เด็กยุคใหม่ โตเร็วแต่ตัว


หากเปรียบเทียบกับเมื่อสี่สิบห้าสิบปีที่แล้ว เด็กในยุคปัจจุบันเติบโตทางด้านกายภาพรวดเร็วมาก และมีแนวโน้มว่าจะสูงใหญ่เกินกว่าเด็กรุ่นราวคราวเดียวกันกับเมื่อสี่สิบห้าสิบปีก่อน เด็กจำนวนมากมีร่างกายสูงใหญ่เกินพันธุ์พ่อพันธุ์แม่มากมาย ผมมีเพื่อนที่ลูกชายเขา มีความสูงเกินกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบเซนติเมตรทั้งๆ อายุเพียงสิบแปดสิบเก้าปีเท่านั้น แม้แต่ลูกสาวคนเล็กของผมเองก็สูงถึงร้อยเจ็ดสิบสามเซนติเมตร ตอนจบชั้นมัธยมศึกษา… สูงมากกว่าใครทั้งตระกูล

นี่เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ในประเทศออสเตรเลียก็เผชิญปัญหาเด็กผู้หญิงเติบโตเร็ว มีร่างกายสูงใหญ่กว่าผู้หญิงรุ่นแม่รุ่นยาย พ่อแม่จำนวนไม่น้อยมีความห่วงใยเกรงว่า หากลูกสาวโตเป็นสาวเป็นแส้จะหาคู่และหางานทำยาก จึงสมัครเข้าโครงการวิจัยโดยให้แพทย์ฉีดยาชนิดหนึ่ง เพื่อยับยั้งการเติบโต ไม่ให้ร่างกายสูงใหญ่เกินไป แต่ที่ฮือฮาเป็นข่าวคราวก็คือว่า เด็กที่เข้าโครงการวิจัยดังกล่าว เมื่อโตขึ้นและมีครอบครัว ได้รับผลข้างเคียงจากการฉีดยาระงับการเติบโตตามธรรมชาติ เช่น บางคนมีลูกยาก บางคนมีปัญหาสุขภาพ ทำให้ผู้หญิงหลายคนที่เข้าโครงการวิจัยนี้ ออกมาวิพากษ์การตัดสินใจของพ่อแม่ของตนเอง และตำหนิโครงการวิจัย

สิ่งที่เราจะถกกันไม่ใช่เรื่องนี้ แต่เป็นปัญหาจากการที่เด็กเติบโตทางกายภาพเร็ว ทำให้เด็กได้รับการปฏิบัติเสมือนหนึ่งว่าโตแล้ว ทั้งทัศนะและการปฏิบัติที่ผู้ใหญ่ และคนรอบข้างมีต่อพวกเขาจึงเปลี่ยนไป

อันที่จริงการที่ผู้ใหญ่ อันได้แก่ พ่อแม่ ครู หรือคนแวดล้อมอื่นๆ มองเห็นเด็กที่โตทางร่างกายเป็น 'ผู้ใหญ่' แล้ว และยอมให้มีเสรีภาพ มีความรับผิดชอบตนเองก็เป็นเรื่องที่ดี แต่สำคัญอยู่ที่ว่าเราจะต้องพิจารณาถึงวุฒิภาวะด้านอื่นๆ ด้วย เพราะในความเป็นจริงแม้ร่างกายจะเจริญเติบโต แต่ภาวะทางอารมณ์ก็ดี ภาวะทางความคิดความอ่านก็ดี อาจจะยังมิได้พัฒนาเท่ากับด้านกายภาพ หรือกล่าวได้ว่าวุฒิภาวะด้านอื่นๆ ยังเป็นเด็กอยู่ เพราะฉะนั้นถ้าให้เสรีภาพ หรือปล่อยให้เขาตัดสินในเรื่องที่ต้องอาศัยวุฒิภาวะ เขาอาจตัดสินใจผิดพลาดได้ หรืออาจแสดงพฤติกรรม 'แบบเด็กๆ' ทำให้เราตำหนิเขาได้

…ปัญหานี้ยังไม่กระไรนัก แต่ที่น่ากลัวยิ่งกว่า ก็คือร่างกายที่เป็นหนุ่มเป็นสาวเร็ว ก่อให้เกิดอันตรายกับเด็กได้ ดังที่เราได้ยินได้ฟังข่าวกันบ่อยๆ ว่า เด็กผู้หญิงชั้นประถมอายุเพียงเก้าปีสิบปี ถูกผู้ใหญ่ล่วงเกินทางเพศในรูปแบบต่างๆ จนบางรายถึงแก่ชีวิต

เหตุการณ์ที่ว่านี้มิได้เกิดเฉพาะในเมืองไทยเท่านั้น ในต่างประเทศหลายๆ ประเทศก็มีปัญหาคล้ายๆ กัน บางแห่งมีเด็กหญิงที่เป็นสาวเร็วถูกเพื่อนผู้ชายรังแกทางเพศอยู่บ่อยๆ จนต้องขอย้ายโรงเรียนก็มี เด็กบางคนถูกทั้งเพื่อนผู้ชายและครูรังแกทางเพศในรูปแบบต่างๆ ยิ่งยุคสมัยนี้กระแสสังคมหนุนส่งเรื่องเพศผ่านทางสื่อต่างๆ อย่างมากมาย ทำให้ทั้งเด็กหญิงเด็กชายหันมาสนใจเรื่องเพศก่อนวัยมากกว่าสมัยก่อนมาก ด้วยเหตุนี้เราจึงได้ยินได้ฟังเรื่องราวเกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยและการเอาเปรียบ การรังแกทางเพศเกิดขึ้นในโรงเรียนบ่อยมาก และเมื่อเกิดเหตุการณ์ทำนองนี้ ก็มักจะช่วยกันปกปิดเพราะโรงเรียนกลัวเสียชื่อเสียงบ้าง กลัวผู้ปกครองเอาเรื่องเอาราวบ้าง นอกเสียจากปิดไม่มิดแล้วเท่านั้นเราจึงได้รับรู้กัน

ในงานวิจัยของดอกเตอร์นีล ดันแคน (Neil Duncan) แห่งมหาวิทยาลัยวูฟแฮมตัน (Wolverhampton University) ประเทศอังกฤษ ทำการศึกษาเรื่องนี้กับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษามานาน เปิดเผยว่า การรังแกทางเพศในนักเรียนหญิงเกิดขึ้นมาก และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะเด็กทั้งชายและหญิงได้รับการหนุนให้มีแนวคิดเกี่ยวกับการมองโลกผ่านเรื่องเพศ เพราะฉะนั้นการรังแกผู้หญิงจึงออกในรูปการณ์ที่เกี่ยวกับทางเพศมากขึ้น

จากการศึกษาของดอกเตอร์ดันแคนพบว่า นักเรียนหญิงชั้นมัธยมศึกษามีการย้ายโรงเรียนกัน สูงถึงร้อยละสี่สิบห้า บางคนย้ายโรงเรียนถึงสามหรือสี่ครั้ง เหตุการณ์ในลักษณะนี้มิได้เกิดขึ้น เฉพาะในโรงเรียนมัธยมศึกษาเท่านั้น เพราะดอกเตอร์เอ็มมา เรโนลด์ (Emma Renold) แห่งคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยคาร์ดิฟฟ์ (Cardiff University) ได้ทำการศึกษาพฤติกรรมของเด็ก จำนวนห้าสิบเก้าคน อายุระหว่างสิบถึงสิบเอ็ดปี เป็นเวลาสองปีพบว่า เด็กจำนวนมากถูกรังแกทางเพศในรูปแบบต่างๆ จากนักเรียนชาย ตั้งแต่การกล่าวแทะโลมจนกระทั่งจับต้องร่างกาย

ผมคิดว่าเป็นประเด็นที่ทั้งพ่อแม่และครูควรใส่ใจ เพราะเป็นเรื่องที่เราอาจตามไม่ค่อยทัน และไม่ค่อยรู้ว่าเด็กที่เติบโตทางร่างกายเร็วนั้นในด้านพัฒนาการทางด้านจิตใจ อารมณ์ ความรู้สึกนึกคิดเป็นอย่างไร ตัวเขาเองมีความสับสนหรือรู้สึกนึกคิดขัดแย้งในเรื่องต่างๆ อย่างไร การพัฒนาทางด้านอื่น เช่น พัฒนาการด้านอารมณ์ พัฒนาการด้านสติปัญญา พัฒนาการด้านสังคมเป็นอย่างไร อาจจำเป็นต้องจัดการประชุมเชิงวิชาการเพื่อพูดคุยเรื่องนี้กันอย่างจริงจังด้วยซ้ำ เพื่อให้พ่อแม่และครูได้มีความเข้าใจในเรื่องนี้อย่างถ่องแท้ขึ้น

ผมเชื่อว่าตัวเด็กเองก็น่าจะมีความสับสนพอสมควร เพราะในเด็กที่มีพัฒนาการปกติ เมื่อเข้าสู่วัยรุ่นก็รู้สึกเก้งก้างพออยู่แล้ว หากเด็กเติบโตทางร่างกายเร็วกว่าการพัฒนาด้านอื่นๆ เด็กยิ่งจะสับสนมากขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อพ่อแม่ ครู หรือคนอื่นๆ มองและปฏิบัติต่อเด็กเสมือนว่าเขาโตแล้ว หรือเด็กเกิดสำคัญตนว่าตัวเองโตแล้ว เป็นผู้ใหญ่แล้ว ก็จะประพฤติตัวเกินวัย กลายเป็นเรื่องน่าห่วงใยมากขึ้นไปอีก เช่น เด็กอายุน้อยแต่ตัวโตเป็นสาวใช้เครื่องสำอาง ประทินโฉมแบบสาวๆ อย่างนี้ เป็นต้น

ผมคิดว่าพ่อแม่และครูจะต้องช่วยกันดูแล ให้คำแนะนำ แต่ประเด็นสำคัญในตอนนี้ก็คือ ทั้งพ่อแม่และครูจะต้องเข้าใจในปรากฎการณ์นี้ก่อนว่ามีอยู่จริงและกำลังมีมากขึ้น โดยเฉพาะปัญหาหลายๆ อย่างที่เกิดขึ้นกับเด็กส่วนหนึ่งก็มาจากเรื่องนี้ เพื่อจะได้แสวงหาหนทางแก้ไขหรือป้องกันที่เหมาะสมสอดคล้อง แต่หากพ่อแม่และครูยังไม่เห็นว่าเป็นประเด็น การหาทางแก้ปัญหาก็คงยาก โดยไม่ต้องเอ่ยว่าการแก้ปัญหาเป็นไปได้หรือไม่

ที่เสนออย่างนี้มิได้หมายความว่าจะให้พ่อแม่ ครู ควบคุม บังคับเด็กให้เป็นไปตามที่เราอยากให้เขาเป็นแบบเบ็ดเสร็จ เพียงแต่ต้องการให้พ่อแม่ ครูบาอาจารย์ตระหนักในปัญหานี้ และพยายามทำความรู้จักเด็กแต่ละคนอย่างใกล้ชิด รู้จักเด็กในเชิงพัฒนาการให้ละเอียดขึ้น

การที่พ่อแม่ ครูบาอาจารย์ยอมให้เด็กมีเสรีภาพและให้โอกาสตัดสินใจ เป็นเรื่องที่ดีและควรสนับสนุน แต่ในขณะเดียวกันถ้าเราเข้าใจเขามากขึ้น อาจจะสร้างกลไกต่างๆ ที่เหมาะสมมาช่วยเหลือสนับสนุนเด็กๆ ได้ ผมนึกถึงสังคมไทยในอดีตที่คนรุ่นเก่ามีกลไกในการให้การยอมรับความมีตัวตนของเด็กอย่างแยบคาย เช่นการให้ลูกชายบวชเณรเป็นต้น มองอย่างผิวเผินก็ดูเหมือนว่า เป็นการสร้างบุญของพ่อแม่ และเปิดโอกาสทางการศึกษาเล่าเรียนให้ลูก แต่ที่ซ่อนอยู่อย่างแยบคายก็คือ ให้การยอมรับความมีตัวตนของเด็กคนนั้น เพราะเมื่อเด็กบวชเณรแล้ว ทั้งพ่อแม่ ญาติพี่น้อง และคนทั่วไปต้องกราบไหว้ ยอมรับว่าเด็กมีฐานะทางสังคมสูงกว่าพ่อแม่ซึ่งเป็นฆราวาสเสียอีก แต่กระนั้นก็มิได้หมายความว่าเด็กหรือเณรนั้นจะมีความเป็นผู้ใหญ่ที่พ่อแม่หรือครูอาจารย์ จะปล่อยให้ทำอะไรก็ได้เหมือนผู้ใหญ่ สังคมได้สร้างโครงสร้างไว้รองรับการเป็นเณรไว้อย่างเหมาะสม นั่นคือให้อยู่ในความดูแลของพระหรืออุปัชฌาย์

นั่นเป็นเรื่องของภูมิปัญญาในอดีต แต่ในสังคมทุกวันนี้การเปลี่ยนแปลงต่างๆ เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเสียจนพ่อแม่และครูตามไม่ค่อยทันเพราะไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน ความรับผิดชอบที่มีอยู่เดิมก็ยังไม่เปลี่ยน ซ้ำยังต้องมีความรับผิดชอบในเรื่องต่างๆ มากกว่าเดิมเสียอีก

ผมคิดว่าเรื่องนี้สำคัญมาก เป็นเรื่องที่พ่อแม่ตลอดจนครูจะต้องเรียนรู้ด้วยกันอย่างรีบด่วน เพื่อช่วยกันพัฒนาลูกๆ หรือเด็กของเราให้เติบโต สมบูรณ์พร้อมทั้งกาย อารมณ์ สังคมและจิตใจ

ที่ผมห่วงมากเป็นพิเศษ ก็เพราะว่าในยุคนี้ผมมักจะเห็นคนที่สังคมมองว่าเป็นผู้ใหญ่ และมอบหมายให้รับผิดชอบกิจการบ้านเมืองในระดับต่างๆ แสดงพฤติกรรมแบบเด็กๆ อยู่ไม่น้อย…น่าห่วงบ้านเมืองไหมล่ะครับ


(update 31 มีนาคม 2004)
[ ที่มา.. life & family ปีที่ 8 ฉบับที่ 94 มกราคม 2547 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600