจ เลือดซึ่งได้แก่ การตรวจพบ anti double stranded DNA หรือ anti-Sm antibodies หรือตรวจพบ antiphospholipid antibodies หรือพบผลบวกปลอมของการตรวจทางซีโรโลยี่สำหรับโรคซิฟิลิส
11. การตรวจเลือดเกี่ยวกับโรคแพ้ภูมิพบ antinuclear antibodies (ANA) ให้ผลบวกโดยไม่ได้เป็นผลจากยา

ถ้ามีความผิดปกติตามเกณฑ์ตั้งแต่ 4 ข้อขึ้นไป ผู้ป่วยนั้นจะมีโอกาสเป็นโรคเอส แอล อี ถึงร้อยละ 96% โดยอาการทางคลินิกและการเปลี่ยนแปลงในเลือดดังกล่าวไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นพร้อมกัน ดังนั้นเพื่อให้ได้การวินิจฉัยที่ถูกต้อง การซักประวัติจึงควรถามละเอียดถึงอาการที่เคยมีในอดีตมา และในรายที่สงสัยมากโดยเฉพาะในสตรีวัยเจริญพันธุ์ที่มาด้วยอาการปวดข้อ หรือไข้ไม่ทราบสาเหตุ หรืออาการของโรคแพ้ภูมิตัวเองชนิดใดชนิดหนึ่ง ควรทำการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ โดยเฉพาะการตรวจนับเม็ดเลือด การตรวจปัสสาวะและการตรวจหา ANA ด้วยเสมอ

ผู้ป่วยหญิงอายุน้อยที่มาด้วยอาการไข้ปวดข้อ และผื่นรูปผีเสื้อบนใบหน้ามักไม่ค่อยมีปัญหา ในการให้การวินิจฉัยโรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าการตรวจทางห้องปฏิบัติการพบความผิดปกติของการตรวจเลือด และการตรวจปัสสาวะ และความผิดปกติทางภูมิคุ้มกันดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้น แต่มีผู้ป่วยหลายราย ที่อาจมาด้วยอาการของอวัยวะระบบเดียว เช่น มีอาการข้ออักเสบอย่างเดียว ทำให้แพทย์วินิจฉัย เป็นโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ หรือมีแต่อาการเลือดออกง่ายจากปัญหาเกล็ดเลือดต่ำเพียงอย่างเดียว ทำให้แพทย์วินิจฉัยเป็นโรค Idiopathic Thrombocytopenic Purpura (ITP) ตลอดจนผู้ป่วย ที่มาด้วยอาการก้ำกึ่งของโรคที่เกี่ยวกับเนื้อเยื่อเกี่ยวพันหลาย ๆ โรค อาการนำเหล่านี้อาจ คงอยู่เป็นเดือนหรือปีก่อนที่จะแสดงอาการของโรคเอส แอล อี ออกมาอย่างชัดเจน ในกรณีเช่นนี้ต้องอาศัยประสบการณ์ของแพทย์ผู้ทำการวินิจฉัย การตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ และการติดตามอาการของโรค ไปเรื่อย ๆ โดยระยะเวลาตั้งแต่เริ่มมีอาการจนวินิจฉัยได้ว่าเป็นโรคเอส แอล อี จะเฉลี่ยประมาณ 2.1 ปี


การดำเนินโรค

โรคเอส แอล อี เป็นโรคเรื้อรังที่มีการดำเนิน โรคไม่แน่นอน โดยอาจดีขึ้นหรือทรุดลงสลับกันไป ความรุนแรงของโรคอาจเล็กน้อยหรือเป็นมากจนเสียชีวิต ความอยู่รอดของผู้ป่วยขึ้นอยู่กับว่า มีอาการของอวัยวะระบบใดเข้ามาเกี่ยวข้อง ยังไม่มีการตรวจพบที่จะใช้บ่งชี้ได้ชัดเจนว่าผู้ป่วยรายใด จะมีอาการของระบบใด และโรคจะกำเริบขึ้นเมื่อใด อย่างไรก็ดีมีปัจจัยหลายประการที่เรารู้ว่า อาจเป็นตัวกระตุ้นให้โรคกำเริบได้ เช่น แสงแดด ความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ การติดเชื้อ และการไม่ได้รับประทาน ยาหรือการหยุดยาเร็วเกินไป เป็นต้น ซึ่งถ้าสามารถหลีกเลี่ยงการกำเริบของโรคได้ ก็จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดอาการในอวัยวะสำคัญ ซึ่งจะมีผลอย่างมากต่ออัตราการอยู่รอด นอกจากนี้โรคนี้ยังมีโอกาสสงบเองได้ ในช่วงที่โรคสงบผู้ป่วยอาจไม่มีอาการเลย หรือมีอาการเพียงเล็กน้อย เช่นมีอาการฝืดตึงตามข้อในตอนเช้า เจ็บหน้าอก หรือยังมีผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการที่ผิดปกติ เช่น จำนวนเม็ดเลือดขาวต่ำ ESR สูงหรือตรวจพบ ANA เป็นต้น อาการสงบของโรคอาจอยู่ได้เป็นปี โดยไม่ต้องได้รับการรักษา ผู้ป่วยที่โรคสงบได้เองพบได้ประมาณร้อยละ 2-10 การพยากรณ์โรคและปัจจัยที่มีผลต่อการพยากรณ์โรค

ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมานี้ อัตราการอยู่รอดของผู้ป่วยโรค เอส แอล อี ดีขึ้นมากจากประมาณร้อยละ 16 ที่จะอยู่ได้เกิน 3 ปี ในช่วงปี พ.ศ. 2493-2498 มาเป็นร้อยละ 40 หลังจากที่มีการนำยาสเตียรอยด์ มาใช้รักษาโรคในช่วงปี พ.ศ. 2499-2505 และเป็นร้อยละ 87 ในช่วงปี พ.ศ. 2506-2516 จากการที่มียาปฏิชีวนะ ยาลดความดัน และประสิทธิ ภาพในการดูแลผู้ป่วยไตวาย จากการสำรวจล่า สุดโดย Reveille และคณะในปี พ.ศ. 2533 พบ ผู้ป่วยโรค เอส แอล อี มีชีวิตยืนยาวยิ่งขึ้นไปอีก โดยร้อยละ 89 จะอยู่ได้เกิน 5 ปี และพบว่าอาการตามระบบที่ทำให้ผู้ป่วยมีอัตราตายสูงได้แก่ อาการทางไต ทางระบบประสาท จำนวนเกล็ดเลือดต่ำ ซีดและความดันโลหิตสูง นอกจากนี้ตัวแปรอื่นที่อาจมีผลต่อการพยากรณ์โรค เอส แอล อี ได้แก่ ประสบการณ์ของผู้ให้การรักษาและความพร้อมของเครื่องมือ อายุที่เกิดโรค ถ้าน้อยกว่า 30 ปี การพยากรณ์โรคจะเลวกว่าผู้ป่วยที่เกิดโรคเมื่ออายุมากกว่า 50 ปี เชื้อชาติเมื่อเปรียบเทียบกันพบว่า อัตราตายในผู้ป่วยผิวดำ ผิวเหลือง และผิวขาวจะเป็น 8.4, 6.8 และ 2.8 ต่อล้านคนตามลำดับ และเพศชายจะมีอาการจะค่อนข้างหนักกว่าเพศหญิง เป็นต้น การติดเชื้อก็เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญอีก อันหนึ่งที่ทำให้อัตราการอยู่รอดของผู้ป่วยโรคเอส แอล อี น้อยลง

สาเหตุการตายของผู้ป่วยโรค เอส แอล อี มีแตกต่างกันไปในแต่ละรายงาน แต่พอจะสรุปได้ว่า ผู้ป่วยที่ตายภายใน 5 ปีแรก หลังจากเริ่มมีอาการมักจะมีสาเหตุมาจากการกำเริบของโรคเอง โดยเฉพาะที่ไตและระบบประสาท รองลงมาคือตายจากการติดเชื้อ ส่วนผู้ป่วยที่ตายในปีหลังๆ เมื่อมีอาการมานานเกิน 5 ปี แล้วมักตายจากโรคหัวใจและหลอดเลือด เช่น กล้ามเนื้อหัวใจตายจากเส้นเลือดหัวใจอุดตัน.


(update 13 มีนาคม 2002)
[ ที่มา... หนังสือพิมพ์เดลินิวส์  วันอาทิตย์ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2545 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB[ hey.to/yimyam ][ i.am/thaidoc ]
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600