ก่อนจะนึกไปถึงวันที่รูปร่างจะกลับมาปิ๊งปั๊งเหมือนเดิม มาสำรวจกันก่อนดีกว่าว่าภายหลังคลอดใหม่ๆ นั้น
ภาวะไหนที่เรียกว่าปกติจนพร้อมลุยเลี้ยงเจ้าตัวน้อยได้
เรื่องนี้คุณหมออานนท์ไม่พลาดนำมาบอกกล่าวกันค่ะ
หลังจากเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้ากับการตั้งครรภ์และการคลอดมาตั้งนาน
ทั้งกลัวทั้งตื่นเต้นกับการที่จะได้เป็นแม่ สุดท้ายก็ได้เป็นแม่สมใจอยาก
เห็นลูกออกมาสมบูรณ์แข็งแรงน่ารัก ความเจ็บความเหนื่อยก็แทบจะหายไปหมดเลยล่ะครับ
และแม้จะทั้งเหนื่อยทั้งเพลียแต่มันก็ดีใจ ภูมิใจที่ได้สร้างชีวิตหนึ่งขึ้นมา ชีวิตที่อยู่ในท้องเรา
ตอนนี้เขาออกมาเป็นลูกของเราอย่างสมบูรณ์แล้ว ให้เราต้องดูแลเลี้ยงดูเติบโตไปด้วยกัน
เมื่อมีลูก คุณแม่ส่วนใหญ่ก็จะคิดถึงแต่ลูก จนหลายๆ คนลืมที่จะดูแลตัวเอง
ถ้าในช่วงหลังคลอดคุณแม่ฟื้นตัวดี สดชื่นแข็งแรง สุขภาพกายสุขภาพใจดี
ก็จะสามารถทุ่มเทให้กับเจ้าตัวน้อยได้เต็มที่ แต่ถ้าหากคุณแม่มีปัญหาหลังคลอด
แทนที่จะเอาเวลามาดูแลเจ้าตัวน้อยกลับต้องวุ่นวายกับปัญหาของตัวเอง
สุขภาพจิตก็แย่
อย่างนี้คงเป็นการเริ่มต้นการเป็นแม่ที่ไม่ค่อยดีนัก
หลังคลอด แบบไหนเรียกปกติ
หลังคลอดใหม่ๆ คุณแม่จะยังคงนอนพักที่ห้องคลอดก่อน เพื่อดูว่าจะไม่มีอาการตกเลือด
ความดันเลือดปกติ แผลไม่บวม ไม่มีเลือดคั่ง ดูจนแน่ใจแล้วก็จะย้ายคุณแม่กลับไปห้องพัก
ช่วงนี้คุณแม่จะเหนื่อย แต่จะให้นอนพักหลับตาก็คงหลับไม่ลง มันตื่นเต้น ดีใจ ภูมิใจที่ได้รู้สึกว่า
ตอนนี้ฉันเป็นแม่แล้วนะ ฉันมีลูกแล้วนะ แต่อย่างไรก็ตามคงต้องสนใจดูแลตัวคุณแม่เองด้วย
โดยเริ่มตั้งแต่หลังคลอดกันเลย
ช่วงหลังคลอดคุณแม่จะนอนอยู่โรงพยาบาล 2-3 วัน เพื่อพักฟื้นจนแข็งแรง
แล้วหัดเลี้ยงลูกให้คล่องแล้วค่อยกลับบ้าน การดูแลตัวเองตอนอยู่ที่โรงพยาบาลก็ไม่ยากหรอกครับ
หลักง่ายๆ มีแค่ 4 ข้อ
ข้อแรก สำคัญที่สุดคือต้องไม่มีไข้ตัวร้อน ถ้าหากมีไข้ตัวร้อนขึ้นมาก็ต้องอยู่โรงพยาบาลยาวเลยล่ะทีนี้
เพราะแสดงว่าอาจมีอะไรอักเสบแอบซ่อนอยู่ เช่นแผลอักเสบ หรือมดลูกข้างในอักเสบก็ได้
ข้อสอง ปวดมดลูกก็ต้องรู้สึกปวดน้อยลงเรื่อยๆ พอลูกออกจากมดลูกไปแล้วมดลูกที่โตค้ำลิ้นปี่
ก็จะหดตัวเล็กลงเหลืออันเท่าส้มโอ แล้วจะบีบตัวเล็กลงเรื่อยๆ วันละ 1 นิ้วมือ บีบตัวทีก็เล็กลงนิด
บีบทีก็ปวดอีกหน่อย เวลาปวดก็จะปวดบีบๆ เหมือนปวดประจำเดือนยังไงยังงั้นขึ้นเลยล่ะ
แต่จะปวดมากกว่าก็มดลูกมันโตกว่านี่ครับ อาการปวดจะลดน้อยลงเรื่อยๆ สองสามวันก็หายปวดแล้ว
แต่จะปวดมากขึ้นตอนลูกดูดนม ยิ่งปวดมดลูกก็ยิ่งเล็กลงพุงจะได้ยุบไวๆ ไงครับ
ข้อสาม หลังคลอดจะมีน้ำคาวปลาออกมาทางช่องคลอด ที่จริงก็ไม่ได้เป็นน้ำจากปลาที่ไหนหรอกครับ แต่เป็นเลือดปนน้ำเหลืองที่ซึมออกจากรอยแผลบริเวณที่เคยมีรกเกาะอยู่นั่นแหละ
วันแรกน้ำคาวปลาจะเป็นสีแดงสดออกประมาณหนึ่งเท่าครึ่งของรอบเดือน วันที่สองก็ยังคงแดงสดอยู่แต่จะออกน้อยลงพอๆ
กับประจำเดือนมาวันแรก วันที่สามยังแดงสดเหมือนเดิมแต่น้อยลงเหลือประมาณครึ่งหนึ่งของรอบเดือน
หลังจากนั้นก็จะออกจางลง น้อยลงเรื่อยๆ จนสิบวันก็เป็นน้ำเหลืองใสๆ แล้วจะหมดสนิทใน 14 วัน
อย่างเก่งก็ไม่เกิน 21 วัน
น้ำคาวปลาที่ว่านี้มันต้องออกน้อยลงเรื่อยๆ จนหมดนะครับ แต่ถ้าหากออกมากขึ้นเรื่อยๆ
นี่สิมีปัญหาซึ่งก็มักเป็นการอักเสบของโพรงมดลูก หรือไม่ก็มีเศษรกตกค้างอยู่ข้างใน
งานนี้สงสัยโดนจับไปขูดมดลูกแน่ แต่น้ำคาวปลาไม่ได้ไหลกันต่อเนื่องทั้งวันนะครับ
เวลานอนมันจะขังอยู่ในมดลูก แต่พอลุกนั่งหรือยืนนี่สิจะไหลพรวดออกมาเป็นก้อนๆ เลยล่ะ
แต่ถ้ารวมๆ แล้วมันออกน้อยลงเรื่อยๆ ก็ไม่มีปัญหา
ข้อสุดท้าย เจ็บแผลก็ต้องเจ็บน้อยลงเรื่อยๆ ห้ามเจ็บมากขึ้นเป็นเด็ดขาด
เวลาคลอดลูกส่วนใหญ่คุณหมอจะตัดฝีเย็บ แผลจะได้เรียบสวยไม่ฉีกขาดรุ่งริ่ง แต่โชคไม่ดีนะครับที่ช่องคลอดอันแสนจะบอกบางต้องมาอยู่ใกล้กับทวารหนักที่เป็นส่วนที่สกปรกที่สุดของร่างกาย
แผลฝีเย็บก็จะยิ่งใกล้ทวารหนักไปกันใหญ่ การดูแลฝีเย็บเลยต้องดูแลกันให้ดีเป็นพิเศษหน่อย เดี๋ยวของรักของหวงมันอักเสบขึ้นมาทั้งเจ็บทั้งบวมเดินหุบขาไม่ลงกันไปอีกเป็นเดือน
ฝีเย็บ เรื่องต้องดูแล
หลังคลอดแรกๆ คงต้องทุ่มเทดูแลฝีเย็บกันหน่อยครับ เวลาทำความสะอาดก็ต้อง "เช็ดลงล่างทางเดียวทิ้ง" คือต้องเช็ดทำความสะอาดเริ่มจากช่องคลอดแล้วเช็ดลากไปทางทวารหนักทุกครั้ง ห้ามย้อนศรเด็ดขาด
ถ้าเช็ดย้อนขึ้นเชื้อโรคจากทวารหนักก็จะยกโขยงเข้าไปในแผล แค่สองวันก็ได้เรื่องแล้วครับ
แล้วไม่ต้องขี้เหนียวนะครับ เช็ดทีเดียวแล้วทิ้งเลย ไม่ใช่เช็ดแล้ววนมาเช็ดอีกเรื่อยๆ
เพราะพอเช็ดแล้วสำลีมันก็สกปรก มีเชื้อโรคเรียบร้อยแล้ว เอามาเช็ดซ้ำแทนที่จะสะอาด
กลับกลายเป็นเอาเชื้อโรคเข้าไปในแผลซะนี่
เวลาอาบน้ำหากแผลโดนน้ำก็ไม่มีปัญหาครับ ล้างด้วยน้ำเปล่าได้โดยให้น้ำรินไหลผ่านนะครับ
ห้ามเอาหัวฉีดล้างชำระ หรือใช้ฝักบัวล้างโดยตรง เพราะแรงของน้ำจะทำให้แผลเปิดแยกออกจากกันได้
แถมบางทีกลับทำให้เชื้อโรคเข้าไปสู่ส่วนลึกๆ ของแผลได้อีกด้วย
อาบน้ำเสร็จก็เช็ดให้แห้งใส่ผ้าอนามัยไว้ให้เรียบร้อย
ช่วงหลังคลอดจะมีน้ำคาวปลาไหลซึมออกมาทางช่องคลอด
ก็ต้องใส่ผ้าอนามัยเอาไว้ตลอด และต้องเปลี่ยนผ้าอนามัยบ่อยๆ นะครับ
ให้แผลแห้งๆ ไว้เป็นดี อย่ามัวแต่ขี้เหนียวใส่ตัวเดียวอันเดียวกันทั้งวันทั้งคืน
แผลมันจะชื้นแฉะหมักหมม อักเสบได้ง่ายเหมือนกัน
คุณแม่หลังคลอดมักจะบ่นกับหมอเรื่อยเลยครับว่ารู้สึกแผลมันจะตึงๆ รู้สึกแผลตึงก็ดีสิครับ
แสดงว่าหมอเย็บแผลได้กระชับดี ถ้าหากรู้สึกแผลมันหย่อนๆ หลวมๆ นั่นแหละที่น่าเป็นห่วง
คราวนี้ถ้าแผลมันตึงเวลาทำอะไรต้องระวังนิดหน่อยนะครับ
ส่วนมากเวลาอยู่บนเตียงจะให้ลูกกินนม คุณแม่จะชอบนั่งขัดสมาธิกัน
แต่การนั่งท่านี้ขาจะฉีกแยกออกจากกันเยอะ แผลที่ตึงอยู่แล้วก็แทบจะปริแยกออกจากกัน
เจ็บแทบตายเลยล่ะ พยายามนั่งท่าพับเพียบดีกว่า ดูเรียบร้อยแล้วก็ไม่เจ็บด้วย
ผู้หญิงเราเวลานั่งบริเวณฝีเย็บจะโดนน้ำหนักตัวทับลงกับพื้นทุกที
เลยทำให้คุณแม่คลอดใหม่ๆ นั่งตรงๆ ไม่ค่อยได้ ต้องคอยตะแคงเอาน้ำหนักลงแก้มก้นซ้ายทีขวาที
นั่งพับเพียบอย่างที่แนะนำนี่ดีที่สุดครับ ไม่ค่อยเจ็บ แต่ถ้ายังนั่งไม่ถนัดก็หาห่วงยางของเด็กๆ
อันละไม่กี่สิบบาทมารองนั่งก็ได้ เผื่อลูกโตยังเอาไปหัดว่ายน้ำต่อได้
แต่ท่าเวลาเดิน ไม่ควรเดินหนีบๆ นะครับ ให้เดินขาแยกออกจากกันเล็กน้อย
เดินแบบจิ๊กโก๋ซ่าคับซอยทำนองนั้นแหละ เพราะแผลมันจะอยู่ตรงกลางระหว่างขาพอดี
ถ้าเดินหนีบๆ แบบนางสาวไทยแผลจะระบมเพราะสีกันเอง เดินแยกนิดหน่อยแต่พองาม
เดินอย่างนี้สัก 7 วันแผลก็จะค่อยๆ หาย คราวนี้ก็กลับมาเดินท่าปกติได้แล้วครับ
อย่าเผลอเดินแบบนี้นาน เดี๋ยวใครเขาจะนึกว่าเป็นฝีมะม่วงเอานะ
ปกติแผลฝีเย็บจะหายเจ็บค่อนข้างเร็ว ความเจ็บถ้าวัดกันเป็นตัวเลขได้
ก็จะเจ็บน้อยลงวันละ 30 เปอร์เซ็นต์ วันแรกเจ็บ 100 วันที่สองเจ็บ 70 วันที่สามเจ็บ 40
วันที่สี่เจ็บ 10 แล้วก็หายเจ็บไปเลย แต่ถ้าเจ็บมากขึ้นเป็นปัญหาแล้วล่ะ ยิ่งแผลบวม
แผลแดงมาขึ้นท่าจะไม่ดี แผลอาจมีการอักเสบเกิดขึ้นแล้ว
ต้องรีบให้คุณหมอดูแผลว่ามันจะอักเสบหรือเปล่า
เวลาเจ็บแผลมากๆ ก็หายาพาราเซตามอลกินกันก่อนนะ
แต่ถ้ากินยาแล้วไม่ดีขึ้นค่อยเอาผ้าห่อน้ำแข็งมาประคบ มันจะเย็นจนชาคลายปวดได้ดี
แต่ต้องทนหนาวจนขนลุกหน่อยละกันครับ
และส่วนใหญ่หลังการคลอดลูกไปแล้ว คุณแม่อาจจะดีใจที่ได้ผ่านบทเรียนของการเป็นแม่บทแรกไปได้
แล้วแต่หนทางของการเป็นแม่ยังมีอีกยาวไกลนัก ลูกน้อยจะต้องเติบโต ต้องเรียนรู้ อะไรต่ออะไรอีกมากมาย
หน้าที่ของแม่ดูเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด คุณแม่ต้องเรียนรู้ที่จะเป็นคุณแม่ที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้
ผมและดวงใจพ่อแม่ก็ขออยู่เป็นกำลังใจให้คุณแม่ทุกคนตลอดไป อ้อ! แล้วอย่าลืมทำหน้าที่ศรีภรรยาที่ดีด้วยนะ
หกสัปดาห์หลังคลอดก็สามารถมีอะไรกันได้ตามปกติแล้วครับ
(update 30 มิถุนายน 2003)
[ ที่มา..
นิตยสารดวงใจพ่อแม่ ปีที่ 8 ฉบับที่ 86 ธันวาคม 2545 ]
|