สยบลูกร้องโคลิก ด้วยตัวเอง


แม้ในปัจจุบันจะยังคงหาสาเหตุของการร้องโคลิก หรือร้อง 3 เดือน ในเด็กทารกไม่ได้ แต่หากเกิดขึ้นแล้ว พ่อแม่ยุคใหม่อย่างเราๆ ก็สามารถสยบเสียงร้องของเจ้าตัวเล็ก ได้ด้วยวิธีของตัวเองนะ… จะบอกให้

คุณกำลังสงสัยอยู่หรือเปล่าคะว่า เจ้าตัวเล็กที่เพิ่งคลอดออกมาเป็นโคลิก หรือร้องไห้ 3 เดือน ถ้ายังไม่แน่ใจนักลองตรวจสอบดูสิคะว่า ลูกมักจะร้องไห้เสียงดังเป็นเวลานานๆ ใช่ไหม และร้องไห้ในช่วงเวลาเดิมๆ ทุกวันหรือเปล่าและสุดท้ายลูกร้องไห้ด้วยอาการเดียวกันเป็นเดือนๆ อย่างน้อย 2-3 เดือนหรือไม่ ถ้าใช่….ลูกของคุณเข้าข่ายร้องโคลิกแล้วล่ะค่ะ

พ่อแม่บางคนอาจถามถึงสาเหตุของการเกิดโคลิกในเด็กเล็กๆ ซึ่งการศึกษาบางชิ้นระบุว่า เป็นเพราะเด็กแพ้นมวัว ทำให้ต้องส่งเสียงร้องเป็นสัญญาณเตือนบอกแม่ในทันที แต่บางงานวิจัยกลับระบุว่ากระเพาะอาหารของเด็กกำลังมีปัญหา ทำให้เขาร้องไห้ออกมาดังๆ โดยไม่รู้สาเหตุเป็นเวลาหลายชั่วโมง

อย่างไรก็ตาม ในระยะหลังๆ ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยมินนิโซต้า แห่งสหรัฐอเมริกาออกมาโต้ว่า ทฤษฎีทั้งสองนั้นเป็นเรื่องที่พิสูจน์ไม่ได้ เพราะเมื่อลองมาทดสอบเด็กแรกเกิดที่มีอาการร้องโคลิกแล้ว ปรากฏว่าระดับการเต้นของหัวใจและระดับฮอร์โมนความเครียดเป็นปกติดีเมื่อเทียบกับเด็กที่ไม่มีอาการร้องโคลิก

พูดง่ายๆ ก็คือว่า การร้องโคลิกที่เกิดขึ้นกับลูกของคุณๆ นั้นถือเป็นเรื่องปกติทางด้านร่างกาย และที่สำคัญเจ้าตัวเล็กของเราไม่ได้มีความเจ็บปวด หรือความเครียดอย่างที่เราเข้าใจกันค่ะ

เมื่อยังไม่รู้สาเหตุของการเกิดโคลิก พ่อแม่ที่ประสบกับปัญหาลูกร้อง 3 เดือน จึงสรรหาวิธีแก้ไขไปต่างๆ กัน แล้วแต่ครอบครัวไหนจะหาวิธีใดมาปลอบขวัญกำลังใจ ให้ลูกร้องโคลิกเงียบเสียงลงได้ และ "รักลูก" เองก็มีประสบการณ์จาก 2 ครอบครัว ที่ต้องประสบกับการปราบเซียนร้องไห้เพราะเหตุนี้มาฝากกันด้วยค่ะ ลองมาดูกันดีไหมว่าพวกเขามีวิธีรับมือกับอาการโคลิก อย่างไรกันบ้าง


ครอบครัวคุณศิริชัย-สุนีย์ สิริรัตนศักดิ์กุล
และน้องวิสุทธิ์ (น้องทาโร่ อายุ 2 ปี)

สำหรับครอบครัวคุณศิริชัย และคุณสุนีย์แล้ว ความยินดีจากการมีลูกคนแรก เกิดขึ้นได้เพียงครึ่งเดือนเท่านั้นค่ะ เพราะหลังจากนั้นน้องทาโร่ลูกชายคนแรก ก็เริ่มส่งเสียงแผดร้องโดยไม่ทราบสาเหตุ…

" หลังจากที่ทาโร่เกิดมาได้เพียง 15 วัน เขาเริ่มมีอาการร้องไห้ไม่ยอมหยุด ตอนแรกก็คิดว่าเอ… ลูกไม่สบายหรือเปล่า พอลองถามญาติผู้ใหญ่ทุกคนก็งงกันหมด พวกเขาก็ไม่เคยเจอกับตัวเอง อย่างแม่ภรรยา และญาติๆ ภรรยาเขาจะรู้เลยว่าถ้าทาโร่ได้ร้องแล้วจะหยุดยากมาก ก็เลยไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรกันดี

ตอนนั้นผมเคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกนี่แหละ เขาก็บอกว่ามีอาการร้องโคลิกด้วย ซึ่งก็ไม่แน่ใจ เลยลองไปถามหมอดู หมอถามว่าลูกจะร้องตรงเวลาไหม ร้องแล้วหยุดยากไหม หรือเวลาร้องร้องรุนแรงไหม ตัวผมเองตอนนั้นไม่แน่ใจว่าลูกเข้าข่ายเป็นโคลิก หรือเปล่า แต่ก็รู้สึกว่า ถ้าใช่…ก็แย่น่ะสิ

หมอเลยแนะนำว่า อย่าไปคิดอย่างนั้น ขอให้คิดแค่ว่าพื้นฐานเด็กทุกคนต้องการคนเอาใจ เขาเลยร้องไห้ไม่ยอมหยุด เพื่ออ้อนเรา ดังนั้นถ้าลูกร้องไห้ เราควรจะเอาใจเขาให้มากๆ คือพยายามอุ้มเขาทุกครั้งที่เขาร้องไห้ เพื่อให้รู้ว่าพ่อแม่อยู่นี่นะ การปล่อยให้ลูกร้องไห้แล้วนอนอยู่บนเบาะเฉยๆ จะยิ่งทำให้ลูกโมโหมากขึ้น

หมอเขาก็ย้ำให้ฟังอีกครั้งว่าควรเอาใจลูกให้มากๆ ผมเลยมาคิดหาวิธีคืออุ้มเขาหรือพาเดินวนไปวนมา หรือให้นอนที่อกหรือบนตักเวลาที่เขาร้องไห้ ตอนนั้นจำได้ว่าทาโร่จะร้องไห้เสียจนท้องเขาโตมาก คือเดี๋ยวก็ร้องๆ ร้องแล้วก็อ้วกด้วย คือตัวเองไม่เคยคิดเลยว่าเด็กที่เป็นโคลิกจะร้องไห้เหมือนกับช็อก คือตัวจะเขียว แล้วร้องไห้ไม่ยอมหยุด

ตอนกลางคืนจะร้องไห้ตั้งแต่สองทุ่มเป็นต้นไป แล้วร้องยาวเลย ทั้งผมและภรรยาก็ต้องช่วยกันเลี้ยง ผลัดกันอุ้ม ภรรยานี่เขาเครียดมากถึงขนาดร้องไห้ไปด้วยอุ้มลูกไปด้วย นอกจากอุ้มแล้ว ผมก็จะคอยตบหลังให้เขาด้วย ไม่ก็พาเขาไปดูปลาในตู้ หรือเคาะอะไรให้มีเสียง หรือไม่ก็ให้ของเล่นเขา แล้วร้องเพลงกล่อม

บางครั้งก็ต้องลุกขึ้นยืนแล้วโยกตัวเขาไปมาเพื่อกล่อมให้เขาหลับ บางคืนนี่กล่อมลูกหลับไปกับอกตัวเองเลย คือจะไม่เคยปล่อยให้เขานอนหลับปุ๋ยไปคนเดียวบนเบาะ ที่เปลี่ยนวิธีไปเรื่อยๆ ก็เพราะไม่อยากให้เขาเบื่อ ที่สำคัญหมอแนะนำว่า เราต้องไม่รำคาญ ไม่หงุดหงิดใส่ลูก เราต้องเอาใจเขาให้มากๆ

หลังจากนั้นสักพักพอผมปลอบลูกไปนานๆ ก็เริ่มรู้ทางว่าต้องทำอย่างไรเวลาลูกร้องไห้ หลักใหญ่คือเราต้องอดทนที่จะอุ้ม อดทนที่จะเอาใจ ก็บอกภรรยาไว้ตลอดว่า ลูกแค่เป็นโคลิกดีกว่าเป็นโรคอย่างอื่นนะ

พอผ่านไปได้สัก 2-3 เดือน อาการโคลิกก็ค่อยๆ หายไป อีกอย่างเราเริ่มรู้ทางด้วย คือพอลูกร้องปุ๊บก็จะอุ้มเขาแล้วพาเดินปั๊บ หรือเอาใจเขาในทันที เดี๋ยวนี้เขาโตขึ้นมากแล้ว และไม่ร้องไห้มากเหมือนก่อน (หัวเราะ)"

ครอบครัวคุณสมศักดิ์-ปิยะนันท์ ประสิทธิ์วรากุล
และน้องปิยะวัฒน์ (น้องเฟรม อายุ 8 ปี)

จะว่าไปแล้วเรื่องการร้องโคลิกของน้องเฟรม เมื่อครั้งยังเป็นเด็กทารกอายุได้เพียง 2 เดือนนั้น ไม่ได้ทำให้ทั้งคุณสมศักดิ์ และคุณปิยะนันท์ตื่นตกใจมากไปกว่า การคิดแต่เพียงว่า ลูกอาจจะปวดท้อง หรือหิวข้าวเท่านั้น แต่หลังจากที่เห็นอาการร้องไห้ทุกคืน และร้องในเวลาเดียวกันตั้งแต่สี่ทุ่มไปจนถึงตีสอง คุณปิยะนันท์จึงเริ่มเอะใจนับแต่นั้นมา…

" ตอนนั้นยังไม่รู้หรอกค่ะว่าลูกเป็นโคลิก ก็เห็นเขาร้องไห้เป็นเวลาทุกวัน เวลาร้องก็จะตะเบ็งเสียงสุดเสียง คือร้องจนสะดือจุ่น ตัวนี่เกร็งไปหมด ตอนนั้นก็เริ่มกลัว พอตกกลางคืนปุ๊บก็อยากจะให้มีผู้ใหญ่อยู่ในบ้านเพื่อช่วยดูด้วย เผื่อลูกเป็นอะไร สามีก็เลี้ยงลูกไม่เป็น เหลือแต่เราเพียงคนเดียว

พอถามไถ่จากผู้ใหญ่ พวกเขาจะงมงายว่าเราไม่ควรพูดในสิ่งที่ไม่ดีกับลูกนะ คือพวกเขาไม่รู้ว่าลูกเราเป็นโคลิก ส่วนตัวเราเองก็คิดว่า เอ…หรือลูกจะปวดท้องนะ ก็พยายามอุ้มเขาไปเรื่อยๆ จนสักพักได้อ่านหนังสือเลี้ยงลูกอย่าง "รักลูก" นี่แหละค่ะ เขาก็บอกว่าอาการของเด็กที่เป็นโคลิกจะเป็นอย่างนี้นะ เราก็เลยคิดว่าลูกต้องเป็นโคลิกแน่ๆ เลยคือไม่ได้ปรึกษาหมอเลยนะคะ เพราะรู้สึกว่าลูกไม่ได้เป็นอะไรถึงกับต้องถึงมือหมอ

หลับจากนั้นก็เตรียมตัว เตรียมใจเริ่มผลัดกับสามีช่วยกันเลี้ยงลูกคนละ 1 ชั่วโมง อย่างชั่วโมงแรกลูกร้อง เราก็จะอุ้มเขาเดินรอบบ้านตั้งแต่ชั้น 4 ลงมาชั้นล่าง ต่อจากนั้นจะอุ้มเขาเดินไปหน้าบ้านแล้วย้อนกลับไปหลังบ้าน เดินไปเดินมาอยู่อย่างนั้น พอ 1 ชั่วโมงผ่านไปจะปลุกสามีให้มาดูลูกบ้าง ตัวเขาก็ลงทุนซื้อวิทยุมาเปิดเพลงเบาๆ กล่อมให้ลูกหลับลูกก็จะเคลิ้มๆ แล้วหลับไปเลย บางทีสามีก็จะเห่กล่อมลูกไปด้วย โยกตัวลูกไปด้วย

จะว่าไปแล้วพวกเราก็ลองมาแล้วหลายวิธีนะคะ นับแต่แรกสุดนี่เราจะให้ลูกฟังเสียงนาฬิกาติ๊กต่อกๆ ไปเรื่อยๆ แต่เวลาลูกร้องเสียงเขาจะกลบเสียงนาฬิกาหมด เราเลยลองวิธีใหม่คือโยกตัวลูกไปมาเบาๆ และเปิดวิทยุคลอไปด้วย หรือพาเดินตั้งแต่ชั้นบนลงมาชั้นล่าง บางทีสามีจะชี้ให้ลูกดูแสงไฟจากหลังบ้าน คือให้เขาเพลิดเพลินจนกระทั่งลืมไปว่าตัวเองกำลังร้องไห้อยู่ คือพวกเราต้องพยายาม หาโน่นหานี่ให้เขาเพลิดเพลินที่สุดเพื่อให้เขาร้องไห้น้อยที่สุด บางวันโชคดีหน่อย ลูกจะร้องแค่สี่ทุ่มถึงเที่ยงคืนเท่านั้น

พอลูกร้องไห้นานๆ ก็เริ่มชิน คือเริ่มตั้งหลักได้ว่า ตัวเองจะต้องนอนก่อนโดยให้สามีดูลูกก่อน จากนั้นจะตื่นมาสลับกับสามี ทำอยู่อย่างนั้นเกือบๆ 3 เดือนกว่าลูกจะหาย"


วิธีปราบลูกร้อง 'โคลิก'

แม้จะไม่มีวิธีบรรเทาอาการลูกร้องโคลิกที่ได้ผลยืนยันทางวิทยาศาสตร์ แต่ก็พอมีตัวอย่างจากหลายๆ ครอบครัวที่ใช้แล้วสามารถช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น เราขออนุญาตเก็บตกข้อมูลนี้จาก CHILD MAGAZINE ฉบับ สิงหาคม 2002 มาฝากกันค่ะ
  • กาย-กายสัมผัสกัน ทุกครั้งที่เจ้าตัวเล็กเริ่มมีอาการร้องโคลิก การจับเขาอุ้มโดยให้ท้องเขาแนบกับร่างกายของเรา จะช่วยให้ลูกรู้สึกดีขึ้นได้นะคะ บางครอบครัวอาจจะอุ้มลูกไปด้วย แล้วพาเดินไปด้วยก็ยิ่งทำให้ลูกสงบลงเร็วขึ้นค่ะ หรือบางบ้านจะแค่เพียงกอดรัด หรือนวดตัวสัมผัสเขาให้กายและกายสัมผัสกัน แค่นี้ก็พอจะบรรเทาอาการร้องโคลิกลงได้บ้างค่ะ

  • กล่อมด้วยเสียงเบาและนาน การเปิดเพลงเบาๆ หรือร้องเพลงให้ลูกฟัง ขณะที่เขากำลังร้องไห้จะช่วยให้ระบบประสาทของเขาทำงานดีขึ้น และเมื่อระบบประสาททำงานได้ดีขึ้น การหลังสารแห่งความสุขจะมีตามมา ทำให้เขาชะลอการร้องไห้ลงได้บ้างค่ะ

  • เคลื่อนไหวช้าๆ แต่ต่อเนื่อง ระบบประสาทของเรามักจะทำงานได้ดี ก็ต่อเมื่ออยู่ในภาวะการเคลื่อนไหวอย่างช้าๆ และต่อเนื่องอย่างเช่นการนั่งในรถที่ขับเคลื่อนไปอย่างช้าๆ และนานๆ ภาวะอย่างนี้นี่เองที่สามารถบรรเทาอาการร้องโคลิกให้ลูกได้ ดังนั้นเราควรจะพาลูกนั่งรถเล่น อุ้มเขาเดินไปเดินมาอย่างต่อเนื่อง หรืออุ้มเขาแล้วโยกไปมาอย่างต่อเนื่องและแผ่วเบา แค่นี้ก็พอจะกำราบเสียงร้องโคลิกของลูกลงได้บ้างแล้วล่ะค่ะ

(update 25 มีนาคม 2002)
[ ที่มา... กรุงเทพวันอาทิตย์   ปีที่ 15 ฉบับที่ 5483 (360) วันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2546 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600