หูดข้าวสุก


เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เด็กผู้ชายวัยประถมศึกษา อายุประมาณ 10 ปี มาหาหมอที่คลินิกพร้อมมารดา ด้วยปัญหาเรื่องเม็ดนูนๆ โดยมีเม็ดแรกขึ้นที่ขาข้างขวา ขนาดของเม็ดนูนประมาณ 2 มิลลิเมตร สีเดียวกับผิวหนัง อีกประมาณ 1 เดือนต่อมา เริ่มมีเม็ดชนิดเดียวกันกระจายในบริเวณใกล้เคียง แต่ขนาดของเม็ดจะเล็กกว่าเดิม ต่อมาเริ่มลามไปที่ขาอีกข้าง เอวและหลัง แต่ที่ต้องมาหาหมอเพราะมีเม็ดเล็กๆ ขึ้นไม่ยุบ มองดูคล้ายสิวแต่ไม่มีหัวสิวหลุดออกมา ถึงแม้จะไม่เจ็บปวด ไม่คัน แต่ดูไม่สวยและกลัวว่าจะเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ รวมระยะเวลาการเป็นโรคนี้ประมาณ 2-3 เดือน

เหล่านี้เป็นอาการของ "หูดข้าวสุก" เมื่อถามถึงพฤติกรรมของเด็ก ก็ได้ข้อมูลว่า หลังจากวิ่งเล่นจนเหนื่อย เหงื่อออกมาก จนเสื้อผ้าเปียกชื้นก็ยังสวมใส่ต่ออีกหลายชั่วโมง เมื่อถึงเวลาอาบน้ำช่วงเย็น ก็อาบน้ำอย่างรวดเร็ว ฟอกสบู่ไม่ทั่วร่างกาย ส่วนใบหน้าไม่กล้าฟอกสบู่เพราะกลัวสบู่เข้าตา เมื่ออาบน้ำเสร็จมักจะไม่ได้เช็ดตัวให้แห้งก่อน ที่จะใส่เสื้อผ้าชุดใหม่ จึงเป็นการสวมเสื้อผ้าเปียกชื้นอีกระยะเวลาหนึ่งจนกว่าเสื้อผ้าจะแห้งโดยธรรมชาติ ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่เหมาะเจาะสำหรับการเจริญเติบโตของไวรัสที่เป็นสาเหตุของหูดข้าวสุก (Molluscum contagiosum) ได้เป็นอย่างดี

หูดชนิดนี้ เรียกตามภาษาพื้นบ้านว่า หูดข้าวสุก เพราะถ้าใช้เข็มสะกิดออกหรือรอให้หูดสุกเต็มที่ จะมีก้อนสีขาวขนาด 1-2 มิลลิเมตร หลุดออกมา ก้อนดังกล่าวมีสีคล้ายข้าวสุก คนโบราณเป็นคนช่างสังเกตจึงเรียกชื่อหูดนี้ว่า หูดข้าวสุก ภาษาแพทย์เรียก Molluscum contagiosum เป็นเชื้อไวรัสผิวหนังชนิดหนึ่ง เป็นโรคที่มีตั้งแต่สมัยโบราณแต่ไม่ค่อยแพร่หลาย มักเป็นในเด็กที่มีนิสัยซุกซน สุขลักษณะส่วนตัวไม่ดีพอ โดยเฉพาะหากทำความสะอาดร่างกายไม่สะอาดเท่าที่ควร อาบน้ำไม่เกลี้ยง สวมใส่เสื้อผ้าชื้นแฉะ เมื่อเชื้อไวรัสชนิดนี้ติดบนผิวหนังจึงอยู่อาศัยได้นานพอที่จะก่อโรคได้ ประกอบกับเมื่อมีเม็ดหูดข้าวสุก ขึ้นมาเม็ดแรกจะไม่มีอาการเจ็บ ไม่มีอาการคัน และตุ่มหูดข้าวสุกมีขนาดเล็กแค่ 1-2 มิลลิเมตร ดูคล้ายสิว ตัวเด็กเองอาจไม่สังเกตเห็นด้วยซ้ำ ถ้าผู้ปกครองไม่ตรวจตราผิวพรรณของลูกให้ถ้วนถี่ปล่อยทิ้งไว้เฉยๆ สักประมาณ 1 เดือนต่อมา หูดจะเพิ่มจำนวนเหมือนการออกลูกออกหลานในบริเวณผิวพรรณใกล้เคียงอีกหลายสิบเม็ด โดยที่เจ้าตัวไม่ทันสังเกตเพราะไม่มีอาการเจ็บปวดหรือคันแต่ประการใด

และที่ทำให้ผู้ปกครองพลาดก็คือ หูดชนิดนี้เริ่มแรกเป็นในร่มผ้า จึงไม่เห็น ต่อเมื่อกระจายออกมาภายนอก เช่น ใบหน้า คอ ข้อพับแขนและขาจึงเริ่มมองเห็นว่าเป็นสิ่งผิดปกติ หูดข้าวสุกติดต่อได้โดยการสัมผัส โดยเฉพาะการกอดรัดฟัดเหวี่ยงในเด็กวัยเดียวกัน แต่มิใช่ว่าใครสัมผัสแล้วจะเป็นทุกรายขึ้นอยู่กับภูมิต้านทานของแต่ละคนรวมทั้งสุขลักษณะส่วนตัวด้วย ถ้าสัมผัสกับคนเป็นโรคแล้วหมั่นรักษาสุขภาพให้แข็งแรงเสมอ โดยพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์รวมทั้งผักและผลไม้ที่มีวิตามินหลายอย่างคละเคล้ากันไป อาบน้ำให้สะอาดอยู่เสมอ เสื้อผ้าต้องซักตากแดดหรือรีดด้วยเตารีดก็จะเป็นการป้องกันมิให้เชื้อหูดเจริญเติบโต พอที่จะก่อโรคบนผิวพรรณของผู้ที่สัมผัสกับโรค

สำหรับการรักษาหูดข้าวสุกนั้น ถ้าสงสัยให้รีบพามาตรวจกับแพทย์ทันที ตั้งแต่มีหูดเพียง 2-3 เม็ด เพราะถ้าปล่อยทิ้งไว้จนออกลูกออกหลานเพิ่มเป็นสิบๆ เม็ด จะรักษานานและยากมากขึ้น วิธีการรักษาทำได้ไม่ยากโดยใช้เข็มสะกิดเอาหัวขาวๆ ให้หลุดออกมา หรือใช้น้ำยาที่มีฤทธิ์เป็นกรด แต้มเป็นการทำลายเชื้อจะหลุดออกมาเอง แต่อย่างไรก็ตาม วิธีการดังกล่าวอาจทำให้เด็กมีอาการเจ็บเล็กน้อย และมักไม่ใคร่ให้ความร่วมมือ ทำให้การรักษายากขึ้น การทายาชาทิ้งไว้ 30-45 นาที เพื่อให้ผิวหนังเกิดอาการชา แล้วจึงลงมือสะกิดหัวหูดออกมาก็เป็นวิธีที่ดีอีกวิธีหนึ่ง แต่ก็จะต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มสำหรับการใช้ยาชาเฉพาะที่ด้วย

นอกจากหูดข้าวสุก ยังมีหูดชนิดอื่นๆ อีก เช่น หูดเม็ดนูนที่ขึ้นบริเวณฝ่าเท้า ฝ่ามือ หูดราบซึ่งมีผิวหน้าด้านบนราบเรียบขอบขึ้นบริเวณใบหน้าโดยเฉพาะหน้าผาก

หูดนูนผิวหยัก ชอบขึ้นบริเวณฝ่าเท้า ฝ่ามือ จะมีขนาด 3-10 มิลลิเมตร เกิดจากเชื้อไวรัสที่ชอบความอับชื้นมีกลิ่นเหม็นอับ ดังเช่น เท้าที่ใส่รองเท้าหุ้มส้นมิดชิดวันละหลายชั่วโมง ไม่มีอาการคัน แต่เมื่อเม็ดโตมากขึ้น ถูกน้ำหนักตัวกดลงบนเม็ดนูนขณะเดิน สักระยะหนึ่งหูดชนิดนี้จะแบนราบ และเริ่มมีอาการเจ็บ โดยเฉพาะเวลาเดินไกลๆ ถ้าไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง และยังสวมใส่รองเท้าอับชื้นต่อไป จะมีการเพิ่มจำนวน ควรนำรองเท้าออกไปทำความสะอาด ตากแดดเป็นประจำเพื่อขจัดความชื้นให้หมดไป สำหรับการรักษาหูดนูนบริเวณฝ่าเท้า ควรใช้ยาละลายขุย (Salicylic acid 40%) ทาประมาณ 2-4 สัปดาห์ เม็ดหูดจะฝ่อเป็นสีขาวและผิวลอกออกอาจช่วยโดยใช้กรรไกรตัดเล็บ ตัดส่วนบนออกเรื่อยๆ จนออกหมดทั้งก้อน วิธีนี้เป็นการรักษาแบบดั้งเดิมแต่ยังได้ผลดีและมีผลแทรกซ้อนน้อยมาก

หูดราบ จะเป็นเม็ดนูน สีเดียวกับผิว ขนาด 2-3 มิลลิเมตร ผิวบนจะแบนราบไม่ขรุขระ พบครั้งละหลายเม็ดบริเวณใบหน้า โดยเฉพาะหน้าผาก ไม่มีอาการคันและเจ็บ แต่จะเพิ่มจำนวนมากขึ้น โดยเฉพาะรายที่มีเหงื่อออกบนใบหน้ามาก การรักษาต้องรีบทำอย่าปล่อยให้เพิ่มจำนวนมากขึ้น สิ่งแรกคือ ต้องหมั่นทำความสะอาดใบหน้า อย่าหมักหมมเหงื่อ ขั้นต่อมาคือ ทายาละลายขุยหรือกรดวิตามินเอ อย่างใดอย่างหนึ่งจนกว่าจะยุบหมด การใช้ผ้าขนหนูขนาดพอเหมาะชุบน้ำอุ่นประคบวันละ 4-5 ครั้ง จะทำให้ผื่นยุบหายได้เช่นกัน ซึ่งวิธีนี้เป็นการรักษาแบบโบราณซึ่งยังได้ผลจนถึงปัจจุบัน

หูดข้าวสุก หูดเม็ดนูน และหูดราบ เป็นเชื้อไวรัสที่ชอบขึ้นตามผิวพรรณซึ่งอับชื้น หูดข้าวสุกมักเป็นในเด็กระดับอนุบาลและประถม ขึ้นตามที่อับชื้นภายในร่มผ้า ส่วนหูดเม็ดนูนมักเป็นที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ถ้าเท้าอับชื้นขึ้นอยู่ภายในรองเท้าที่ปิดมิดชิดหรือมือเปียกชื้นบ่อยจากการทำงานบ้าน หูดราบชอบขึ้นบนใบหน้าในวัยรุ่น แต่อย่างไรก็ตาม ตำแหน่งที่ผิดปกติไปจากที่กล่าวแล้ว ก็อาจพบหูดข้าวสุก หูดเม็ดนูนและหูดราบได้บ้างในบางราย เมื่อเป็นแล้วต้องรีบรักษาตั้งแต่มีจำนวน 2-3 เม็ด ถ้าทิ้งไว้นานๆ เป็นสิบเม็ด จะรักษายากขึ้น เจ็บตัวมากขึ้นและใช้เวลานานขึ้นอีกค่ะ


(update 2 สิงหาคม 2003)
[ ที่มา..หนังสือ นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 27 ฉบับที่ 5 มิถุนายน 2546 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600