ปฏิรูปศึกษาเด็กเรียนน้อย
มีความสุขมากขึ้น แต่หวั่นคุณภาพลดลง


การปฏิรูปการศึกษาที่เห็นได้ชัดคือผ่อนคลายความเครียดในชั้นเรียนให้เด็กๆ ไม่ต้องเรียนหนัก แต่เด็กๆ ซึ่งคุ้นเคยกับการเรียนหนักๆ กลับยังไม่ชิน
ผู้นำนักเรียนเห็นว่า 4 ปีปฏิรูปการศึกษา เด็กมีความสุขขึ้น ได้เปิดโลกทัศน์การเรียนรู้ แต่หลักสูตรใหม่ไม่มีหนังสือเรียน มีแต่เอกสาร อยากให้มีหนังสือเรียน และไม่มั่นใจคุณภาพการศึกษา เวลาจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยเริ่มไม่มั่นใจ ยังต้องเครียด และกวดวิชา ขณะที่เด็กรู้สึกว่าเป็นหนูตะเภา ทั้งเงินอุดหนุนนำไปใช้ด้านวัตถุ ปรับปรุงอาคารสถานที่ ไม่ลงไปสู่การเรียนการสอนที่แท้จริง

คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดการเสวนาเรื่อง " แป๊ะเจี๊ยะ 2 : มุมมองของผู้นำนักเรียนต่อการจัดการในสถานศึกษาหลัง 4 ปี การปฏิรูปการศึกษา" วานนี้( 28 ส.ค.) ดร.อมรวิชช์ นาครทรรพ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยนโยบายการศึกษา เสนอข้อค้นพบจากโครงการศึกษาสภาพปัญหาค่าใช้จ่ายของสถานศึกษาและผู้ปกครอง หลังมีการจัดสรรเงินอุดหนุนรายหัวจากรัฐบาล ว่า จากการส่งแบบสอบถามไปยังผู้ปกครองทั่วประเทศ 6,000 คน และได้รับการตอบกลับมากว่า 3,000 คน

และจากการสอบถามพบว่า ผู้ปกครองบางคนไม่รู้ว่ามีเงินอุดหนุนรายหัว และเห็นว่า 4 ปี ปฏิรูปการศึกษาทำให้ลูกเก่งขึ้น แต่ยังไม่ทำให้สุขและดีขึ้นนัก ในเรื่องคุณธรรมจริยธรรมผู้ปกครองส่วนใหญ่พูดเหมือนกันคือ ไม่ต้องเก่งมาก แต่ขอให้เป็นคนดีและมีความสุข

จากนั้นได้เปิดให้ผู้นำนักเรียนจากโรงเรียนต่างๆ แสดงความเห็นคือ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา โรงเรียนเซนต์คาเบรียล โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน โรงเรียนอัสสัมชัญ บางรัก โรงเรียนสตรีวิทยา โรงเรียนเบญจมราชาลัย โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย และโรงเรียนวัดราชบพิธ โดยผู้นำนักเรียนส่วนใหญ่ เห็นว่าหลังการปฏิรูปการศึกษาเด็กมีความสุขขึ้น เด็กได้เปิดโลกทัศน์การเรียนรู้ ได้คิดได้ถามได้ตอบ แต่ผู้เรียนต้องพร้อมถึงได้ประโยชน์ แต่เห็นว่าครู อาจารย์ ต้องบูรณาการด้วย

และที่สำคัญผู้นำนักเรียนหลายคนแสดงความเห็นว่า หลักสูตรใหม่ไม่มีหนังสือเรียน มีแต่ชีท เอกสาร จึงอยากให้มีหนังสือเรียน และในการเขียนหลักสูตรอยากให้มีตัวแทนของนักเรียนร่วมด้วย จะได้ทราบว่านักเรียนต้องการเรียนอะไร เช่น มัธยมศึกษาตอนปลายควรจะเป็นการศึกษาในสิ่งที่ถนัดได้แล้ว

นอกจากนี้ ในส่วนของการจัดสรรงบประมาณอุดหนุนรายหัวนั้น เห็นว่าไปเน้นเรื่องวัตถุมากกว่าการเรียนการสอนและสื่ออุปกรณ์การสอน เช่น เปลี่ยนพื้นอาคารเป็นหินอ่อน สร้างห้องน้ำ

ภายหลังฟังความเห็นจากนักเรียน ดร.อมรวิชช์ กล่าวว่า มีประเด็นที่น่าสนใจคือ นักเรียนเรียนสบายขึ้น เมื่อเทียบกับ 2 ปีที่แล้ว แต่ไม่แน่ใจว่ามีคุณภาพจริงหรือไม่ เขารู้สึกว่าเรียนได้ยืดหยุ่น สบายๆ แต่จะไปสอบเข้ามหาวิทยาลัยเริ่มไม่มั่นใจ ยังต้องเครียด ต้องคอยกวดวิชาอยู่ ตัวหลักสูตรแต่ละโรงเรียนยังมีความแตกต่างกันอยู่

"ในแง่บูรณาการหลักสูตรของแต่ละสถานศึกษา เด็กเริ่มไม่มั่นใจ เกิดความสับสน ขณะที่การประเมินผลการสอบยังเหมือนเดิม และระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัยแบบใหม่ แอดมิดชั่นก็ยังไม่ชัดเจนว่าจะเป็นอย่างไร เด็กยังต้องเรียนทุกเรื่องหรือกวดวิชาหนักขึ้น และรู้สึกว่าเป็นหนูตะเภา นอกจากนี้ เงินอุดหนุนนั้นผู้นำนักเรียนเห็นว่า ดูจะไปลงเรื่องวัตถุ ปรุงปรุงอาคารสถานที่ ยังไม่ลงไปสู่การเรียนการสอนที่แท้จริง"

"เห็นชัดว่า ยังไม่นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงหลักสูตรที่ชัดเจน ไม่นำมาสู่วิธีการเรียนการสอนที่ชัดเจน ไม่นำสู่การปฏิรูปทั้งระบบ ไปเปลี่ยนแปลงทางวัตถุมากกว่า ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการคงต้องช่วยกันคิดว่า ต้องมีทั้งความพอเพียงของการอุดหนุน ประสิทธิภาพและใช้เงินอย่างคุ้มค่าที่จะลงไปสู่ตัวเด็กจริงๆ เราใช้จ่ายเงินด้านการศึกษา 4-5 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี เป็นอันดับ 2 ของเอเชีย แต่ผลที่ได้ต่ำมาก เด็กไทยตกแล้วตกอีก เมื่อเทียบกับต่างประเทศ" ดร.อมรวิชช์ กล่าว

ทั้งนี้ ดร.อมรวิชช์ จะสรุปผลการเสวนาซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยต่อนางสิริกร มณีรินทร์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อนำไปแก้ไขปัญหาต่อไป ซึ่งต้องแก้ไขการจัดการในโรงเรียน ครูและหลักสูตรไปพร้อมๆ กัน

ด้าน รศ.สมพงษ์ จิตระดับ จากคณะครุศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า หลักสูตรการเรียนการสอนแบบใหม่มั่ว ประเด็นที่น่าห่วงคือ เด็กเรียนหลักสูตรอ่อนลง มีความสุขมากขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นมาตรฐานคืออะไร คิดว่าต้องทบทวนว่า หลักสูตรอ่อนลงไป คุณภาพการศึกษาจะอ่อนลงหรือเป็นเรื่องคิดหนัก


(update 3 กันยายน 2003)
[ ที่มา... หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน   วันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2546 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุดE-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600