เซลล์ซ่อมเซลล์ สมองหมูซ่อมสมองคน
ข่าวหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ สร้างความหวังให้ชาวไทย ด้วยการเปิดประเด็น " สมองหมู ยาอายุวัฒนะ ช่วยยืดอายุ รักษาอาการสมองเสื่อมจากอัลไซเมอร์" น้ำหนักข่าวหนักแน่นน่าเชื่อถือ ด้วยคำพูดจากนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร หลังเสร็จจากภารกิจ

เยือนประเทศรัสเซีย ดินแดนหลังม่านเหล็ก นายกทักษิณกล่าวถึง " ยาสมองหมู" ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นยาอายุวัฒนะ ซึ่งทางรัสเซียมีองค์ความรู้ด้านการสกัดยาอายุวัฒนะแขนงนี้ ซึ่งมีความเป็นไปได้จริง และได้รับความนิยมจากต่างประเทศเป็นอย่างมาก

วิสัยทัศน์ท่านผู้นำชี้แนวทางการวางโครงการศึกษาเทคโนโลยีผลิต "ยาสมองหมู" โดยจะเชิญผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศเข้ามาให้ความรู้ เน้นย้ำความเป็นไปได้ในการที่ "ยาสมองหมู" จะกลายเป็นหนึ่งผลิตภัณฑ์ความหวังใหม่ของคนไทยที่จะเป็นตัวนำเงินตราต่างประเทศ เข้าเกื้อหนุนเศรษฐกิจของชาติ

ข่าวดังกล่าวสร้างกระแสสั่นสะเทือนวงการแพทย์ และประชาชนทั่วไป ผลคือ ร้านอาหารที่มีเมนูสมองหมู ขายดิบ ขายดี ชนิดเก้าอี้ไม่มีที่ว่าง แม้กระทั่งอาหารพื้นเมืองภาคเหนืออย่าง "อ่องออ" หรือหมกสมองหมูยังเกลี้ยงแผงในเวลาไม่นาน ทั้งๆ ที่ในเนื้อข่าวระบุไว้ชัดเจนว่า "ยาสมองหมู" จะได้ผลทางด้านอายุวัฒนะจะต้องผ่านกระบวนการสกัดสารบางชนิดออกมา และผ่านกระบวนการ "ปรุงตามสูตร" เพื่อให้มีคุณสมบัติเหมาะสมกับการเสริมสร้างในแต่ละส่วน การกินสมองหมูในรูปแบบของการปรุงเป็นอาหาร ไม่ได้ประโยชน์อย่างนั้น รังแต่จะแถมโทษให้เพราะสมองหมูนั้นมีไขมันมาก และแคลอรีสูง

แต่ตามธรรมเนียมคนไทย บวกกับความเชื่อดั้งเดิม ทำให้ระบบปากต่อปากทำงานทันที เรื่องสมองหมูเริ่มกลายเป็นเรื่องของความเป็นไปได้ขึ้นมา ประเด็นจึงเริ่มเบี่ยงกลายเป็น "สมองหมูนั้นคนจีนนิยมกันมานานแล้ว ถือเป็นยาอายุวัฒนะ" การแห่แหนกันไปรับประทาน "สมองหมู" จึงเกิดขึ้น

ในอีกด้านหนึ่ง กระแสการคัดค้านจากผู้เกี่ยวข้องระดับนโยบายในการศึกษา แนวทางการผลิตยาอายุวัฒนะสมองหมู เริ่มได้ยินมากขึ้น ในหลากหลายประเด็น โดยยังไม่มีข้อยุติ และไม่มีการสร้างความเข้าใจเพิ่มเติมในเรื่องตรรกะ ความเป็นไปได้ และ "ปริศนาสารในสมองหมู" คืออะไร และทำไมจึงต้องเป็นสมองหมู ทำไมการบริโภคเป็นอาหารถึงไม่ได้ผลในเมื่อสารนั้นๆ สกัดมาจากสมองหมู

"ใกล้หมอ" จับประเด็นนี้เข้าพูดคุยกับ นายแพทย์ฉัตรชัย ศรีบัณฑิต รองประธานคณะกรรมาธิการการศึกษา วุฒิสภา ผู้คลี่คลายประเด็นคำถามต่างๆ เรื่องสมองหมู
" ความจริงแล้วการรักษาโรคแบบนี้มีมานาน เริ่มตั้งแต่ที่คนจีนใช้เรื่องนี้มารักษาโรค เช่น คนไข้ตับวาย ก็บดตับให้กิน หรือเราเคยได้ยินเรื่องการกินดีหมี ตามความเชื่อโบราณของจีน แต่ความเชื่อเหล่านี้ไม่ได้รับความเชื่อถือ เพราะไม่มีหลักวิทยาศาสตร์มารองรับ จึงไม่มีการค้นคว้าเพิ่มเติม แต่ทางยุโรปเมื่อได้ยินเรื่องราวเหล่านี้ก็สนใจ และมีการศึกษาในทางทฤษฎีโดยใช้หลักการวิทยาศาสตร์ และการทดลองเข้ามาช่วย จึงทำให้เมื่อ 70 ปีก่อน เยอรมันเริ่มทำการศึกษาเรื่อง "เซลล์รักษาเซลล์" ซึ่งก็คือการนำเซลล์จากสัตว์ไปรักคน"
หากไม่ได้เป็นผู้ที่ศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจังคงจะไม่สามารถทำใจให้เชื่อได้ เพราะความรู้พื้นฐานที่ร่ำเรียนกันมาคือ เซลล์ของสัตว์ต่างชนิดกันจะมีความต่างกัน และจะถูกปฏิเสธจากระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย เซลล์จากสัตว์ชนิดหนึ่งจะไปรักษาสัตว์อีกชนิดหนึ่งได้อย่างไร

แต่จากคำอธิบายยืนยันจากคุณหมอฉัตรชัย กล่าวย้ำว่า
" ความจริงเรื่องนี้มีการทดลองมานาน ทางเยอรมันทำมา 70 ปี รัสเซียทำทีหลัง แต่มีการทดลองอย่างจริงจัง จนพบว่า ตัวที่ทำให้เกิดผลทางการรักษาคือ ตัว message ที่อยู่ในเซลล์ ซึ่งในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจะมีความคล้ายกัน ซึ่งทุกวันนี้ความรู้เรื่องนี้เพิ่มขึ้น จนรู้ว่าในเซลล์มีโปรตีนชนิดหนึ่งทำหน้าที่นำข้อมูลที่ช่วยให้เกิดการฟื้นฟูเซลล์ขึ้นมาได้ หมายความว่าถ้าสมมติว่าตับเราเสื่อมลงไป การที่ใช้เซลล์ตับเข้าไปเสริม ข้อมูลที่อยู่ในโปรตีนเล็กๆ ภายในเซลล์จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการซ่อมแซมเซลล์ แต่ยังมีข้อแม้อยู่หลายประการ ข้อแรก คือ สิ่งนั้นจะต้องเป็นเซลล์ ถ้าเป็นเนื้อเยื่อใช้ไม่ได้ และประการที่สอง จะต้องมี Bio-availability หรือ ความสามารถทางด้านชีวโมเลกุลอยู่ในนั้น ถ้าเป็นสารอาหารโมเลกุลใหญ่ๆ ถูกย่อยไปก็ทำไม่ได้ ที่สำคัญคือ ต้องมี Bio-availability ซึ่งจะต้องมีการสกัดพิเศษออกมา สมัยโบราณที่ยังไม่มีการสกัดเขาจะใช้แบบ fresh เลย คือสดๆ ใหม่ๆ ยังไม่ตาย ออกมาแบบนั้นเลย สมัยนี้มีการคิดค้นวิธีที่สามารถรักษา Bio-availability ไว้ได้ และเราพบว่าสิ่งที่สกัดออกมาจากเซลล์ตับ สามารถที่จะมุ่งเข้าไปที่เซลล์ตับ และทำหน้าที่ซ่อมแซมเซลล์ตับได้ หากสกัดออกมาจากสมองจะมุ่งตรงไปทำงานที่สมอง โดยการทำการทดลองในห้องทดลอง เมื่อนำจานเพาะเลี้ยงเซลล์ตับ มาใส่สารสกัดจากเซลล์ตับลงไป ปรากฏว่าทำให้เซลล์ตับมีอายุยืนขึ้น จะเป็นการช่วยยืดอายุเซลล์จะมีคุณภาพดี ทำงานได้ดีขึ้น สิ่งเหล่านี้เป็นวิธีการทางวิทยาศาสตร์ และเริ่มนำมาใช้ในการรักษาโรคได้มากกว่า 40 ปี โดยเฉพาะโรคที่เกิดจากความเสื่อม หรือ การชะลอความชรา"
ประโยชน์จากสมองหมูจึงไม่ใช่เรื่องของสารอาหารที่มีอยู่ในสมองหมู ตามความเข้าใจจองคนทั่วไป แต่กลับกลายเป็นเรื่องของศาสตร์การรักษาแขนงใหม่สำหรับประเทศไทย ซึ่งในเยอรมัน รัสเซีย และประเทศแถบยุโรปหลายประเทศยอมรับเทคโนโลยีนี้ ในขณะที่ในประเทศไทยยังอยู่ในขันตอนของการขออนุญาต มีแต่เพียงศูนย์ให้คำแนะนำทำหน้าที่ให้ข้อมูลเบื้องต้นแก่แพทย์ เพื่อถ่ายทอดแนวทางการรักษารูปแบบใหม่ ให้แก่ผู้ป่วยเป็นการเพิ่มทางเลือกในการตัดสินใจรักษา ตามแนวทางการส่งเสริมแพทย์ทางเลือกจากภาครัฐ ซึ่งทำให้โอกาสการเลือกกรรมวิธีการรักษาจากผู้ป่วยมีมากขึ้น เป็นการสร้างเสริม "วิจารณญาณ" เบื้องต้นของผู้บริโภคอีกแนวทางหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตามในปัจจุบัน หากมีผู้ป่วยสนใจที่จะทำการรักษาในแนวทางนี้ จำเป็นที่จะต้องเดินทางไปรักษายังต่างประเทศ เนื่องจากในเมืองไทยยังไม่อนุญาตให้มีการรักษา หรือนำเข้าตัวยาดังกล่าวในปริมาณมาก ยกเว้นการนำเข้ามาบริโภคเฉพาะตน


เซลล์ซ่อมเซลล์ : ความหวังชาติพันธุ์มนุษย์ หรือ ศาสตร์ต้องห้าม


สำหรับคนไทย "สเตมเซลล์" ได้รับการแนะนำให้รู้จักมาเป็นเวลานานพอสมควร ผ่านการวิพากษ์หลากประเด็นทั้งศีลธรรม และศาสนา ปะทะกับประเด็น "การรักษาชีวิต" ถึงวันนี้ก็ยังหาข้อยุติไม่ได้

เซลล์ ซ่อม เซลล์ หรือ Biomolecular Therpy สามารถรับรู้ได้ด้วยหลักการเดียวกัน กำเนิดของเซลล์ซ่อมเซลล์ มาจากความเชื่อที่ว่า ความเจ็บป่วยของมนุษย์ในบางกรณี เกิดจากความเสื่อมของอวัยวะบางอย่าง และนำพาให้อวัยวะอื่นๆ เกิดความเสื่อมไปด้วย ดังนั้น การรักษา จึงมุ่งที่จะรักษาอวัยวะที่เสื่อม โดยมุ่งเน้นไปยัง "อาการ" ซึ่งถูกมองว่าเป็นปลายเหตุ แต่ต้นเหตุคือ "อวัยวะ" โดยการรักษาอวัยวะ ด้วยวิธี "เซลล์ซ่อมเซลล์" นั้น พัฒนามาจากการเปลี่ยนเซลล์อวัยวะ หรือ Living Cell Transplant ซึ่งจะต้องทดแทนด้วยเซลล์ของอวัยวะชนิดเดียวกันที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่เนื่องจากกรรมวิธีการรักษาเซลล์ยุ่งยาก และมีค่าใช้จ่ายสูงมากจึงมีการพัฒนากลายมาเป็น แนวทางการรักษาแบบ เซลล์ซ่อมเซลล์ หรือ Biomolecular Therapy ซึ่งเป็นการสกัดสารบางอย่างซึ่งเป็นตัวออกฤทธิ์ออกมาจากเซลล์

นั่นก็คือ ที่มาของประเด็นยาสมองหมู ตามทฤษฎี "เซลล์ซ่อมเซลล์" Biomolecular Therapy ซึ่งเป็นการสกัดสารโปรตีนที่เรียกว่า "ซีโนจีนิค เปปไทด์ (Xenogenic Peptide)" ออกมาจากเซลล์ของอวัยวะเดียวกันของสัตว์ชนิดหนึ่งเพื่อทำหน้าที่ซ่อมแซมอวัยวะนั้นๆ ของสัตว์ชนิดเดียวกันหรืออีกชนิดหนึ่ง เช่น เซลล์ในสมองหมู สามารถที่จะสกัดสารโปรตีน ซีโนจีนิค เปปไทด์ออกมา เพื่อนำมาซ่อมแซมเซลล์สมองของมนุษย์ได้

  • Xenogenic Peptide : คืออะไร
    Xenogenic Peptide คือ สารโปรตีนที่อยู่ในไซโตปลาสซึ่ม

  • ไซโตปลาสซึ่ม คืออะไร
    ไซโตปลาสมา คือ ของเหลวที่อยู่ในเซลล์ เปรียบให้เห็นง่าย ลองนึกภาพเซลล์ในร่างกายคนเรา หน้าตาจะเหมือนไข่ไก่ มีเปลือกของเซลล์ คล้ายเปลือกไข่ และมีไซโตพลาสมาเป็นไข่ขาว มีนิวเคลียสเป็นไข่แดง สิ่งที่สกัดออกมาคือไซโตพลาสมา หรือไข่ขาวนั่นเอง
การสกัดไซโตพลาสมาออกจากเซลล์ โดยคงคุณสมบัติทางชีวภาพไว้ นับเป็นเทคโนโลยีที่มีความสลับซับซ้อน มีการใช้กรดย่อยผนังเซลล์ภายใต้ความเย็นสูง แล้วแยกนิวเคลียสของเซลล์ออก สกัดเฉพาะไซโตพลาสซึ่ม เก็บภายใต้ภาวะสุญญากาศ โดยคุณสมบัติที่ดีของกรรมวิธีนี้คือ เซลล์ร่างกายไม่ต่อต้านเนื่องจากขาดเอกลักษณ์ของเซลล์ เซลล์ร่างกายไม่สามารถจำแนกได้ว่าเป็นสิ่งแปลกปลอม และยังคงคุณสมบัติการซ่อมแซมอย่างเฉพาะเจาะจงอยู่

ดังนั้นสารสกัดโปรตีนที่ได้มาจึงสามารถแทรกซึมเข้าสู่อวัยวะเป้าหมายได้ และทำหน้าที่ซ่อมแซมเซลล์ที่สึกหรอของอวัยวะนั้นๆ ให้กลับมาเป็นเซลล์สุขภาพดี จนสามารถที่จะแบ่งเซลล์สุขภาพดีออกมาเรื่อยๆ ทำให้อวัยวะนั้นๆ มีสุขภาพดีตามมา

การนำสารสกัดโปรตีนที่สกัดได้เข้าสู่ร่างกายนั้นทำได้หลายทางทั้ง การผลิตในรูปแบบของยาเม็ด เป็นแคปซูล และยาฉีด โดยยังคงรักษาคุณสมบัติทางชีวภาพไว้ได้ระยะเวลาหนึ่ง

ดังนั้น การนำสมองหมูมาเป็นยาอายุวัฒนะ จึงเป็นเรื่องของการสกัดสารโปรตีนที่มีคุณสมบัติทางชีวภาพระดับเซลล์ ไม่ใช่การสกัดสารอาหารจากสมองหมูแต่อย่างใด ซึ่งทำให้ไม่จำเป็นต้องเป็นเพียงสมองหมูเท่านั้น กรรมวิธีเดียวกันสามารถสกัดได้จากสมองของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่นๆ ได้ผลเหมือนกัน

เทคโนโลยีนี้ พัฒนามากในประเทศเยอรมัน และประเทศรัสเซีย มีการวิจัยอย่างยาวนาน และพัฒนามากว่า 40 ปี จนกลายเป็นอีกแขนงของการรักษา ซึ่งเจ้าของความรู้ได้จดลิขสิทธิ์กรรมวิธีการสกัดสารโปรตีน จากเซลล์อวัยวะต่างๆ ไว้เป็นลิขสิทธิ์เฉพาะแล้ว โดยมีผลครอบคลุมระดับนานาประเทศ นั่นหมายถึงหากประเทศไทยมุ่งมั่นที่จะเป็นแหล่งผลิต สารสกัดโปรตีนจากสมองหมู มีทางเป็นไปได้ 2 ประการ คือ ในรูปแบบของการซื้อหัวเชื้อมาผลิต หรือซื้อลิขสิทธิ์กรรมวิธีผลิต แต่ในประเด็นของการผลิตหัวเชื้อเอง ก็ยังคงมีคำถามในเรื่องของประสิทธิภาพของสารสกัดว่าจะทำงานได้ดีเทียบเท่าต้นฉบับ ที่มีประสบการณ์ยาวนานทางด้านนี้หรือไม่

ในขณะเดียวกัน การตั้งคำถามถึง ประเด็นของการเป็น "การแพทย์ทางเลือก" ซึ่งน่าจะเป็นการเปิดโอกาสให้กับผู้ป่วยที่มีความสนใจที่จะดำเนินการรักษาโรคในแนวทางเซลล์ซ่อมเซลล์นี้ เพราะในปัจจุบันมีการให้คำปรึกษาแพทย์ และให้ข้อมูลแนวทางการรักษาผ่านศูนย์ฯ และผ่านทางระบบอินเตอร์เน็ต แต่การรักษาด้วยวิธีการนี้ยังไม่มีในประเทศไทย ใครสนใจต้องเดินทางไปรับการรักษายังต่างประเทศ โดยเรื่องการขอเปิดการรักษาในแนวทางนี้ยังคงอยู่ในกระบวนการพิจารณา แต่เมื่อผู้นำประเทศเป็นผู้เปิดประเด็น "ยาสมองหมู" โอกาสของผู้ที่สนใจศาสตร์แขนงนี้ ที่จะเห็นการเปิดการดำเนินการในประเทศไทยจึงมีความเป็นไปได้สูง แต่ก่อนจะถึงวันนั้น คงต้องตอบคำถามของสังคมในเรื่องของหลักศาสนา ศีลธรรม เหมือนกรณีของสเตมเซลล์เช่นเดียวกัน

การรักษาแบบ "เซลล์ซ่อมเซลล์" เหมือนจะเป็นการไขรหัสธรรมชาติบางประการ ช่วยให้มนุษย์สามารถชะลอความแก่ และรักษาความเสื่อมของร่างกายลงไปถึงระดับเซลล์ โดยสามารถระบุอวัยวะที่ต้องการให้ซ่อมแซมได้ด้วย และมีพัฒนาการก้าวหน้าไปจนถึงคุณสมบัติของสารโปรตีนสกัดที่มีความแตกต่างเมื่อสกัดออกมาจากเซลล์ที่มีอายุการเจริญเติบโตต่างๆ กันก้าวต่อไปของการคิดค้นสุดที่จะคาดเดา ทั้งหมดนี้เป็นการคิดค้นเพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์ เพราะไม่ว่ายุคสมัยใด มนุษย์ก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะเอาชนะธรรมชาติ เพื่อความเป็น "อมตะ"

"ยาสมองหมู" อาจเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการชะลอความแก่ หรือเป็นแนวทางใหม่ในการรักษาโรคที่หมดความหวังจากการรักษาในแนวทางแพทย์แผนปัจจุบัน หลายคนยอมทุ่มเทเงินทองเพื่อให้ได้มาซึ่ง "โอกาส" ในการที่จะหลุดพ้นจากความทรมานเพราะโรคภัยไข้เจ็บ การเดินทางไปรักษายังต่างประเทศเป็นการสูญทั้งเวลา ค่าใช้จ่าย และดุลการค้า การที่ยาสมองหมูได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น คงจะเป็นตัวบ่งชี้อะไรบางอย่าง พอที่จะทำให้ท่านนายกฯ มองเห็นคุณสมบัติของ "สมองหมู" ว่านอกจากจะช่วยชะลอความแก่แล้วยังน่าจะเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือช่วยชะลอความจน ในฐานะสินค้าตัวใหม่ของประเทศนี้


(update 7 มีนาคม 2003)
[ ที่มา..หนังสือ นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 26 ฉบับที่ 11 พฤศจิกายน 2545 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600