สำรวจกระแสแพทย์แผนไทย


…ทัวร์สุขภาพ-แพทย์แผนไทย ตัวช่วยใหม่กู้ท่องเที่ยวจากวิกฤตซาร์ส
…ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเผย ตลาดเครื่องสำอางสมุนไพรเป็นนิชมาร์เก็ต ที่กำลังโตวันโตคืน
…ผลการสำรวจสปาในเมืองไทยของอินเทลลิเจนท์ รีเสิร์ช กว่า 230 แห่ง ในปี 2545 รวมรายได้กว่า 85 ล้านเหรียญ หรือประมาณสามพันสี่ร้อยล้านบาท (อัตราแลกเปลี่ยนที่ 40 บาทต่อ 1 เหรียญสหรัฐฯ)

นี่คือพาดหัวข่าวเกี่ยวกับการแพทย์ทางเลือกล่าสุดเท่าที่เห็นในหน้าหนังสือพิมพ์ ที่ต้องยอมรับว่า วันนี้การแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกไม่ใช่เรื่องเก่าที่ไม่มีใครรู้จักหรือเป็นเรื่องไกลตัวเราอีกต่อไป ตรงกันข้าม เรื่องเหล่านี้กลับเป็นกระแสและเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเรามากขึ้นทุกขณะ

ที่สำคัญ กระแสดังกล่าวไม่ได้อยู่เพียงแค่ในประเทศไทยเท่านั้น ยังขยายไปทั่วทุกมุมโลกตามกระแสโลกาภิวัฒน์ ไม่เว้นแม้แต่ประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างเช่น สหรับอเมริกาหรือประเทศในแทบยุโรปที่หันมาใช้ การรักษาในพื้นถิ่นอย่างเป็นเรื่องเป็นราว

เกิดอะไรขึ้นกับการแพทย์แผนปัจจุบัน ? หรือแพทย์แผนไทยเป็นเพียงกระแสชั่วคราว ?

รายงานพิเศษฉบับนี้ขอนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ผ่านการมองในมุมของการแพทย์แผนปัจจุบันที่อยู่บนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ และการมองในมุมของความเชื่อ ความศรัทธาต่อการบำบัดรักษาแบบแพทย์แผยไทย เกาะติดสถานการณ์และร่วมวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในอนาคต

จุดหักเหที่สำคัญ

ภาพหมอพื้นบ้านกับการรักษาโรคแบบแปลกๆ ภาพของการนำต้นไม้ใบหญ้าเอามาต้มเพื่อดื่มกินรักษาโรค

…นี่คือแพทย์แผนไทยหรือไม่ แล้วอะไรบ้างที่เป็นแพทย์ทางเลือก ? แม้จะเป็นที่รู้กันดีว่า กระแสแพทย์แผนไทยมาแรง แต่ในใจหลายๆ ท่านอาจยังมีข้อสงสัย ในความหมายที่แท้จริงของการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก

ตามคำจำกัดความจาก (ร่าง) พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ ได้ระบุว่า ภูมิปัญญาพื้นถิ่นที่หยั่งรากลึก จนเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมประจำถิ่นไทยมายาวนานได้แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ ระบบการแพทย์แผนไทย ระบบแพทย์พื้นบ้านและระบบการแพทย์ทางเลือกอื่นๆ โดยระบบการแพทย์แผนไทย หมายถึง การดูแลสุขภาพแบบองค์รวม โดยอาศัยความรู้ ความสามารถเกี่ยวกับการแพทย์แผนไทยที่ถ่ายทอดและพัฒนาสืบต่อกันมา เช่น การรักษาด้วยการใช้สมุนไพร การนวด ประคบ การใช้ธรรมชาติบำบัด การนั่งสมาธิ ส่วนระบบแพทย์พื้นบ้าน ก็คือ ระบบการดูแลสุขภาพกันเองในชุมชน จนเป็นส่วนหนึ่งของวิถีการดำเนินชีวิต เช่น คนเฒ่าคนแก่ที่สืบทอดความเชื่อเรื่องสมุนไพรบางตัวมาสู่ลูกหลาน สำหรับการแพทย์ทางเลือก หมายถึงระบบการแพทย์อื่นๆ ที่ไม่ใช่การแพทย์แผนปัจจุบัน แพทย์แผนไทยหรือใช้แพทย์พื้นบ้าน เช่น โยคะ ชี่กง หรือการฝังเข็ม เป็นต้น

" หลักจริงๆ ของการแพทย์แผนไทยก็คือ ทำอะไรก็ตามให้เราทุกข์น้อย เราหนีระบบการดูแลที่ซับซ้อนของการแพทย์แผนปัจจุบัน หนียา หนีสารเคมีที่ใช้ในการรักษา เพราะร้อยละ 70 ของการแพทย์องค์รวมคือธรรมชาติและความเรียบง่าย" พญ.เพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ รองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก แสดงความเห็นต่อการรักษาแบบการแพทย์ทางเลือก รวมทั้งการแพทย์แผนไทย

ซึ่งนี่อาจหมายถึงการบอกเป็นนัยๆ ว่าที่กระแสการแพทย์แผนไทย 'บูม' ขึ้นมานั้น มันมีเหตุ มีจุดหักเหที่สำคัญ…

นอกเหนือจากข้อดีของการแพทย์แผนไทยที่ ศาสตราจารย์ นายแพทย์ อวย เกตุสิงห์ ได้สรุปไว้ว่า "พิษเบา เยาราคา หาง่าย ใกล้บ้าน งานน้อย"

จากคำจำกัดความของคำว่า สุขภาพ ตาม (ร่าง) พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งระบุว่า สุขภาพไม่ได้หมายถึงความไม่พิการและการไม่มีโรคเท่านั้น แต่หมายรวมถึงสุขภาวะที่สมบูรณ์และเชื่อมโยงกันเป็นองค์รวม ทั้งร่างกาย จิตใจ สังคมและจิตวิญญาณ อันเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกอื่นๆ มีบทบาทในการดำเนินชีวิตของคนเรามากขึ้น

เริ่มต้นจาก มีคำถามมากมายเกิดขึ้นกับการแพทย์แผนปัจจุบัน ซึ่งใช้เป็นหลักในการรักษาโรค ในรูปแบบของยา เครื่องมือและความรู้ระดับสูง ซึ่งส่งผลให้มีข้อจำกัดในตัวเอง เช่น ผู้ป่วยเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาสูง ขาดแคลนบุคลากรเนื่องจากต้องใช้เวลาในการศึกษายาวนาน รวมทั้งเครื่องมือที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศและมีราคาแพง เป็นต้น ทำให้ไม่สามารถแก้ปัญหาสุขภาพได้อย่างครอบคลุม และบริการได้ทั่วถึงคนส่วนใหญ่ของประเทศ

นอกจากนี้ ปัญหาดังกล่าวทำให้เกิดข้อโต้แย้งระหว่างการมุ่งให้บริการทางการแพทย์ที่ดีเลิศ กับการให้บริการทางการแพทย์แก่ประชาชนอย่างทั่วถึง เพราะดูจะไปด้วยกันไม่ได้ในความเป็นจริง เนื่องจากหากต้องการการแพทย์ที่ดีเลิศก็ย่อมให้บริการแก่ประชาชนไม่ทั่วถึง หรือถ้าต้องการบริการให้ทั่วถึง ก็แน่นอนว่า ต้องยอมรับการบริการที่ไม่ดีนักนั้นด้วย

อย่างไรก็ตาม ปัญหาดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นกับประเทศไทยประเทศเดียว นานาชาติจึงต้องสรรหาวิธีการที่หลากหลาย ให้มีบทบาทในการแก้ปัญหาสุขภาพอนามัย เริ่มต้นจากองค์การอนามัยโลกได้มีมติในการประชุมสมัชชาอนามัยโลก สมัยที่ 30 เมื่อปี พ.ศ.2520 ตั้งเป้าหมายที่จะให้ประชาชนทุกคนมีสุขภาพดีถ้วนหน้าปี 2543 (Health for All by the Year 2000) โลกไม่เพียงสนับสนุนนโยบายดังกล่าวเท่านั้น แต่ได้มีโครงการผลักดันเป็นการเฉพาะด้วย ซึ่งดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องจนทุกวันนี้ ประเทศไทยเองก็เป็นสมาชิกขององค์การอนามัยโลกและได้ร่วมลงนามอย่างเป็นทางการในปฏิญญาที่จะบรรลุสุขภาพดีทั่วหน้า เมื่อปีพ.ศ.2543 ด้วย และหนึ่งในแนวทางที่จะบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้ก็คือ การยอมรับและใช้ประโยชน์จาการแพทย์แผนโบราณของไทย ผสมผสานไปกับการรักษาที่ใช้การแพทย์แผนปัจจุบันเป็นหลัก

พอจะกล่าวได้ว่า นี่คือยุคแห่งการบูรณาการที่มีการผสมผสานส่วนดีของทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และที่จะพัฒนาต่อไปในอนาคตมาเพื่อประโยชน์ของมนุษย์โดยรวมต่อไป

แพทย์ทางเลือกในมุมวิทยาศาสตร์

ถึงแม้การแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกเป็นทางเลือกที่ผู้ป่วยหรือแม้แต่ประชาชนทั่วไปให้ความสนใจ ด้วยเหตุผลดังที่กล่าวถึงในย่อหน้าที่ผ่านมา แต่จนถึงปัจจุบัน การแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ยังมีข้อกังขาในแง่ของการรักษาอยู่ไม่ใช่น้อย เพราะมีข้อมูลหรือรายงานการวิจัยน้อยมาก ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลด้านความปลอดภัย ประสิทธิภาพ ประสิทธิผลหรือคำอธิบายเกี่ยวกับกลไกในการบำบัดรักษา ทำให้การนำสู่ระบบบริการสาธารณสุขที่มีการแพทย์แผนปัจจุบันเป็นกระแสหลักเป็นไปได้ยากและเชื่องช้า

แต่ขณะเดียวก็มีการพัฒนาในทางการค้นหา วิจัย ถึงประโยชน์และโทษอย่างเอาจริงเอาจังมากขึ้น ขณะที่อยู่ระหว่างการวิจัยถึงผลที่ชัดเจนนั้น นักวิจัยก็ได้สรุปถึงข้อดีข้อเสียของการแพทย์ทางเลือก ไว้เป็นแนวทางคร่าวๆ คือ
  • การรักษาที่น่าจะได้ผลและปลอดภัย เช่น การรักษาแบบไคโรแพร็คเตอร์ (การจับกระดูกสันหลังด้วยมือ) สำหรับโรคปวดหลังแบบเฉียบพลัน การฝังเข็มสำหรับอาการคลื่นไส้อาเจียนจากเคมีบำบัดและอาการปวดฟัน หรือการกำกับจิตและดัดตนสำหรับอาการนอนไม่หลับ การรักษาแบบนี้มีเหตุมีผลแต่ควรมีแพทย์ติดตามดูแลเช่นกัน

  • การรักษาที่ผลการรักษายังไม่แน่ชัดแต่อาจจะไม่มีอันตราย เช่น การฝังเข็ม การรักษาแบบพื้นบ้าน การนวด การดัดตน เป็นต้น การรักษากลุ่มนี้แพทย์ควรติดตามดูแล

  • การรักษาที่ได้ผลแต่ความปลอดภัยไม่แน่นอน เช่น chondroitin sulfate สำหรับโรคไขข้อเสื่อม จิงโก้ บิลโลบา สำหรับเพิ่มความจำในคนไข้สมองเสื่อม การรักษาแบบนี้ต้องมีแพทย์ดูแลด้วยจึงจะดี

  • การรักษาที่ไม่ได้ผลและอันตราย เช่น การใช้สมุนไพรที่มีพิษ การใช้แพทย์ทางเลือก เพื่อหน่วงเวลาการให้ยาแผนปัจจุบัน ที่พิสูจน์ประสิทธิภาพมาแล้ว หรือการใช้สมุนไพรที่มีปฏิกิริยากับยาที่ใช้ในปัจจุบัน เช่น พืชสมุนไพรคลายเครียดเซ็นต์ วอร์ท กับยาต้านไวรัส อินดินาเวอร์ การรักษาในกลุ่มนี้ควรหลีกเลี่ยง
เป็นมุมมองด้านวิทยาศาสตร์ที่ดูมีเหตุมีผลไม่ใช่น้อย อย่างน้อยก็เพื่อให้ผู้บริโภคได้รู้จักแยกแยะ และเลือกใช้ได้อย่างเหมาะสม

สถานการณ์ปัจจุบันและทิศทางในอนาคต

ในวันนี้ต้องถือว่าแพทย์แผนไทยได้มีการฟื้นตัวแล้ว แม้จะเป็นการแพทย์ทางเลือกประเภทหนึ่ง แต่เริ่มมีความสำคัญต่อการสาธารณสุขและการบำบัดรักษาผู้ป่วย

อย่างไรก็ตาม การ 'บูม' จนเป็นกระแสของมวลชนดูน่าเป็นห่วงไม่ใช่น้อย พญ.เพ็ญนภา เองก็แสดงความคิดเห็นด้วยน้ำเสียงกังวลใจว่า " เราบูมเพราะตามฝรั่งเขา ความจริงสถานภาพของการแพทย์แผนไทยย่ำแย่อยู่เหมือนกัน เพราะถึงเป็นวัฒนธรรมเก่าแก่ แต่ก็ขาดการสืบสานมายาวนาน และการแพทย์ทางเลือกเราก็รับแบบไม่เลือกเลย มันก็เลยถูกท้าทาย ทั้งมาตรฐาน ทั้งวิธีการ มันเกิดคำถามเต็มไปหมด"

ซึ่งสอดคล้องกับหลายๆ ความคิดเห็นของแพทย์แผนโบราณ เช่น อาจารย์วสันต์ ไชยฉกรรจ์ แพทย์พื้นบ้านแห่งล้านนา ผู้สืบทอดความรู้เรื่องการแพทย์แผนไทยและใช้ความรู้ด้านนี้บำบัดรักษาโรคต่างๆ ให้คนในภาคเหนือมากว่า 40 ปี ก็ได้ให้ความเห็นว่า แม้จะน่ายินดีที่เด็กรุ่นใหม่ให้ความสนใจและมีแนวโน้มการพัฒนาอย่างยั่งยืน แต่ถือว่าเป็นการพัฒนาแบบก้าวกระโดดและถูกโน้มนำไปทางธุรกิจมากเกินไป ซึ่งอาจจะเกิดปัญหาในระยะยาวได้

ส่วนวิธีตอบคำถามต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับการบำบัดแบบแพทย์แผนไทยมาตลอด 10 ปีนั้น พญ.เพ็ญนภา บอกว่า ใช้การสัมมนาและจัดตลาดนัดวิชาการเป็นแนวทางหลัก " ที่เห็นชัดเจนคืองานชุมนุมแพทย์แผนไทย ซึ่งเราจัดเป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน เพราะเราไม่รู้จะทำยังไงที่จะให้คนเรียนรู้ในเวลาเดียวกันได้ตั้งแต่ระดับชาวบ้านจนถึงระดับสูงสุด ในงานจึงเห็นความแตกต่างสุดขั้ว บางจุดเป็นชาวบ้านมาก แต่บางจุดก็ไฮเทคมาก แต่นี่คือธรรมชาติการเรียนรู้ คือการเปิดโอกาสให้คนทุกระดับได้เรียนรู้ในระยะเวลาเดียวกัน"

งานชุมนุมแพทย์แผนไทยประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องแล้วในแง่วิชาการล่ะ " ถ้าถามว่าดีขึ้นไหม ในแง่วิชาการมันดีขึ้น เพราะเมื่อก่อนมันดูไม่ได้เลย มันก็พัฒนามาเรื่อยๆ คนมางานก็เยอะขึ้น มีความหลากหลายมากขึ้น" พญ.เพ็ญนภา เล่าด้วยน้ำเสียงภูมิใจ

อย่างไรก็ตาม นับว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีสำหรับการพัฒนาต่อยอดต่อไป

ยกระดับแพทย์แผนไทย

กว่าจะถึงวันนี้ของการแพทย์แผนไทยไม่ใช่เรื่องง่ายๆ การพัฒนาต่อยอดให้ยั่งยืนยิ่งท้าทายยิ่งนัก ซึ่งนอกจากการสัมมนาและจัดประชุมทางวิชาการแล้ว การจัดการด้านสืบทอดตำรา และความรู้ก็เป็นภารกิจหนึ่งที่จะต้องสานต่อต่อไป

ซึ่งในส่วนนี้ มีสมาคมและโรงเรียนหลายแห่งทำหน้าที่อยู่ เช่น โรงเรียนและสมาคมแพทย์แผนโบราณแห่งประเทศไทย (วัดโพธิ์) สมาคมแพทย์แผนโบราณแห่งประเทศไย (วัดปริณายก) สมาคมเภสัชและอายุรเวชโบราณแห่งประเทศไทย (วัดสามพระยา) สมาคมแพทย์แผนโบราณวัดมหาธาตุ (คณะ 21)

นอกจากนี้ยังมีการก่อตั้ง อายุรเวทวิทยาลัย (ชีวกโกมารภัจจ์) โดยมูลนิธิฟื้นฟูส่งเสริมแพทย์แผนไทย ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการอนุมัติให้จัดตั้งได้เมื่อปี พ.ศ.2525 เป็นโรงเรียนแพทย์แผนโบราณที่มีการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบ แห่งแรกหลังจากยกเลิกเมื่อปี พ.ศ.2458 เป็นหลักสูตรผสมผสานการแพทย์ตะวันตกกับแพทย์แผนไทย โดยรับนักเรียนที่จบมัธยมปลาย ในหลักสูตร 3 ปี ประกอบกับสถาบันการแพทย์แผนไทยเองก็เปิดหลักสูตร หมวดเวชกรรมและเภสัชกรรมไทย โดยเมื่อจบแล้วจะได้รับใบประกาศจากมูลนิธิแพทย์แผนไทย และสถาบันการแพทย์แผนไทย ซึ่งสามารถนำใบประกาศนั้นไปสอบใบประกอบโรคศิลป์และเป็นแพทย์แผนโบราณต่อไป

และล่าสุด มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) ได้เปิดหลักสูตรแพทย์แผนไทยบัณฑิต ระดับปริญญาตรีเป็นแห่งแรก โดยมี รศ.คะนองยุทธ กาญจนกุล เป็นประธานโครงการแพทย์แผนไทยบัณฑิต โดยชี้แจงถึงที่มาที่ไปของหลักสูตรนี้ว่า เพื่อเป็นการขยายการศึกษาด้านการแพทย์แผนไทย ซึ่งขณะนี้การศึกษาระดับสูงสุดด้านการแพทย์แผนไทยคือ ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) เท่านั้น โดยผู้สนใจจะสมัครเรียนต้องมีวุฒิการศึกษาด้านการแพทย์แผนไทยมาแล้ว แต่ในอนาคตอาจขยายเปิดรับสมัครนักเรียนสายสามัญต่อไป

ในส่วนของอาจารย์ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนการสอนในระดับไหนทั้ง พญ.เพ็ญนภาและรศ.คะนองยุทธเห็นพ้องต้องกันว่า นอกจากจะเป็นอาจารย์ประจำในสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพแล้ว มีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่ต้องมีอาจารย์ที่เป็นครูด้านการแพทย์แผนไทยโดยตรงอย่างหมอพื้นบ้าน ซึ่งกระจัดกระจายอยู่ตามภูมิภาคและจังหวัดต่างๆ

เห็นการวางรากฐานในวงการศึกษาของแพทย์แผนไทยอย่างนี้ เชื่อว่าต่อไปองค์ความรู้ด้านการแพทย์แผนไทยจะมีที่ทางที่ยั่งยืนต่อไป เพราะลักษณะที่มีความหลากหลายของการแพทย์ทางเลือกการนำมาผสมผสานกับการแพทย์แผนปัจจุบัน จึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสม หากรู้จักเลือกรับ รู้จักปรับใช้ ก็จะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อสุขภาพ และสอดคล้องกับแต่ละท้องถิ่น

ไม่ว่าการแพทย์ทางเลือกจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดหรือไม่ แต่การรักษาหรือบำบัดใดๆ ล้วนไม่ใช่ปฏิหารย์หรือกายสิทธิ์ ไม่ใช่ยาเทวดาที่ใช้ปุ๊บหายปั๊บ หรือใช้ได้กับทุกโรคทุกอาการ การทำความเข้าใจก่อนใช้บริการจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งพอๆ กับการต้องทำความเข้าใจว่า เรื่องของสุขภาพเป็นสิ่งที่ต้องดูแลกันอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องเพื่อผลดีที่ยั่งยืนในวันข้างหน้าของร่างกายเราเอง


(update 29 กันยายน 2000)
[ ที่มา..หนังสือ นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 27 ฉบับที่ 6 กรกฎาคม 2546 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600