|
กำเนิดและพัฒนาการของเม็ดเลือด
|
|---|
การศึกษาเกี่ยวกับเซลล์เม็ดเลือดซึ่งเป็นเซลล์ที่สำคัญในการดำรงชีวิตของมนุษย์
คือสาชาวิชาโลหิตวิทยา (Hematology) เม็ดเลือดแบ่งง่ายๆ เป็นเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด
ซึ่งไหลเวียนอยู่ในกระแสโลหิต ส่วนใหญ่จะมีต้นกำเนิดจากไขกระดูกจำนวนแตกต่างกัน
อัตราส่วนและจำนวนของแต่ละเซลล์ในไขกระดูกและที่อยู่ในกระแสเลือดก็ต่างกัน
อีกทั้งยังต่างกันไปในแต่ละบุคคลด้วย
เม็ดเลือดขาว
เม็ดเลือดขาวมีชื่อภาษาแพทย์ว่า ลูโคไซ้ท์ (Leukocyte) ซึ่งมีรากศัพท์คือ Leuko ซึ่งแปลว่า ขาว
ร่างกายเรามีเม็ดเลือดขาวหลายชนิด โดยมีเซลล์ต้นกำเนิดเดียวกันคือ Pluripotential Stem Cell
จากนั้นก็จะเจริญต่อไปอีกหลายเซลล์จนแยกสายออกเป็น
1. เม็ดเลือดขาวชุด Granulocyes ซึ่งภายในไขกระดูกจะมีเม็ดเลือดขาวที่ค่อยๆ เจริญเติบโตเป็นรุ่นเป็นประเภท
โดยเซลล์อ่อนสุดคือ Myeloblast ซึ่งจะเจริญไปเป็น Promyelocyte Myelocyte Metamyelocyte Band form
และ Segmented Form ตามลำดับ เซลล์เหล่านี้ปกติจะอยู่ในไขกระดูก จะมีแต่รุ่น Band และ Segmented Form
ในกระแสโลหิต ถ้าหากมีเซลล์รุ่นอ่อนกว่านั้นปรากฏในกระแสโลหิตแล้วก็มักจะแสดงถึงภาวะผิดปกติ
เช่น มีสิ่งกระตุ้นให้ตัวอ่อนออกมาในกระแสเลือดหรือมีการติดเชื้อ หรือเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว
เซลล์ตั้งแต่ในระบบนี้คือ นิวโตรฟิล (Neutrophil) มีหน้าที่ต่อสู้และทำลายเชื้อโรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งแบคทีเรีย ดังนั้นถ้ามีเม็ดเลือดขาวในระบบนี้น้อยเกินไปก็จะติดเชื้อง่าย ในทางตรงข้าม ถ้ามีมากไปก็แสดงถึงการติดเชื้อเฉียบพลัน
เช่น ไส้ติ่งอักเสบ การติดเชื้อในกระแสเลือด การนับเม็ดเลือดจึงช่วยในการวินิจฉัย ส่วนอีโอซิโนฟิล (Eosinophil) จะมีมากกว่าปกติเวลามีพยาธิในร่างกายหรือในคนที่มีภูมิแพ้
2. เม็ดเลือดขาวชุด ลิมโฟซัยท์ (Lymphocyte) เซลล์อ่อนสุดในระบบนี้ คือ Lymphoblast
ซึ่งจะเจริญไปเป็น Prolympholyte และ Lymphocyte ตามลำดับ เด็กๆ จะมีลิมโฟซัยมากกว่าผู้ใหญ่
ความผิดปกติของเซลล์ในระบบนี้จะพบได้เวลามีการติดเชื้อไวรัสบางชนิด มะเร็งเม็ดเลือดขาวลิมโฟซัยท์ยังแบ่งออกเป็น
1. B-Lymphocyte
2. T-Lymphocyte
3. Null-cell (non-B, non-T Lymphocyte)
เซลล์ทั้งสามนี้ถ้าย้อมสีส่องจะดูเหมือนๆ กัน แต่สามารถแยกชนิดได้โดยวิธีการทางอิมมูโนวิทยา B-Lymphocyte
จะมีหน้าที่สร้างภูมิต้านทาน เรียกว่า แอนติบอดี (Antibody) หรือ อิมมูโนโกลบูลิน (Immuno Globulin)
ในกระบวนการตอบสนองที่เรียกว่า Humorol Immune response ในการกระตุ้นของแอนติเจนโดยมีเซลล์อื่นๆ
ร่วมด้วยคือ T-Lymphocyte, Macrophage และสารที่หลั่งจากเซลล์เหล่านี้ เรียกว่า Lymphokines
เซลล์ Lymphocyte นอกจากจะมีส่วนร่วมในการกระตุ้น B-Lymphocyte ให้สร้างแอนติบอดีแล้ว
ยังมีหน้าที่ในการตอบสนองต่อการสร้างภูมิคุ้มกันชนิดใช้เซลล์ (Cell-Meaiated Immune Resonse)
ส่วน Null cell หรือ Natural Killer Cell มีหน้าที่ทำลายเซลล์แปลกปลอมหรือเซลล์มะเร็งโดยการหลั่งสารที่เรียกว่า
NKCF (Natural Killer Cytotoxic Factor)
จะเห็นได้ว่าเซลล์เม็ดเลือดขาวกลุ่มลิมโฟซัยท์ มีหน้าที่ต่างๆ มากมาย ส่วนใหญ่จึงแยกไปศึกษาในวิชาอิมมูโนวิทยา
3. เม็ดเลือดขาวชุด โมโนซัยท์ (Monocyte) เซลล์อ่อนสุดในระบบนี้คือ Monoblast
ซึ่งจะเจริญเป็น Promonocyte และ Monocyte ตามลำดับ
เม็ดเลือดแดง
เม็ดเลือดแดง (Erythrocyte หรือ RBC (Red Blood Cell)) ซึ่งมีลักษณะเป็นสีแดงเพราะภายในมีสารฮีโมโกลบิน (Hemoglobin) ทำหน้าที่ขนส่งออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์ต่างๆ ทั่วร่างกาย โดยที่ฮีโมโกลบินเกิดจากโกลบินและ Heme จับกับธาตุเหล็ก
เกล็ดเลือด
เกล็ดเลือด (Platelets หรือ Thromocyte) มีหน้าที่เกี่ยวกับกลไกลการห้ามเลือด
ช่วยหยุดการไหลเวียนของเลือดเมื่อเส้นเลือดฉีกขาด มีลักษณะเป็นจานขนาดเล็กกว่าเม็ดเลือดแดงราว 1 เท่าตัว
(2-4 ไมครอน ขณะที่เม็ดเลือดแดงมีขนาด 7 ไมครอน)
เลือดมีความสำคัญต่อชีวิตเนื่องจากทำหน้าที่หลายอย่างที่ทำให้ชีวิตดำรงอยู่ได้ เช่น
1. ระบบการขนส่ง ออกซิเจน อาหาร ภูมิต้านทน โปรตีน ระบบป้องกันตัวเอง การทำลายของเสีย
2. ระบบป้องกันด้วยระบบภูมิคุ้มกัน
3. ควบคุมความสมดุลของร่างกาย โดยการควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย
(update 12 มีนาคม 2003)
[ ที่มา..หนังสือ
นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 26 ฉบับที่ 7 กรกฎาคม 2545 ]
|