ถั่วเหลืองลดปัญหาสุขภาพ


สวัสดีค่ะ คุณหมอ ดิฉันมีปัญหาด้านโภชนาการมาเรียนปรึกษาดังนี้ค่ะ ได้ยินหลายๆ คนบอกว่า รับประทานถั่วเหลือง หรือน้ำนมถั่วเหลืองมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมายหลายอย่าง ทั้งช่วยให้ไม่เป็นโรคมะเร็งด้วยจริงหรือเปล่าค่ะ อยากทราบประโยชน์ของถั่วเหลือง และปริมาณที่ควรรับประทานด้วยค่ะ

กนกอร



สวัสดีค่ะ คุณกนกอร "ถั่วเหลือง" เป็นพืชที่ชาวเอเชียใช้ประกอบอาหารมานานกว่า 2,000 ปี ชาวเอเชียรับประทานถั่วเหลืองในรูปผลิตภัณฑ์ถั่วเหลือง เช่น เต้าหู้ ถั่วหมัก และนมถั่วเหลือง ถั่วเหลือง เป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ประกอบไปด้วยคาร์โบไฮเดรต โปรตีนพืช ไขมันไม่อิ่มตัว ใยอาหาร มีปริมาณของโซเดียมและไขมันอิ่มตัวต่ำ และไม่มีคอเลสเตอรอล ผลการศึกษาวิจัยมากมายพบว่า ในถั่วเหลืองมีสารที่สามารถลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหลายชนิด เช่น โรคหัวใจ มะเร็งเต้านม มะเร็งในต่อมลูกหมาก โรคกระดูกพรุน และอาการร้อนวูบวาบในหญิงวัยหมดประจำเดือน เป็นต้น

กุญแจสำคัญในถั่วเหลือง คือ ฮอร์โมนในพืชที่มีชื่อว่า ไฟโตเอสโตรเจน ซึ่งพบมากในถั่วเหลือง ส่วนในพืชชนิดอื่น เช่น ข้าวไรย์ ข้าวสาลี เมล็ดงา เมล็ดดอกทานตะวัน แอปเปิล แครอท และข้าวโพด จะมีไฟโตเอสโตรเจนน้อยกว่าไฟโตเอสโตรเจนที่พบในถั่วเหลืองมีชื่อเฉพาะว่า "ไอโซฟลาโวนส์" (ISOFLAVONES) ซึ่งเป็นสารประกอบที่มีโครงสร้างคล้ายคลึงกับฮอร์โมนเอสโตรเจน แต่มีฤทธิ์น้อยกว่าเอสโตรเจนประมาณ 100 -1,000 เท่า ด้วยความที่มีหน้าตาคล้ายคลึงกันจึงรบกวนการทำงานของฮอร์โมนเอสโตรเจนได้ โดยแทรกตัวเข้าไปแทนที่ฮอร์โมนเอสโตรเจนซึ่งสามารถเปลี่ยนเซลล์ธรรมดาเป็นเซลล์มะเร็งได้ จึงช่วยลดการเจริญของเซลล์มะเร็ง

ถั่วเหลืองป้องกันมะเร็ง : การศึกษาในประชากรชาวเอเชีย ซึ่งมีการบริโภคผลิตภัณฑ์ถั่วเหลือง มากกว่าชาวตะวันตก พบว่าหญิงเอเชียเป็นโรคมะเร็งเต้านมน้อยกว่าหญิงชาวตะวันตกถึง 5 เท่า ในทำนองเดียวกันพบว่าชาวเอเชียเป็นมะเร็งในต่อมลูกหมากน้อยกว่าฝรั่ง 20 เท่า นักวิจัยเชื่อว่าสารไอโซฟลาโวนส์ในถั่วเหลืองอาจจะลดอัตราเสี่ยงการเกิดมะเร็งในต่อมลูกหมาก โดยการแทรกแซงการทำงานของฮอร์โมนเทสโตสเตอโรน (Testosterone) ในชาย หรืออาจจะยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็ง โดยการลดปริมาณการผลิตฮอร์โมนเทสโตสเตอโรน

งานวิจัยในหลายประเทศยืนยันว่าถั่วเหลืองมีส่วนในการป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมาก นอกจากนี้ยังพบว่าการกินถั่วเหลืองสัปดาห์ละครั้งช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งในลำไส้ใหญ่ลงถึงครึ่งหนึ่ง เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ที่ไม่กินถั่วเหลือง

ถั่วเหลืองกับวัยหมดประจำเดือน : นักวิจัยบางท่านเชื่อว่าสารโฟโตเอสโตรเจนในถั่วเหลือง สามารถทดแทนเอสโตรเจนในร่างกาย และอาจเป็นทางเลือกสำหรับผู้หญิงก่อนและหลังหมดประจำเดือน ที่ต้องใช้ฮอร์โมนทดแทน แต่การศึกษาวิจัยเปรียบเทียบระหว่างหญิงหมดประจำเดือนที่กินถั่วเหลืองและไม่กินถั่วเหลือง ให้ผลการทดลองทั้งบวกและลบคละกัน

ทั้งโปรตีนและสารโฟโตเอสโตรเจนในถั่วเหลืองต่างก็ให้ผลในการป้องกันสุขภาพ สารโฟโตเอสโตรเจน ยังอาจช่วยป้องกันการสูญเสียเนื้อกระดูก เช่นเดียวกับฮอร์โมนเอสโตรเจนช่วยลดการสลายของเนื้อกระดูก การศึกษาในสัตว์ทดลองพบว่าไม่ว่าจะเป็นสารไอโซฟลาโวนส์อย่างเดียว หรือโปรตีนถั่วเหลืองร่วมกับ ไอโซฟลาโวนส์ มีผลในการรักษาเนื้อกระดูกเหมือนกัน

รายงานการวิจัยจากอิลินอยส์ พบว่า หญิงหมดประจำเดือนที่กินไอโซฟลาโวนส์วันละ 90 มิลลิกรัม มีความหนาแน่นของเนื้อกระดูกสันหลังเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
แต่ ดร.เคน เซทเชล (Ken Setchell) นักวิจัยถั่วเหลืองของวิทยาลัยแพทย์แห่งมหาวิทยาซินซินเนติ (Cincinnati) เตือนคุณผู้หญิงว่าอย่าคาดหวังกับถั่วเหลืองมากนัก เพราะผลในการป้องกันโรคกระดูกพรุน ในหญิงวัยหมดประจำเดือนนั้นไม่เร็วเหมือนกับการใช้ฮอร์โมนทดแทน

นอกจากนี้นักวิจัยยังพบว่าไอโซฟลาโวนส์อาจช่วยลดปริมาณคอเลสเตอรอล และขณะเดียวกันยังเพิ่มปริมาณเอชดีแอลซึ่งเป็นคอเลสเตอรอลตัวที่ดีและลดอาการร้อนวูบวาบ และการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ สิ่งสำคัญที่นักวิจัยให้ความสนใจอย่างมากคือ ไอโซฟลาโวนส์ไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียงเช่นเดียวกับการใช้ยา ดร.เคน เซทเชล อธิบายว่าส่วนผลการป้องกันโรคหัวใจนั้นเนื่องมาจากทั้งโปรตีนถั่วเหลือง และสารโฟโตเอสโตรเจน ซึ่งตัวหลังนี้ยับยั้งปฏิกิริยาออกซิเดชันของแอลดีแอลคอเลสเตอรอล ป้องกันการแข็งตัวของเลือดตามผนังหลอดซึ่งเป็นสาเหตุของโรคหัวใจ

อย.ในอเมริกาสรุปผลสารไอโซฟลาโวนส์ และโปรตีนถั่วเหลืองให้ผลในการรักษาสุขภาพ และเสนอแนะอนุญาตให้อ้างผลดีของถั่วเหลืองได้ในสลากอาหาร ถ้าอาหารนั้นให้โปรตีนถั่วเหลืองอย่างน้อย 25 กรัม/ วัน อาหารที่มีโปรตีนถั่วเหลืองอย่างน้อย 6.25 กรัมต่อ 1 ที่เสิร์ฟ หรือโดยรับประทานเป็นส่วนหนึ่ง ของอาหารไขมันอิ่มตัวต่ำและคอเลสเตอรอลต่ำ ซึ่งอาจช่วยป้องกันโรคหัวใจ

จะต้องกินถั่วเหลืองมากน้อยเพียงใด : การกินถั่วเหลืองนั้นถึงอย่างไรก็ให้ผลที่ดีต่อสุขภาพ ดร.เซทเชล แนะว่าควรกิน ไอโซฟลาโวนส์ อย่างน้อยวันละ 30 มก. แต่ คุณหมอเจมส์ แอนเดอร์สัน (Jarncs W. Anderson) แนะนำดังนี้
  • ในคนทั่วไปควรกิน โปรตีนถั่วเหลือง สัปดาห์ละ 50-70 กรัม ก็จะได้รับสารไอโซฟลาโวนส์ ในการรักษาสุขภาพอย่างเพียงพอ ตัวอย่างเช่น รับประทานเต้าหู้วันละ1/2 ถ้วยตวง (ประมาณ 1/2 หลอด) หรือแป้งถั่วเหลือง 1/2 ถ้วยตวง(ประมาณ 1 ทัพพีตักข้าว) หรือนมถั่วเหลือง 1 แก้ว (ประมาณ 250 ซีซี)
  • ในคนที่มีความเสี่ยงโรคหัวใจควรกิน โปรตีนถั่วเหลือง สัปดาห์ละ 110-140 กรัม
  • คนที่มีโรคหัวใจอยู่แล้วกิน โปรตีนถั่วเหลือง สัปดาห์ละ 170-210 กรัม
ชาวญี่ปุ่นกิน สารไอโวฟลาโวนส์ วันละ 200 มก. จากผลิตภัณฑ์ถั่วเหลือง ซึ่งนักวิจัยถือว่าปริมาณนี้ปลอดภัย แต่ในรูปของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไอโซฟลาโวนส์สกัดจากถั่วเหลือง อาจไม่ให้ผลเหมือนอย่างการกินจากอาหารธรรมชาติ นอกจากนี้แล้วอาหารบางอย่าง ซึ่งผ่านขบวนการผลิตทำให้ปริมาณไอโซฟลาโวนส์ลดลง

จะเห็นว่าถั่วเหลืองให้สารอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย แต่เมื่อมีเรื่องของการตัดต่อเปลี่ยนแปลงยีน หรืออาหาร GMO เข้ามา ผู้บริโภคที่รักสุขภาพโดยเฉพาะบรรดามังสวิรัติก็เริ่มที่จะมีคำถามเกี่ยวกับ ความปลอดภัยของอาหาร GMO รวมทั้งถั่วเหลือง ซึ่งเรื่องนี้เป็นปัญหาระดับชาติ เป็นหน้าที่ของผู้ที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของผู้บริโภคที่จะต้องมีมาตรการความปลอดภัยสำหรับผู้บริโภค ฉะนั้นสิ่งที่ดีที่สุดในขณะนี้ คือกินอาหารธรรมชาติจากท้องถิ่นให้หลากหลาย ไม่ผูกขาดกับอาหารชนิดใดชนิดหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นยี่ห้อ หรือผู้ผลิตเจ้าประจำ จะได้ไม่ต้องเครียดจนหมดความสุขกับการกิน

ศัลยา คงสมบูรณ์เวช
Registered Dietitian U.S.A.
ที่ปรึกษาโภชนบำบัด โรงพยาบาลเทพธารินทร์


(update 31 สิงหาคม 2003)
[ ที่มา... กรุงเทพวันอาทิตย์   ปีที่ 16 ฉบับที่ 5525 (366) วันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2546 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600