วิตามินกับโรคภูมิแพ้


วิตามิน เกลือแร่บางชนิด อาหารเสริมนานาชนิด มักจะมีการแอบอ้างสรรพคุณในการรักษาหรือป้องกันโรคต่างๆ ได้ โรคภูมิแพ้ก็เช่นเดียวกัน ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ที่มาพบแพทย์มักจะผ่านการใช้สิ่งเหล่านี้ตามคำบอกเล่าของเพื่อน ของญาติหรือตามคำชวนเชื่อของผู้ขายยาหรืออาหารเสริมนั้นๆ

ทฤษฎีการใช้วิตามินขนาดสูงๆ ในการรักษาหรือป้องกันโรคภูมิแพ้ ไม่เคยมีการพิสูจน์หรือยืนยันทางวิทยาศาสตร์ สารกลุ่มแอนตี้ออกซิแดนท์ เช่น วิตามินซี วิตามินอี กลูตาไทโอน สามารถต่อต้านอนุมูลอิสระได้บ้าง แต่ว่าในขบวนการเกิดอนุมูลอิสระในร่างกาย เกิดขึ้นในระดับเซลล์ ซึ่งร่างกายก็จะสามารถจัดการในระยะเวลาที่เร็ว เพราะตรงตำแหน่งที่เกิด การเพิ่มสารกลุ่มแอนตี้ออกซิแดนท์โดยการกินเพิ่มเข้าไป ก็จะเกิดประโยชน์มากขึ้นกว่าการทำงานของร่างกายโดยปกติ

วิตามินซี เป็นหนึ่งในอันดับต้นๆ ของอาหารเสริมที่มีการใช้ในปัจจุบัน ด้วยเหตุผลว่า สามารถป้องกันหรือรักษาโรคต่างๆ ได้ ในโรคภูมิแพ้ก็เช่นเดียวกัน เคยมีการทดลองว่า วิตามินซีช่วยป้องกันหลอดลมหดตัวได้ แต่เมื่อนักวิทยาศาสตร์หรือแพทย์ท่านอื่นทำการวิจัยในลักษณะเดียวกัน ก็ไม่สามารถทำได้ หรือแม้แต่การรับประทานวิตามินซีเพื่อป้องกันโรคหวัด ก็ไม่สามารถพิสูจน์ซ้ำให้เห็นว่าสามารถป้องกันหวัดได้

เรามาดูรายละเอียดหน้าที่การทำงานของวิตามินซีกันดีกว่า

วิตามินซี มีหน้าที่ช่วยการทำงานของเซลล์ ช่วยในการสร้างคอลลาเจนและสารบางอย่างที่เส้นเลือดฝอย ซึ่งหน้าที่ต่างๆ เหล่านี้ถึงแม้ว่าเราจะให้วิตามินซีในปริมาณที่มากกว่าปกติ ก็ไม่ได้หมายความว่า จะทำให้เกิดการสร้างคอลลาเจนหรือสารต่างๆ มากกว่าการทำงานโดยปกติ

เมื่อร่างกายได้รับวิตามินซีโดยการรับประทาน วิตามินซีจะดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดไปตามร่างกาย และสะสมอยู่ในเซลล์เม็ดเลือดขาว การสะสมของวิตามินซีในเซลล์เม็ดเลือดขาวนี้มีระดับที่จำกัด หมายความว่าถ้าสะสมจนรับไม่ได้แล้ว ร่างกายก็จะขับวิตามินซีส่วนที่เกินออกทางปัสสาวะ และถ้ารับประทานวิตามินซีในปริมาณที่มากขึ้น การดูดซึมจะเกิดน้อยลง เช่น ถ้ารับประทาน 1 กรัม ร่างกายจะดูดซึมร้อยละ 75 แต่ถ้ารับประทาน 2 กรัม ร่างกายจะดูดซึมร้อยละ 50 มีโอกาสท้องเสียจากวิตามินซีที่เกินปริมาณ ความต้องการวิตามินซีสำหรับผู้ใหญ่ทั่วๆ ไป คือ 60 มิลลิกรัม/วัน และจะเพิ่มขึ้นเป็น 100 มิลลิกรัม/วัน ในคนที่สูบบุหรี่

วิตามินซีมีมากในผลไม้รสเปรี้ยว มะเขือเทศ สตรอเบอรี่ กะหล่ำปลีเขียว มันฝรั่ง
น้ำส้มและน้ำมะนาว มีปริมาณวิตามินซี 0.5 มิลลิกรัม/ซีซี ถ้ารับประทานส้ม 1 ผล หนัก 100 กรัม ก็จะได้วิตามินซี 50 มิลลิกรัม ซึ่งเกือบจะเท่ากับความต้องการใน 1 วันแล้ว

วิตามินซีไม่ทนความร้อนและมีสภาวะเป็นด่าง ดังนั้นการคั้นน้ำส้มทิ้งไว้นานๆ จะทำให้ปริมาณวิตามินซีหายไปอย่างมาก จึงควรรับประทานผลไม้สดๆ หรือถ้าคั้นน้ำส้มก็ควรจะรีบดื่มทันที

ข้อเสีย ของการรับประทานวิตามินซีในปริมาณมากๆ ก็คือ มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วในไต เนื่องจากไตจะขับสารที่เรียกว่าออกซาเลทเพิ่มขึ้นในปัสสาวะนอกจากนั้นถ้ารับประทานวิตามินซีเป็นระยะเวลานานๆ เมื่อหยุดรับประทานกะทันหัน ร่างกายจะยังปรับตัวไม่ทัน อาจเกิดอาการขาดวิตามินซีได้

นอกจากนี้ ยังมีข้อเสียอีกประการหนึ่ง ก็คือ เสียเงินโดยเปล่าประโยชน์ เนื่องจากวิตามินซีขนาดสูงบางผลิตภัณฑ์มีราคาแพงกว่าปกติ จึงควรเก็บเงินไว้ซื้อผลไม้ต่างๆ รับประทานน่าจะเป็นวิธีที่ดีกว่า

ทางองค์การอาหารและยา ไม่ว่าของประเทศใด อนุญาตให้ขายวิตามินซีเป็นอาหารเสริม และใช้รักษาอาการขาดวิตามินซีเท่านั้น สรรพคุณอื่นๆ เช่น รักษาโรคต่างๆ เป็นการอวดอ้างทั้งนั้น

ขอสรุปรวบยอดอีกครั้งว่า ถ้าร่างกายขาดวิตามินซี ก็เกิดโรคได้ แต่ถ้ารับประทานวิตามินซีปริมาณมากๆ ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไรมากขึ้นด้วย

(update 18 มกราคม 2003)
[ ที่มา..หนังสือ นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 26 ฉบับที่ 10 ตุลาคม 2545 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600