การสอนลูกรักให้รู้เท่าทัน รู้จักพิจารณาว่าอะไรดีอะไรไม่ดี เป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง
ก็แหม
รู้ๆ กันอยู่นี่คะว่าแค่โฆษณาในโทรทัศน์ก็มีตั้งมากมายที่ดีแต่ชวนเชื่อ
โดยเฉพาะบรรดาของกินของหนูๆ ที่ไม่ค่อยจะดีต่อสุขภาพของวัยเยาว์สักเท่าไร
เริ่มเห็นด้วยแล้วใช่ไหมล่ะว่า เรื่องนี้ไม่สอนลูกไม่ได้แล้ว
จากข้อมูลที่รามิลสืบทราบมานั้น น่าตกใจมากค่ะ คุณพ่อคุณแม่ทราบไหมคะว่า
ค่าใช้จ่ายของเด็กไทยที่หมดไปกับค่าขนมรายวันน่ะ วันๆ หนึ่งเด็กไทยใช้เงินค่าขนมเฉลี่ยประมาณคนละ 20 บาทต่อวัน
คิดดูสิคะสมมติว่าโรงเรียนมีเด็กสัก 4,000 คน จำนวนเงินที่เสียไปกับค่าขนมก็ตกอยู่ที่ 80,000 บาทเข้าไปแล้ว
โอ้โห
ตั้งมากมายเชียวค่ะ
นอกจากจะสิ้นเปลืองเงินแล้ว ยังบั่นทอนสุขภาพที่ดีของลูกไปอีก เพราะขนมส่วนใหญ่ที่เด็กๆ นิยมบริโภค
ล้วนแล้วแต่ให้โทษมากกว่าประโยชน์แทบทั้งสิ้น ซึ่งแบ่งได้หลักๆ 3 ชนิดด้วยกันคือ ลูกอม น้ำอัดลม
และขนมกรุบกรอบ โดยโทษของมันก็เห็นได้ง่ายๆ อยู่แล้ว เช่น ลูกอมทำให้เด็กฟันผุ เด็กติดของหวานทำให้เป็นโรคอ้วนได้
น้ำอัดลมก็เช่นกัน มิหนำซ้ำถ้าดื่มมากๆ ก็ทำให้กระดูกพรุนได้ด้วยนะคะ มีผู้ทดลองแช่ชิ้นฟันในน้ำอัดลม
พบว่าเพียง 5 นาทีผิวฟันก็ถูกกัดกร่อนแล้ว สำหรับบรรดาขนมกรุบกรอบก็ไม่แพ้กันค่ะ
บางชนิดมีปริมาณส่วนผสมจำพวกเกลือโซเดียมและผงชูรสสูง ซึ่งถ้ากินมากๆ จะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคไตได้ค่ะ
ข้อมูลเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ได้รับการพิสูจน์มาแล้วทั้งนั้น แล้วคราวนี้คุณพ่อคุณแม่จะช่วยลูกๆ อย่างไรกันดี
ให้พ้นภัยจากขนมเหล่านี้ ยิ่งโฆษณาสมัยนี้มีเทคนิคจูงใจเด็กมากมาย ทั้งทางโทรทัศน์ที่มีให้เห็นเป็นประจำ
ยิ่งในรายการเด็กหรือการ์ตูน โฆษณาขนมล้วนแล้วแต่น่ากินทั้งสิ้น แถมยังมีของล่อใจ เช่น สติ๊กเกอร์ที่สะสมแล้วได้ของเล่น
หรือ เกมเพลย์สเตชั่น ตุ๊กตุ่นตุ๊กตาต่างๆ บางทีมีลุ้นเปิดกล่องมาอาจจะได้ของเล่นที่แต่ละกล่องต่างกันไป
ยากที่คุณพ่อคุณแม่จะต่อสู้กับวิธีจูงใจเหล่านี้ได้ค่ะ
รามิลมีโอกาสได้ชมละครเร่ของ "มายา" เรื่อง "เด็กไทยรู้ทัน" มาค่ะ ซึ่งเป็นโครงการรณรงค์
ให้เด็กไทยรู้ทันสื่อโฆษณา เขามีวิธีดีๆ มาปลุกใจเด็กเยอะเลย เนื้อหาในละครจะกล่าวถึงโทษของขนมต่างๆ
โดยใช้หลักจิตวิทยามาโน้มน้าวใจเด็กให้กลัวผลเสียจากขนมเหล่านั้น ทั้งนี้ยังสอนใจให้เด็กรู้สึกเสียดายเงิน
ที่หมดไปกับค่าขนม แถมให้เด็กสงสารพ่อแม่ที่ต้องลำบากหาเงินมาให้ด้วย โดยที่เด็กๆ ซึมซับเรื่องราว
คำสอนต่างๆ เข้าไปโดยไม่รู้ตัวเลยทีเดียว เพราะละครแฝงด้วยความสนุกชวนติดตาม
จากละคร เด็กๆ ตั้งแต่วัยอนุบาลถึงประถมจะได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมให้รู้ทันสื่อตลอด
และมีการวัดผลหลังละครจบด้วย อย่างเมื่อถามเด็กอนุบาลคนหนึ่งว่า หนูจะมีส่วนร่วมยังไงกับการแก้ไขปัญหาขนม
เขาตอบว่า "หนูจะกินส้มมากๆ" เห็นไหมคะ เด็กเขาก็สามารถเข้าใจได้ในแบบเด็กๆ
และมีวิธีการตามความคิดของเขาได้
คุณพ่อคุณแม่ลองดูสิคะ อาจจะแต่งนิทานสักเรื่องหนึ่งเล่าให้ลูกฟังถึงโทษของสิ่งเหล่านี้
แล้วก็ตั้งคำถามต่างๆ ไปด้วยระหว่างเรื่อง ให้ลูกได้มีการโต้แย้ง และเราก็แก้ไขข้อโต้แย้งของเขาด้วยความสนุก
ตึงเรื่องราวให้ตลก ตื่นเต้น ชวนติดตาม และให้สมจริงด้วยก็ได้ เช่น อาจจะยกตัวอย่างประสบการณ์ของคุณ
หรือสมมติขึ้นว่าเป็นเรื่องของคุณตอนเด็ก แล้วก็บอกถึงโทษของขนม รับรองว่าลูกๆ จะคิดตามแล้วจะคล้อยตามคุณได้ไม่ยาก
แต่ถ้าคิดเรื่องไม่ออกลองติดต่อขอบทละครเรื่อง "เด็กไทยรู้ทัน" จากสถาบันศิลปวัฒนธรรมเพื่อการพัฒนา (มายา)
มาอ่านให้ลูกฟังก็ได้ ในนั้นมีทั้งเรื่องราวสนุกๆ แฝงสาระและตัวอย่างคำถามให้คุณพ่อคุณแม่ด้วยสอบถาม
ไปที่หมายเลขโทรศัพท์ 0 2931 8791-2 ได้เลยนะคะ
อีกอย่างคุณพ่อคุณแม่ต้องพยายามลดช่วงเวลาที่ลูกดูทีวีลง ลูกจะได้ลดการดูโฆษณาไปด้วย
อาจจะหากิจกรรมต่างๆ มาทำร่วมกันแทน เช่น เลี้ยงสัตว์ ไปเที่ยว ช่วยกันทำอาหาร
ที่สำคัญ คุณพ่อคุณแม่ต้องไม่กินของเหล่านั้นให้ลูกเห็น เพราะจะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีค่ะ
หันมากินขนมไทยๆ พวกบัวลอย ขนมครก ขนมเบื้อง โอ๊ย
สารพัดจะมี แต่ละอย่างล้วนมีประโยชน์และอร่อยทั้งนั้น
อาจลองทำขนมกันเองกับลูกทุกวันอาทิตย์ก็ได้ ลองหัดทำขนมไทยๆ กันอาทิตย์ละชนิด ตั้งแต่เลือกซื้อส่วนผสม
เตรียมข้าวของ อุปกรณ์ ขั้นตอนการทำ การเก็บล้าง และกินขนมที่ทำจากฝีมือตัวเองร่วมกัน
ให้ลูกได้มีส่วนร่วมตลอดทุกขั้นตอน เขาจะได้สนุกกับการทำขนมแถมไม่ต้องเอาเวลาว่างไปดูการ์ตูนอีกต่างหาก
สำหรับน้ำอัดลมที่เด็กๆ โปรดปรานเป็นนักหนา รามิลว่าน้ำผลไม้ที่คั้นสดๆ หรือน้ำผลไม้ปั่นอร่อยกว่าเป็นไหนๆ
ลองหาซื้อหรือทำให้ลูกดื่มสิคะ ตัวเราก็ดื่มด้วย เวลาไปเที่ยวไหนแทนที่จะซื้อน้ำอัดลม ก็เปลี่ยนเป็นน้ำผลไม้
ไม่นานเด็กๆ เขาก็จะหันมาชอบเองนั่นแหละ เพราะน้ำผลไม้มีหลากหลายรสกว่าตั้งเยอะ
แถมสีสันตามธรรมชาตินั้นก็หอมหวานน่าดื่มอยู่แล้ว
เงินค่าขนมลูกก็ไม่ต้องให้เยอะเกินหรอกค่ะ โรงเรียนส่วนใหญ่จะมีอาหารกลางวันและอาหรว่างให้อยู่แล้ว
คุณอาจจะให้ลูกติดตัวแค่วันละ 5 บาท 10 บาทก็พอ หรือไม่จำเป็นก็อย่าให้เลยจะยิ่งดี
เด็กอนุบาลตัวนิดเดียวให้เงินมากมายจะฝึกให้ลูกเป็นคนฟุ่มเฟือยเสียเปล่าๆ
ร่ายมาซะยาวเหยียด จะมีคุณพ่อคุณแม่คนไหนคล้อยตามรามิลบ้างไหมนะ
รามิลโฆษณาชวนเชื่อไม่ค่อยเก่งเหมือนพวกสื่อปัจจุบันเสียด้วยสิ แต่ถ้ามีคนไหนเชื่อรามิลนะ
รับรองว่าลูกของคุณจะเป็นเด็กที่มีคุณภาพขึ้นแน่ ทั้งฉลาด รู้เท่าทัน และมีสุขภาพดีด้วยค่ะ
อย่าลืมปลูกฝังนิสัยรู้ทันให้ลูกตั้งแต่วันนี้นะคะ
(update 25 ตุลาคม 2003)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 21 ฉบับที่ 241 กุมภาพันธ์ 2546 ]
|