โอบอุ่น


ชีวิตที่มีความสุข ย่อมเป็นชีวิตที่มนุษย์ทุกผู้ทุกคนต่างแสวงหาไขว่คว้ามาเป็นของตัวเองแทบทั้งนั้น
แต่ความเข้าใจในความสุขของแต่ละคนก็ปะปนและแปลกแยกแตกต่างกันออกไปไม่เหมือนกัน
บางคนมีความเข้าใจว่าความสุขอยู่ที่มีคนรักเราเยอะๆ
บางคนเข้าใจว่าความสุข คือการขลุกอยู่กับบางสิ่งบางอย่างที่ตนเองชอบ
บางคนเข้าใจว่าความสุขอยู่ที่มีเงินทองมากๆ มีรถยนต์คันหรูๆ มีบ้านอยู่แบบคฤหาสน์
บางคนอาจเข้าใจเอาเองว่าความสุขอยู่ที่ได้ไปแสวงหาความบันเทิงร่าเริงใจในสถานที่เที่ยวต่างๆ

แต่เมื่อคิดทบทวนไปๆ มาๆ หลายๆ รอบแล้ว ร้อยทั้งร้อยมักเห็นคล้อยตามไปในทางเดียวกันว่า ความสุขน่าจะอยู่ที่บ้าน
ไม่ว่าจะเป็นบ้านที่เป็นอาคารหลังใหญ่โต หรือ บ้านไม้โกโรโกโสในสลัม ต่างก็สามารถทำให้เป็นบ้านที่มีความสุขได้ไม่แตกต่างกัน
หรืออาจจะทำให้เป็นบ้านที่มีความทุกข์ได้ไม่แตกต่างกันเช่นกัน
เพราะบ้านไม่ว่าจะเป็นบ้านไม้เก่าๆ หรืออาคารเริ่ดหรู จะสามารถอยู่อย่างมีความสุขได้นั้น ย่อมขึ้นอยู่กับ คนที่อยู่
ถ้าคนที่อยู่ทำให้บ้านน่าอยู่ บ้านก็จะน่าอยู่ แต่ถ้าทำให้ไม่น่าอยู่ ถึงอยากจะอยู่อย่างไรก็ไม่น่าอยู่อยู่ดี บ้านจะเป็นบ้านที่สุขหรือทุกข์ก็อยู่ที่คน คนที่มักชอบพร่ำบ่นหาชีวิตที่มีความสุข

หลายคนมักพร่ำบ่น แต่ไม่เคย ค้นหา ว่าชีวิตที่มีความสุขนั้นอยู่ที่ไหน
ในความจริงแล้ว ชีวิตจะมีความสุขมักขลุกขลิกอยู่ในตัวเรานั้นเอง
ขึ้นอยู่กับว่าเราจะรู้จัก บรรเลงเพลงชีวิตให้จิตได้สัมผัสความสุขหรือทุกข์
การจัดการให้ชีวิตมีความสุขง่ายๆ ภายในบ้าน คือ การจัดการที่ไม่ต้องลงทุนลงแรงอะไรมากมาย แต่ผลตอบแทนที่ได้รับคณานับเกินกว่าจะนับได้

ใครเคยลองคิดกันหรือไม่ว่า การสัมผัสกันทางกาย จะสร้าง ความสุขกายสุขใจ ให้กับผู้สัมผัสและผู้ถูกสัมผัสอย่างมหาศาล
โดยเฉพาะการสัมผัสกันของสมาชิกในครอบครัวระหว่างสามีภรรยา ย่อมเป็นการแสดงออกของความรู้สึกลึกๆ ภายในจิตใจที่คนสองคนมอบให้แก่กัน
การสัมผัสกันระหว่างสามีภรรยาไม่ได้หมายถึงการส่อเจตนาไปถึงเรื่องเพศสัมพันธ์เท่านั้น
ความรักความผูกพันของคนสองคนที่มีต่อกันมีความสำคัญมากกว่าเพศสัมพันธ์หลายเท่า
เมื่อคนสองคนที่เป็นสามีภรรยาหา เวลา และ โอกาส ที่เหมาะสม เพื่อสัมผัสซึ่งกันและกันอันแสดงออกถึง ความรักความผูกพัน ย่อมเท่ากับสร้าง สวนสวรรค์ ไว้กล่อมจิตใจให้ ระเริงสุข อยู่ทุกทิวาราตรี

การจับมือกัน จูงข้ามถนนหรือจูงมือกันเดินบนเส้นทางที่กันดาร
การเกี่ยวก้อย เดินทอดน่องไปบนช่องทางเดินที่ชวนเดิน ย่อมทำให้ชีวิตเพลิดเพลินไม่น้อย การค่อยๆ โอบเบาๆ เพื่อเอาไออุ่นแห่งรักปักลงไปในทุกอณูของคู่รัก ย่อมเพิ่มความรักความผูกพันหลายเท่าพันทวี
การโอบกอดสอดรัด ด้วยความรู้สึกที่เหมือนกับนัดกันเอาไว้ ย่อมให้ความอบอุ่นเหมือนยืนอยู่บนปุยนุ่นที่อุ่นไอรักยังไงยังงั้น

การสัมผัสกันตามธรรมชาติแบบง่ายๆ ของมนุษย์เป็นสิ่งที่มีขึ้นมาเองได้จากความรู้สึกภายใน และจากสิ่งที่พบเห็นตั้งแต่เล็กจนเติบใหญ่เช่นนี้ย่อมเป็นความสุขที่มีได้ตลอดเวลา
แต่ต้องเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาจาก ภายในจิตใจ ไม่ใช่ เสแสร้งแกล้งทำ เพื่ออำพรางความรู้สึกที่ซ่อนเร้น
เพราะถ้าเสแสร้งแกล้งทำก็จะเป็นเพียงได้ทำแต่ไม่ได้ผลจากการกระทำดังที่ควรจะได้

การสัมผัสกันทางกายของชายหญิงที่สัญญิงสัญญามาเป็นคู่ครองคล้องใจอาจเกิดขึ้นบ่อยครั้ง เมื่อยังเริ่มต้นใช้ชีวิตคู่อยู่ด้วยกันใหม่ๆ พออยู่ด้วยกันไปนานๆ ความหวานของการสัมผัสก็อาจค่อยๆ สะบัดหนีตีจากไปทีละเล็กละน้อย

คนสองคนที่อยู่เป็นคู่กัน จึงต้องค่อยๆ สร้างแรงจูงใจให้ความสุขกับชีวิต ด้วยจิตที่พร้อมจะสัมผัสกายสัมผัสใจกันบ่อยๆ
ทำได้บ่อยเท่าไหร่ในเวลา โอกาส สถานที่ ที่เหมาะสม ชีวิตก็จะรื่นรมย์แบบไม่รู้ตัว
ยิ่งตัวเลขของอายุเพิ่มมากขึ้นเท่าไหร่แล้วยังรักษาความสัมพันธ์ที่ดีด้วยมีการสัมผัสกันตลอดเวลา ย่อมสร้างคุณค่าทางใจ ไม่เฉพาะแต่คนสองคนเท่านั้น แต่ยังมีส่วนช่วยสร้างสรรค์ให้สถาบันครอบครัวไทยดูศิวิไลซ์ขึ้นอีกด้วย

สร้าง ความสุข ให้ชีวิตด้วย จิตใจแห่งรักและผูกพัน กันด้วยการสัมผัสง่ายๆ เช่นนี้ ชีวิตย่อมมีแต่ความ อบอุ่น
เป็นความอบอุ่นจากการโอบเบาๆ แบบรักย่อมเข้าใจในรัก
ทำให้ชีวิตโอบอุ่นกรุ่นสุขตลอดกาล!

(update 24 กันยายน 2000)
[ ที่มา... กรุงเทพวันอาทิตย์   ปีที่ 16 ฉบับที่ 5546 (369) วันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2546 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600