ถาม - คำจำกัดความของคำว่า "โรคอัมพาต"
ตอบ - คำว่าอัมพาต ในภาษาชาวบ้าน ก็หมายถึง โรคหลอดเลือดสมองซึ่งทำให้ผู้ป่วยมีอาการผิดปกติ
ในระบบประสาทอย่างฉับพลัน โดยความหมายทั่วไปก็จะหมายถึง แขนขาซีกใดซีกหนึ่งอ่อนแรงไปหรือเดินไม่ได้
ถาม - อัมพาต และอัมพฤกษ์ เป็นโรคชนิดเดี่ยวกันหรือไม่
ตอบ - อัมพาตมักจะเป็นมาก และอัมพฤกษ์จะเป็นน้อยกว่า ในภาษาแพทย์โรคหลอดเลือดสมองจะมีหลายแบบ
ซึ่งพูดง่าย ๆ ก็คือ หลอดเลือดสมองอาจตีบหรืออุดตันหรืออาจจะแตก ซึ่งแต่ละชนิดจะทำให้เกิดอาการทางระบบประสาทได้
ซึ่งบางทีอาการอาจคล้าย ๆ กัน
ถาม - อัมพาต มีกี่ลักษณะ
ตอบ - ก็จะเกิดขึ้นจากหลอดเลือดสมองที่ตีบ อุดตัน และแตก
ถาม - ลักษณะอาการที่ผิดปกติของผู้ป่วยเป็นอมพาตที่มีหลอดเลือดในสมองตีบ
จะมีลักษณะอาการผิดปกติอย่างไร
ตอบ - ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีลักษณะแขนขาอ่อนแรงซีกใดซีกหนึ่ง และจะทำให้เดินไม่ได้ รู้สึกชา
บางรายจะเดินเซ บางรายจะมีอาการปวดหัว อาเจียน หรือพูดจาสับสน โดยสรุป ก็คือ ลักษณะที่จะบ่งชี้ว่าจะเป็นอัมพาต
ก็คือ อาการจะเกิดขึ้นแบบทันทีทันใด ไม่ใช่ค่อยเป็นค่อยไป ใช้เวลานานเป็นชั่วโมง ไม่ใช่เป็นวันเป็นเดือน
ถาม - นอกจากนี้จะมีโรคอื่น ๆ นำมาก่อนหรือไม่
ตอบ - ก็มีโรคหลายโรคที่เป็นปัจจัยเสี่ยงของอัมพาต ยกตัวอย่างเช่น โรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน
ไขมันในเลือดสูง หรือการสูบบุหรี่ อ้วนเกินไป การใช้ชีวิตที่ไม่ได้ออกกำลังกายเลย นั่งทำงานหรือนั่งโต๊ะอย่างเดียว
ถาม - ในปัจจุบันมีผู้ป่วยมากน้อยเพียงใด
และจะเกิดขึ้นเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุเท่านั้นหรือไม่
ตอบ - จริง ๆ โรคนี้เป็นได้ตั้งแต่วัยกลางคน ถ้ามองดูในคนอายุน้อยก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง เช่น
เกิดจากโรคหัวใจบางชนิดที่มีเส้นเลือดหลุดไปอุดหลอดเลือดสมอง ก็เลยทำให้เกิดอัมพาต แต่พบส่วนน้อย
ส่วนใหญ่ถ้ามองในแง่ของปัจจัยเสี่ยงที่ได้พูดไปข้างต้น จะเป็นโรคของคนวัยกลางคน
และมักจะเป็นในผู้ชายได้เร็วกว่าในผู้หญิง ในผู้หญิงจะพบในผู้ที่มีอายุมากกว่าผู้ชาย
ถาม - ความแตกต่างของโรคที่เป็นเร็ว
เป็นช้าของผู้หญิงหรือผู้ชายเกิดขึ้นจากอะไร
ตอบ - เข้าใจว่าจะเกิดจากอิทธิพลของฮอร์โมนที่เกี่ยวกับเพศ เช่น ฮอร์โมนเพศหญิงเอสโตนเจน
ที่มีผลต่อเรื่องไขมันในเลือด หรือโรคหลอดเลือดต่าง ๆ
ถาม - ความก้าวหน้าของวิธีการรักษาในปัจจุบันเป็นอย่างไรบ้าง
ตอบ - การรักษาของโรคเส้นเลือดสมองตีบ การรักษาในปัจจุบันก็คือ มีหลัก ต้องรับมารักษาให้เร็วที่สุด ดังนั้น
เมื่อไหร่เริ่มมีอาการชวนให้สงสัยว่าจะเป็นอัมพฤกษ์, อัมพาต จะต้องรับมาโรงพยาบาล ถ้ามาได้เร็วได้เวลาเป็นชั่วโมงยิ่งดี
ก็อาจจะมียาบางอย่างจะช่วยได้ ยกตัวอย่าง คือ ยาที่ละลายลิ่มเลือด การให้ยาแอสโพริน
เพื่อป้องกันไม่ให้หลอดเลือดตีบมากขึ้น แล้วทำให้เกิดอาการมากขึ้น อันนี้มีการศึกษาชัดเจนว่า
ยิ่งให้เร็วเท่าไหร่ยิ่งดี แต่ถ้าเป็นหลอดเลือดอุดตันบางครั้งก็จะต้องให้ยาละลายลิ่มเลือดเพื่อป้องกันไม่ให้มันเป็นซ้ำอีก
แต่ถ้าหลอดเลือดแตก ก็จะเป็นการรักษาแบบประคับประคอง ดูอาการกันไป และต้องระวังไม่ให้เกิดโรคแทรกซ้อนตามมา
ถาม - นอกจากนี้จะมีการรักษาวิธีอื่นๆ
ร่วมด้วยอีกหรือไม่ กรณีที่ผู้ป่วยมีอาการรุนแรง
ตอบ - คือหลังจากที่อาการของผู้ป่วยคงที่ไม่เป็นมากขึ้น เราก็เริ่มพิจารณาถึงการรักษา
เพื่อป้องกันโรคแทรกซ้อน เช่น การพลิกตัว การป้องกันโรค ปอดบวม โรคติดเชื้ออื่นๆ
หรือการดูแลเรื่องดุลน้ำ ดุลเกลือแร่ในร่างกาย และหลังจากนั้น ก็จะพิจารณาเรื่อง
การทำกายภาพบำบัดเพื่อการฟื้นฟูในคนไข้สภาพกลับมาดีขึ้น
ถาม - ขั้นตอนในการรักษาต้องใช้เวลามากน้อยแค่ไหน
ตอบ - แล้วแต่สถานการณ์ ก็คือ ถ้าเป็นบ่อยก็จะดีขึ้นเร็วอาจจะไม่จำเป็นต้องทำกายภาพบำบัดยาวนานมากนัก
แต่ถ้าบางรายที่เป็นมากก็อาจจะจำเป็นต้องทำสักระยะหนึ่ง บางทีอาจจะเป็นเดือน ถ้าพูดถึงการรักษาระยาว
ถ้าเมื่อไหร่ที่เป็นอัมพาตแล้วเรามักจะรักษาไปตลอดชีวิต เพราะว่ามันมี ความเสี่ยงที่จะกลับมาเป็นอีกได้
ถ้าเคยเป็นมาหนหนึ่งแล้ว ก็อาจจะเป็นอีกได้ เพราะฉะนั้น ถ้าเคยเป็นมาครั้งหนึ่งแล้ว
ก็จะต้องรักษาต่อเนื่องไปตลอดชีวิต
ถาม - ก็หมายความว่า
เราไม่สามารถจะไปรักษาอัมพาตให้หายขาดได้ใช่หรือไม่
ตอบ - ถ้าเส้นเลือดที่มันตีบไปแล้ว เราจะต้องรักษาเพื่อควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่พูดไปข้างต้น
ว่าป้องกันไม่ให้มันตีบมากขึ้น หรือว่าเกิดอัมพฤกษ์ อัมพาตซ้ำอีก
ถาม - โรคแทรกซ้อนอะไรบ้างที่มักพบว่าจะเกิดร่วมกับการเป็นอัมพาต
ตอบ - ในขณะที่เป็นอัมพฤกษ์, อัมพาต โรคแทรกซ้อนที่เจอบ่อยๆ ก็คือ โรคติดเชื้อ
คนไข้ที่นอนนานๆ ก็อาจจะมีโอกาสเป็นปอดบวม ปอดอักเสบ หรือติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ
ในขณะเดียวกันการที่นอนนานๆ ไม่ได้พลิกตัวอย่างถูกต้องก็จะมีโอกาสเกิดแผลกดทับ
และมีการติดเชื้อตามมา
ถาม - วิธีการดูแลผู้ป่วยที่เป็นอัมพาต
ผู้ใกล้ชิดจะมีวิธีการดูแลอย่างไรบ้าง
ตอบ - ถ้าคนไข้ช่วยตัวเองได้น้อย ไม่สามารถจะลุกขึ้นมานั่งได้เอง เราก็คงจะต้องช่วยเหลือพอสมควร
การช่วยเหลือก็ทำได้ตั้งแต่ การพลิกตัวทุกๆ 2 ชั่วโมง ฝึกทำกายภาพบำบัดสำหรับญาติ ก็คือ
ญาติจะต้องมาเรียนรู้วิธีการทำกายภาพบำบัดจากนักกายภาพบำบัดที่โรงพยาบาล เพื่อนำกลับไปทำต่อที่บ้านได้
และจะต้องพยายามให้คนไข้ช่วยตนเองให้มากเท่าที่จะทำได้ สมมุติว่า พอจะกินข้าวเองได้
ใช้มือข้างที่ยังดีอยู่ช่วยตัวเองได้ ก็พยายามให้ทำ เพื่อให้คนไข้มีความมั่นใจตัวเองมากขึ้นด้วยว่า
ผู้ป่วยยังมีความสามารถอยู่ ไม่ใช่หมดความสามารถแล้ว และเราก็เจอบ่อยว่าคนไข้ที่เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต
จะมีโรคซึมเศร้าตามมาได้มาก เพราะฉะนั้นถ้าไม่ได้ช่วยตนเองได้ ญาติไม่ได้ดูแลใกล้ชิด
ก็จะยังมีปัญหานี้ตามมา แทนที่จะฟื้นตัวได้ทั้ง ๆ ที่แข็งแรงขึ้นแล้ว แต่ทางใจไม่แข็งแรง ก็จะแย่ลง
ถาม - ผู้ป่วยที่ไดรับการรักษาอย่างถูกต้องจะสามารถปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ
ได้เหมือนเดิมหรือไม่
ตอบ - เรื่องของอัมพาต อัมพฤกษ์ นั้นมีหลายระดับ คนที่เป็นน้อยก็สามารถที่จะกลับมาเดินเป็นได้เหมือนเดิม
ส่วนคนที่เป็นมาก อาจจะใช้มือข้างหนึ่งไม่ถนัด อย่างน้อยเป้าหมายของเราฝึกให้เขาใช้มืออีกข้างหนึ่งมาทดแทนได้
สมมุติว่าเป็นมือขวาอาจจะใช้มือซ้ายตักข้าวเข้าปาก ล้างหน้า แปรงฟันหรือทำกิจกรรมใดๆ ของตัวเองได้ นั่นคือ
เป้าหมายที่ต้องการ เราไม่สามารถทำให้แขนขาที่อ่อนแรงไปแล้ว กลับมาดีได้เหมือนเดิม 100%
แต่อย่างน้อยเราก็จะพยายามให้ผู้ป่วยช่วยตนเอง ก็คือใช้สิ่งที่มีอยู่มาชดเชย
ถาม - อันตรายของโรคอัมพาตมีมากน้อยเพียงใด
ตอบ - ถ้าโรคอัมพาตหรือโรคหลอดเลือดสมองนั้น เกิดจากหลอดเลือดสมองแตก
โอกาสที่ผู้ป่วยจะเสียชีวิตในช่วง 1 เดือนแรกจะมีสูง อาจจะถึง 40% ซึ่งเยอะมาก
แต่ถ้าเป็นประเภทของหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน โอกาสที่จะเสียชีวิตก็จะน้อยลง
แต่ความพิการก็จะมากขึ้น
ถาม - จะป้องกันการเกิดอัมพาตได้อย่างไร
ตอบ - สำหรับเรื่องของอัมพฤกษ์ อัมพาต การป้องกันคือเป็นหัวใจของเรื่อง เพราะว่าถ้าเป็นแล้ว
ก็จะเกิดความพิการหรือเสียชีวิต เพราะฉะนั้น การป้องกัน สามารถทำได้ง่ายๆ ก็คือ ต้องเริ่มต้นตั้งแต่วัยที่ยังไม่สูงอายุ
การดูแลป้องกันตัวเองไม่ให้เป็น ก็คือ ต้องค้นหาปัจจัยเสี่ยงว่าตนเองมีปัจจัยเสี่ยงที่จะเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต หรือไม่
ปัจจัยเสี่ยงที่ว่าจะค้นได้อย่างไร บางครั้งไม่มีอาการก็ต้องไปตรวจสุขภาพประจำปี เช่น วัดความดัน เจาะเลือด
เช็คดูเบาหวาน ไขมันในเลือด ถ้าใครที่สูบบุหรี่ต้องงดบุหรี่ ถ้าเจอว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน
ไขมันในเลือดก็ต้องรีบรักษา ควบคุมให้ดี ช่วยลดความเสี่ยงที่จะเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตได้
ถ้าใครรู้ตัวว่าอ้วนจะต้องลดความอ้วน ใครที่ไม่ออกกำลังกาย ก็ต้องออกกำลังกาย ก็จะช่วยได้มาก
ถาม - ข้อแนะนำในช่วงท้ายรายการ
ตอบ - ขอให้ท่านผู้ฟังสนใจตัวเองตั้งแต่วัยที่ยังไม่ถึงวัยผู้สูงอายุ และมองหาว่าอะไรเป็นปัจจัยเสี่ยงต่างๆ
ของโรคอัมพฤกษ์, อัมพาต ดังที่กล่าวไปข้างต้น ดังนั้นการตรวจสุขภาพประจำปีก็มีความสำคัญ
แม้กระทั่งการไปพบแพทย์ด้วยอาการเจ็บป่วยอื่นๆ เช่น ไข้หวัด ถ้าจะให้หมอวัดความดันให้ก็จะเป็นการดี
ถ้าบังเอิญพบว่าเป็นความดันโลหิตสูงก็รีบรักษาก็จะช่วยป้องกันการเกิดอัมพฤกษ์, อัมพาตได้
(update 20 กันยายน 2000)
|