IBS ในมุมมองของคนที่เป็น


ท่านเป็นคนหนึ่งหรือเปล่าที่มีอาการคลื่นไส้ ปวดท้อง ท้องผูก ท้องเสีย หรืออาการผิดปกติอื่นๆ ของการย่อยอาหาร
ถ้ามีก็อาจหมายความว่าท่านคืออีกคนหนึ่งที่เป็น IBS (IRRITABLE BOWEL SYNDROME)

ที่สหรัฐอเมริกามีคู่สมรสคู่หนึ่งซึ่งมีถิ่นฐานอยู่ที่มลรัฐโอเรกอน ทั้งคู่ต่างก็เป็น IBS แล้วก็มีอาการแสบท้องและหน้าอก เนื่องจากกรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นทางหลอดอาหาร ทั้งสองจึงแสวงหาวิธีการบำบัดความผิดปกติของตน ลองวิธีโน้นวิธีนี้ ก็มีทั้งชนิดที่ทำให้อาการดีขึ้น บางชนิดก็ใช้ไม่ได้ผล ทั้งสองก็เลยแสดงเจตนาดีโดยการเปิดเว็บไซต์เพื่อให้ข้อมูลข่าวสารแก่เพื่อนร่วมโรค

จากประสบการณ์ของคู่สมรสนี้ เขาเสนอว่า IBS ในแต่ละคนจะมีอาการต่างๆ กันไป ดังนั้นยาขนานหนึ่งอาจเหมาะกับคนๆ หนึ่ง ในขณะที่อีกขนานหนึ่งใช้ไม่ได้ผล แถมยังอาจทำให้อาการแย่ลงอีกต่างหาก

อาหารก็เช่นกัน คนๆ หนึ่งอาจรับประทานได้ ในขณะที่อีกคนหนึ่งรับประทานอาหารเดียวกัน แล้วเกิดเรื่องใหญ่ เช่น ปวดท้องขึ้นมาทันที

ความวุ่นวายของ IBS ทำให้คุณหมอ, นักวิจัย, และคนทั่วไปมีความเห็นที่ตรงกันและต่างกัน ที่แน่ๆ คือขณะนี้ยังไม่มีวิธีรักษา IBS ให้หายขาด แต่ก็มีมาตรการมากมายที่ช่วยลดอาการปวดหรืออาการอื่นๆ โดยอาจต้องมีการทดลองรักษาหลายๆ แบบ ชนิดที่เรียกว่า ลองผิด ลองถูก


IBS คืออะไร

IBS เป็นกลุ่มอาการที่บ่งบอกถึงความผิดปกติของลำไส้ที่ทำให้เกิดอาการปวดมวน ท้องอืด ท้องเฟ้อ และระบบการขับถ่ายเปลี่ยนไป ผู้ที่เป็น IBS บางคนอาจมีอาการท้องผูก (ถ่ายยากหรือถ่ายหลายๆ ครั้ง) ในขณะที่บางคนอาจมีอาการท้องเสีย (ถ่ายเหลวบ่อยๆ หรือปวดท้องอยากถ่ายขึ้นมาทันที) ส่วนบางคนมีทั้ง 2 อาการสลับกันไป โดยบางครั้งอาจมีอาการปวดมวนอยากถ่าย แต่ถ่ายไม่ออก

หลายปีที่ผ่านมา IBS มีชื่อเรียกหลายชื่อซึ่งล้วนไม่ถูกต้องตรงประเด็น เช่น
  • COLITIS (ลำไส้ใหญ่อักเสบ)
  • MUCOKS COLITIS
  • SPASTIC COLON (ลำไส้ใหญ่เกิดปลาสซัม)
  • SPASTIC BOWEL
  • FUNCTIONAL BOWEL DISEASE
ที่ว่าไม่ตรงประเด็นก็เพราะว่า IBS ไม่มีการอักเสบ
ปัญหาของ IBS ก็คือ หมอยังไม่ทราบสาเหตุ และยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด เท่าที่มีกันก็เรียกโรคนี้ว่า FUNCTIONALB DISORDER หรือ ความผิดปกติในการทำงานก็เพราะว่า ตรวจไม่พบรอยโรคที่ลำไส้ แต่มีอาการต่างๆ ได้มากมายโดยไม่มีความเสียหายต่อลำไส้โดยถาวร ไม่ทำให้เกิดเลือดออกในลำไส้ และไม่กลายเป็นมะเร็ง ในบางคน IBS จะมีอาการเบาๆ ขณะที่บางคนจะมีอาการมากจนไม่สามารถไปร่วมงานสังคม ไปทำงาน หรือเดินทางแม้ระยะสั้น แต่จะสามารถควบคุมอาการไว้ได้เมื่อคุณหมอสั่งจ่ายยาให้ร่วมกับคำแนะนำด้านอาหาร และการบริหารความเครียด

คู่สมรสคู่นี้เล่าว่า ทางคุณหมอซักประวัติและตรวจร่างกายแล้วก็บอกว่าเขาเป็น IBS ทำให้ทั้งคู่เกิดความโล่งอกโล่งใจว่าอย่างน้อยก็รู้แล้วว่าเป็นโรคอะไร ได้รู้ว่าทำไมจึงมีอาการมาช้านาน บางวันก็แค่พอรำคาญ แต่บางวันกลับมีอาการมากจนทำงานไม่ได้ อาการที่เกิดขึ้นจึงไม่มีรูปแบบที่ชัดเจน และเกิดขึ้นทุกเวลาจนเป็นอุปสรรคในการเข้าสังคม

เมื่อถามคุณหมอว่า IBS คืออะไรก็ได้รับคำตอบว่า เป็นคำย่อของ IRRITABLE BLOWEL SYNDROME ครั้นถามต่อไปว่าแล้วโรคนี้คืออะไรล่ะ คุณหมอก็เริ่มอึกอักและตอบว่า "ผมก็ยังไม่รู้แน่ว่าโรคนี้คืออะไร แต่เนื่องจากอาการที่คุณเป็นอยู่นั้น และหาสาเหตุอื่นๆ ไม่ได้ก็เลยสรุปว่าเป็นโรคนี้"

เจอคำตอบแบบนี้คนไข้ที่มีสติปัญญาปานกลางก็คงคิดต่อไปว่า ถ้าคุณหมอไม่รู้ว่าโรคนี้คืออะไรแล้วคุณหมอจะรักษาโรคให้หายขาดได้อย่างไร ?

คำตอบคือ "รักษาไม่หาย"
IBS เป็นคำวินิจฉัยที่ค่อนข้างจะครอบคลุมสารพัดอาการของโรค ก็ตามที่เกิดอาการเรื้อรัง ทางระบบทางเดินอาหารทั้งๆ ที่ไม่มีโรคอย่างเป็นตัวเป็นตน พูดอย่างนี้ต้องขยายความที่ว่าโรคนี้เป็นตัวเป็นตนนั้น อาจสื่อให้เห็นตัวอย่างที่ชัดเจนอย่างเช่น ไส้ติ่งอักเสบทำให้ปวดท้องน้อยด้านขวา การตัดไส้ติ่งออกอาการก็หายไปแต่ IBS ไม่มีพยาธิสภาพเป็นตัวเป็นตนอย่างโรคไส้ติ่งอักเสบ ด้วยเหตุนี้คนที่เป็น IBS ส่วนใหญ่จะไม่หายขาด โดยอาการจะยังคงอยู่และดีขึ้นเป็นระยะๆ เวลาทีได้ยารักษา บางคนเก่งหน่อยก็จะสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิต เช่น ปรับเปลี่ยนอาหารและวิถีชีวิตจนอาการบรรเทาลง

ผู้อ่านหลายท่านอาจสงสัยว่า IBS จริงๆ แล้วมีอาการอะไรบ้างนะ ก็ขอเรียนว่าคนสองคนที่เป็น IBS ทั้งคู่แต่อาจมีอาการแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เช่น คนหนึ่งอาจรับประทานอาหารชนิดหนึ่งได้ ในขณะที่อีกคนหนึ่งขืนรับประทานอาหารเดียวกันนั้นเป็นได้เรื่อง กล่าวคือ IBS มาถามหาทันที คำแนะนำจากเพื่อนๆ ที่ให้ด้วยความหวังดีบางครั้งกลับทำให้อาการเลวลง

IBS จึงใช่คำวินิจฉัยที่จำเพาะเจาะจงโรคหรือภาวะหนึ่ง แต่เป็นคำเรียกกลุ่มอาการมากกว่า ข้อสำคัญคือ คนที่เป็น IBS จะไม่สามารถสื่อให้คนรอบข้างทราบถึงความทุกข์ทรมานที่เขาประสบอยู่เลย ที่ร้ายก็คือ เวลาเราจะเล่าอาการทางระบบทางเดินอาหารนั้น คนทั่วไปจะมีความขัดเขิน เพราะอาการที่อธิบายอาจจะฟังแล้วหน้าเบ้ หรือเห็นเป็นของสกปรก อย่างเช่นพูดถึงเรื่องอุจจาระ อีกประการหนึ่งพอเป็น IBS แล้ว อาการจะเรื้อรัง แต่ละวันที่ผ่านไป อาจมีอาการไม่เหมือนกัน

ที่สหรัฐอเมริกา เขาจะมีวันธรรมหนึ่งซึ่งดีมากกล่าวคือ คนที่ป่วยเป็นโรคเดียวกันจะรวมตัวตั้งกลุ่ม หรือชมรมเพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกัน IBS ก็มีกลุ่มอย่างที่ว่าเพราะมีคนเป็นกันมาก และเมื่อไม่นานมานี้พวกเขาขอให้สมาชิกบอกคุณลักษณะ 5 ประการที่อยากจะให้คนที่ไม่ได้เป็น IBS เข้าใจ ปรากฏว่าเมื่อนำมาประมวลเข้ากันได้ถึง 14 ข้อดังต่อไปนี้
1. IBS เป็นภาวะที่ต้องการการบำรุงรักษาที่สุด คือไม่ใช่โรคที่เป็นแล้วกินยาสักเม็ดแล้วอาการจะหายไปสิ้น แต่ต้องมีการระมัดระวังดูแลรักษาอย่างสม่ำเสมอ เพื่อไม่ให้อาการเลวลง อย่างเช่นเวลาจะไปรับประทานอาหารที่ภัตตาคารนอกบ้าน คำถามที่คนอื่นอาจเห็นว่าเรื่องมากนั้น กลับมีความสำคัญต่อคนที่เป็น IBS เช่น จะสั่งอาหารในเมนูสักจานหนึ่งก็ต้องถามว่า ภายในอาหารจานนั้นมีส่วนประกอบอะไรบ้าง มีห้องน้ำอยู่ตรงไหน เพราะต้องเล็งไว้ให้ดี กรณีที่อาการท้องเสียเกิดขึ้นเฉียบพลัน เนื่องจากอาหารผิดสำแดงจนเกิดอาการของ IBS มิฉะนั้นอาจไปไม่ถึงห้องน้ำก็ได้

2. IBS ไม่ใช่โรคที่เป็นชั่วครั้งชั่วคราวแล้วจะหายไป แต่กลับเป็นโรคที่เป็นแล้วเป็นอีก

3. อย่าหาว่าฉันจู้จี้เรื่องอาหารเลยนะ ที่เธอชวนหรือบังคับให้ฉันกินโน่นกินนี่นะ ฉันต้องปฏิเสธไว้ก่อน เพราะไม่ทราบว่ากระเพาะอาหารของฉันจะยอมรับอาหารที่เธออยากให้ฉันกินหรือไม่

4. เวลาอาการกำเริบก็ขอนั่นนี่ในห้องน้ำที่มากพอ โดยไม่ต้องมาคอยห่วงใยอยู่ใกล้ๆ เพราะจะยิ่งทำให้ฉันอับอายมากขึ้น

5. กฎระเบียบข้อบังคับเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เช่นเดียวกับอาการ, ยา, สมุนไพร หรืออาหารพิเศษที่เคยทำให้คนๆ หนึ่งซึ่งเป็น IBS มีอาการดีขึ้นอยู่ดีๆ อาจจะไม่ดีอีกแล้ว อาการกลับเป็นขึ้นมาอีกย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย อาหารซึ่งคนที่เป็น IBS เคยรับประทานได้อย่างสบาย อาจก่ออาการได้อย่างไม่มีสัญญาณเตือน นี่คือหนึ่งในเหตุผลหนึ่งที่ว่า IBS เป็นโรคที่ยากแก่การอธิบายหรือเล่าสู่กันฟัง

6. ฉันไม่ได้ใช้ IBS มาอ้างเป็นข้อแก้ตัวนะ การออกนอกบ้านเป็นเรื่องชวนฝันร้ายสำหรับคนที่เป็น IBS เพราะอาการอาจเกิดหรือเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ดังนั้นในบางช่วงเวลาฉันอาจจะออกนอกบ้าน ตามคำชวนไม่ได้แม้ว่าฉันอยากจะไป แล้วอย่าทำหน้าตลก ถ้าฉันถามว่าที่ๆ จะไปนั้นมีห้องน้ำห้องส้วมหรือเปล่า ถ้าในกรณีที่เราไปด้วยกันจริงๆ ก็ขอให้เธอเตรียมใจไว้ด้วยว่าฉันอาจจะต้องวิ่งหาห้องน้ำในทันทีทันใด

7. คนที่เป็น IBS ไม่ค่อยอยากจะคุยเรื่องที่เขาเป็น ที่จริงคนเราเวลาไม่สบายเป็นอะไรก็อยากจะเล่าสู่กันฟัง แล้วคนที่เป็น IBS จะเบื่อตัวเองที่ต้องอธิบายแล้วอธิบายอีกทุกครั้งที่เจอหน้า เพราะคนถามคิดว่าเป็นโรคที่น่าจะหายไปเอง

8. IBS ไม่ใช่โรคติดต่อ ดังนั้นการคบหาสมาคมจะไม่ทำให้ติดโรคจากการกอดจูบ

9. IBS ไม่ใช่โรคประสาท แน่ล่ะ…ว่าความเครียดอาจทำให้อาการเลวลง แต่การตราหน้าคนเป็น IBS ว่า ป.ส.ด. จนเจ้าตัวรู้สึกว่าเป็นคนบ้านนั้น จริงๆ แล้วไม่ใช่เลย

10. IBS มีอาการต่างๆ ได้หลายอย่างเปลี่ยนไปได้เรื่อยๆ

11. อย่าคิดว่า ฉันรังเกียจเธอจนไม่ยอมไปไหนด้วย แต่ถ้าเป็นที่ที่ไม่มีห้องน้ำแล้วไม่ดีแน่

12. ถ้าฉันจะมาสาย ก็ไม่ใช่เพราะฉันไม่สนใจหรือไม่วางแผน แต่เพราะเป็นเรื่องช่วยไม่ได้ คือ ถ้ายังมาไม่ถึงตามนัด ก็ต้องหมายความว่า ฉันนั่งจุ้มปุ้กอยู่ที่โถส้วมที่ไหนสักแห่ง

13. ฉันควบคุมอาการไม่ได้ ฉันจะไปสั่งให้อาการหยุด/ไปไม่ได้ ดังนั้น อย่าหาว่าฉันขี้แยหรือขี้โรคเลย

14. ไม่สนุกเลยที่จะต้องมีชีวิตอยู่กับ IBS ทุกวัน
การทำความเข้าใจกับเรื่อง IBS จะช่วยทำให้ท่านผู้อ่านเห็นอกเห็นใจเพื่อนที่เป็น IBS แล้วแสดงความปรารถนาดีในสิ่งที่ถูกที่ควร เพื่อเขาจะได้มีกำลังใจต่อสู้กับชีวิตต่อไป


(update 23 มิถุนายน 2003)
[ ที่มา..หนังสือ นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 27 ฉบับที่ 2 มีนาคม 2546 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600