เมื่อเอ่ยชื่อ "เบาหวาน" หลายคนอาจจะนึกภาพผู้ใหญ่รูปร่างอ้วนๆ กันเป็นแน่
แต่ทราบไหมคะเจ้าหนูตัวเล็กๆ ก็เป็นเบาหวานกับเขาได้เหมือนกัน
แถมความรุนแรงของเจ้าโรคนี้ยิ่งมาแบบเงียบๆ ชนิดที่พ่อแม่อย่างเราตั้งรับแทบไม่ทัน
วันนี้เรามีข้อแนะนำเกี่ยวกับเบาหวานในเด็กจาก รศ.พญ.สุภาวดี ลิขิตมาศกุล
มาให้คุณพ่อคุณแม่ได้เตรียมความพร้อมรับมือกันค่ะ
สถิติเด็กไทยเป็นเบาหวาน
เบาหวานในเด็กแถบประเทศเอเชียแต่ก่อนเกิดน้อยมากเมื่อเทียบกับในผู้ใหญ่
ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าเมื่อก่อนแพทย์ยังไม่สามารถตรวจวินิจฉัยได้เร็ว
เพราะฉะนั้นเด็กอาจจะมีอาการรุนแรงและเสียชีวิตไปได้ แต่ในปัจจุบันหลังจากการแพทย์พัฒนามากขึ้น
เราพบว่าเบาหวานในเด็กเอเชียหรือแม้กระทั่งในเมืองไทยมีอุบัติการณ์ที่เห็นได้ชัดเจนมากขึ้น
เมื่อเทียบกับเมื่อ 20 ปีที่แล้ว
ในเด็กแรกเกิดถึง 15 ปี จากการสำรวจพบว่า เมื่อประมาณ 4-5 ปีที่แล้ว
พบอุบัติการณ์เบาหวานของเด็กในกรุงเทพฯ ประมาณ 1.65 คนต่อแสนต่อปี
ตัวเลขนี้เทียบเท่ากับหลายๆ ประเทศในแถบเอเชีย ทั้งในญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน ฮ่องกง
และในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทางโรงพยาบาลศิริราชก็มีคนไข้ที่เป็นเบาหวานอยู่รอบกรุงเทพฯ
และจังหวัดใกล้เคียงเพิ่มขึ้นจากเมื่อก่อนมีเพียงแค่ปีละ 8-10 ราย แต่ตอนนี้เพิ่มขึ้นถึงเกือบ 20 ราย
ชนิดของเบาหวานในเด็ก
1. เบาหวานชนิดที่ 1 ชื่อเดิมเรียกว่า เบาหวานชนิดพึ่งอินซูลิน
เกิดจากการที่ร่างกายไม่สามารถผลิตอินซูลินได้ หรือที่เรียกว่าขาดอินซูลิน
มักพบในวัยเด็กเล็กจนถึงวัยรุ่น ซึ่งมีผลจากการที่ตับอ่อนซึ่งทำหน้าที่สร้างอินซูลินถูกทำลายไป
จึงไม่สามารถสร้างอินซูลินได้ ทั้งนี้ เป็นผลมาจากความผิดปกติทางกรรมพันธุ์ร่วมกับการติดเชื้อ
หรือการได้รับสารพิษจากภายนอก
เบาหวานชนิดนี้มักเจอในเด็กวัยเรียนจนถึงวัยรุ่น และปัจจุบันพบในเด็กที่มีอายุน้อยลงเรื่อยๆ
อาจพบได้ในเด็กอายุตั้งแต่ 2-3 ขวบ ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่า เด็กสมัยนี้เข้าโรงเรียนเร็วขึ้น
และไปเจอภาวะสิ่งแวดล้อมต่างๆ เช่น ติดเชื้อทางเดินหายใจ เป็นหวัดที่มีสาเหตุจากเชื้อไวรัส เป็นต้น
เมื่อเด็กเป็นเบาหวานชนิดนี้มักจะมีน้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็ว คลื่นไส้ อาเจียน หิวบ่อย
กินเก่งแต่น้ำหนักไม่เพิ่มขึ้น และจำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยการฉีดอินซูลินทุกวัน
มิฉะนั้นอาจมีภาวะแทรกซ้อนที่มีอันตรายถึงชีวิตได้
2. เบาหวานชนิดที่ 2 ชื่อเดิมที่เรียกว่า เบาหวานชนิดไม่พึ่งอินซูลิน
เกิดจากการที่เซลล์มีภาวะดื้อต่ออินซูลิน และมีสาเหตุที่สัมพันธ์กับพันธุกรรมและภาวะอ้วน
เมื่อก่อนจะพบได้เยอะในคนที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไปแล้ว และผู้ใหญ่ที่อ้วน
และยังพบว่าถ้ามีคนในครอบครัวเป็นเบาหวานก็จะส่งผลให้เด็กเป็นเบาหวานได้ง่ายขึ้น
โดยเฉพาะเมื่อมีน้ำหนักเพิ่มมากขึ้นเข้าข่ายว่าเป็นโรคอ้วน ปัจจุบันเราพบว่า
มีเด็กที่อ้วนแล้วเป็นเบาหวานมากขึ้นและอุบัติการณ์นี้ก็พบมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นอ้วน
ไม่ว่าในเด็กหรือผู้ใหญ่ และพบในเด็กที่อายุน้อยลงๆ อีกด้วยค่ะ
ปัจจัย
เสี่ยงเบาหวาน
- พันธุกรรม
- ปัจจัยทางพันธุกรรมเป็นสาเหตุหนึ่งที่มีผลต่อการเกิดโรคเบาหวานในเด็ก
ถ้าเด็กมีประวัติครอบครัวเป็นโรคเบาหวานก็ยิ่งมีโอกาสเป็นโรคนี้ได้มากขึ้น
ในกรณีที่พ่อแม่เป็นโรคเบาหวานทั้งสองฝ่ายนั้น ไม่ได้หมายความว่าลูกที่เกิดมาจะเป็นโรคเบาหวาน 100 เปอร์เซ็นต์
อาจจะมีโอกาสเพียง 1 ใน 3 เท่านั้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพ่อแม่ต้องดูแลสุขภาพและนิสัยการกินของลูกเป็นสำคัญ
- สิ่งแวดล้อม
- ภาวะการติดเชื้อไวรัสหรือสารเคมีบางอย่างที่มีผลต่อเซลล์ของตับอ่อน
ทำให้ตับอ่อนเสื่อมสภาพไม่สามารถสร้างฮอร์โมนอินซูลินได้ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดเบาหวานประเภทที่ 1
ฉะนั้น เด็กที่ไม่สบาย เป็นภูมิแพ้ ติดเชื้อไวรัสบางชนิด ทำให้เป็นโรคเบาหวานได้มากกว่า
นอกจากนี้ มีการศึกษาพบว่าเบาหวานมีความสัมพันธ์กับไวรัสหัดเยอรมัน ไวรัสอีสุกอีใส ไวรัสคางทูม
และไวรัสที่เป็นสาเหตุทำให้เป็นหวัด ซึ่งเราสามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีน
ป้องกันโรคติดเชื้อเหล่านั้นเสียแต่เนิ่นๆ ค่ะ
- แต่ถ้าลูกมีนิสัยการกินอาหารที่ไม่เหมาะสม เช่น กินอาหารที่มีไขมันและน้ำตาลสูงๆ
มีภาวะโภชนาการเกิน ประกอบกับมีกิจวัตรประจำวันที่นั่งๆ นอนๆ ก็เป็นตัวการที่ส่งเสริม
ให้เกิดภาวะเบาหวานประเภทที่ 2 ได้ ซึ่งถ้าคุณพ่อคุณแม่พบว่าลูกมีปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้
หรือมีคนในครอบครัวเป็นเบาหวานมาก่อนก็ต้องใส่ใจดูแลเรื่องอาหารการกิน
และการออกกำลังกายของลูกตั้งแต่เนิ่นๆ ค่ะ
เมื่อลูกเป็นเบาหวาน
- ถ้าลูกเป็นเบาหวานชนิดที่ 1 จะมีอาการปัสสาวะบ่อยและมาก อาการจะรุนแรงกว่าชนิดที่ 2
เพราะร่างกายขาดฮอร์โมนอินซูลิน ส่งผลให้ร่างกายไม่สามารถเผาผลาญพลังงานได้ดี
ทำให้เซลล์ขาดพลังงานและเกิดภาวะเลือดเป็นกรด เกิดอาการหอบ หากรักษาไม่ทัน
อาการอาจรุนแรงและเป็นอันตรายแก่ชีวิตได้ ฉะนั้น ถ้าเด็กมีอาการมึนงงหรือหมดสติไป
ควรรีบพาลูกไปพบแพทย์ เพื่อรับการรักษาทันที เพราะโรคนี้ถ้าเราวินิจฉัยและรักษาได้ทัน
เด็กก็จะกลับมาเป็นปกติได้ และต้องระวังไม่ให้ลูกเกิดภาวะแทรกซ้อนหรือติดเชื้อไวรัสต่างๆ ด้วย
- ถ้าลูกเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 จะมีลักษณะและอาการเช่นเดียวกับผู้ใหญ่ เช่น หิวบ่อย กินเก่ง อ่อนเพลีย
และจะผอมลง ปัสสาวะก็จะมีมดขึ้นเพียงแต่ในเด็กจะมีสุขภาพแข็งแรงกว่า มีภาวะแทรกซ้อนน้อยกว่า
ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถสังเกตได้จากอาการเหล่านี้ หิวและกินอยู่เรื่อยๆ แต่ไม่อิ่มซะที
และน้ำหนักไม่ขึ้นตามเกณฑ์ที่ควร
- ถ้าลูกเข้าข่ายอ้วน ต้องดูว่าลูกเริ่มมีผิวหนังอักเสบบ่อยๆ เป็นแผลอักเสบแล้วหายช้า
หรือถ้าสังเกตร่างกาย เช่น รอบคอ รอบรักแร้ หรือขาหนีบแล้วเห็นเป็นรอยปื้นดำๆ
หรือที่รอยผิวหนังดำๆ มีลักษณะนูนๆ ขึ้นมาด้วย เรียกว่า ภาวะดื้ออินซูลิน
ซึ่งจุดนี้จะเป็นตัวบ่งบอกได้ว่าอาจเริ่มมีปัญหาเรื่องการเผาผลาญซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะเบาหวานได้ค่ะ
ปกป้องลูกห่างเบาหวาน
1. ต้องดูแลลูกไม่ให้ติดเชื้อไวรัสต่างๆ แม้ว่าเราจะไม่สามารถทราบได้ว่าลูกของเรา
มีความไวต่อภาวะติดเชื้อหรือเปล่า แต่การดูแลลูกให้มีสุขภาพแข็งแรง และออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ
นอกจากจะช่วยป้องกันโรคติดเชื้อต่างๆ แล้ว ยังลดความเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานประเภท 1
ให้ลูกไปด้วยในตัวค่ะ
2. ต้องดูแลเรื่องอาหารเป็นพิเศษ ฝึกให้ลูกรับประทานให้เป็นมื้อๆ ไม่รับประทานจุบจิบ
หลีกเลี่ยงอาหารที่ไม่เกิดประโยชน์ เช่น จังก์ฟู้ด และอาหาร Empty Calolie
คืออาหารที่ให้พลังงานประเภทที่ร่างกายไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้
แต่จะเก็บสะสมเป็นไขมันในร่างกายทำให้เกิดโรคอ้วน เช่น น้ำอัดลม เครื่องดื่มชูกำลัง
ไม่เพียงแต่ป้องกันเบาหวานเท่านั้น แต่ยังป้องกันภาวะอ้วน ไขมันอุดตันและโรคอื่นๆ
รวมทั้งเสริมสร้างสุขภาพที่ดีให้กับลูกด้วย
3. ต้องสอนลูกให้รู้ว่าอาหารชนิดใดที่มีประโยชน์ และควรรับประทานประจำทุกวัน
อาหารประเภทไหนที่ไม่ควรรับประทานบ่อย และเน้นให้ลูกรับประทานผัก ผลไม้ให้มากๆ
เพราะผักผลไม้จะมีวิตามิน มีเกลือแร่ และมีสารป้องกันที่เรียกว่า แอนติออกซิแดนต์
ซึ่งจะช่วยป้องกันตับอ่อนได้ดี
4. พ่อแม่ต้องส่งเสริมให้ลูกเป็นเด็กแอ็กทีฟ โดยชักชวนให้มีกิจวัตรประจำวันที่ได้ใช้กำลังแขน
กำลังขาเหมาะสมตามวัยให้มาก ออกกำลังกายที่สม่ำเสมอ ไม่ขลุกอยู่แต่กับโทรทัศน์ หรือคอมพิวเตอร์
5. พ่อแม่ต้องคอยติดตามดูการเจริญเติบโตของลูก ทั้งน้ำหนักและส่วนสูงว่าสัมพันธ์กัน
และเป็นไปตามเกณฑ์อายุหรือไม่ ไปพร้อมๆ กับดูแลเรื่องพฤติกรรมการกินของลูก
เพราะสิ่งนี้จะเป็นเครื่องมืออย่างดีที่ช่วยบอกได้ว่า ลูกมีแนวโน้มที่จะเข้าสู่ภาวะอ้วน
หรือภาวะเบาหวานชนิดที่ 2 หรือไม่
และสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้คุณทำทั้ง 5 ข้อที่กล่าวมาได้สำเร็จก็คือ
การประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดีในการเลือกกินอาหาร
รวมถึงกิจกรรมที่คุณเองทำยามว่างแต่ละวันด้วย
เบาหวานในเด็ก
รักษาไม่ยาก
เมื่อใดที่คุณหมอวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวาน นั่นก็คือลูกจะเติบโตขึ้นเป็นเด็ก
และผู้ใหญ่ที่มีเบาหวานติดตัวไปตลอด แต่เด็กที่เป็นเบาหวานก็สามารถเจริญเติบโต
และใช้ชีวิตเหมือนกับผู้ใหญ่หรือเด็กที่สุขภาพแข็งแรงทั่วๆ ไปได้
เพราะปัจจุบันเรามีอุปกรณ์ที่สามารถตรวจระดับน้ำตาลในเลือดได้และสามารถใช้ได้ตลอดเวลาที่ต้องการ
ซึ่งสามารถนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ในการปรับระดับน้ำตาลในเลือดของลูกให้อยู่ในเกณฑ์ปกติได้
ควบคู่ไปกับการติดตามดูภาวะการเจริญเติบโตของลูก ดูแล และปลูกฝังวิธีการดูแลตัวเองทั้งในเรื่องอาหารการกิน
การออกกำลังกายให้ลูก เหล่านี้จะช่วยให้ลูกอยู่กับเบาหวานได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้ยา
และยังเป็นคนที่มีลักษณะนิสัยการดูแลสุขภาพที่ดีติดตัวไปด้วยค่ะ
(update 10 มีนาคม 2002)
[ ที่มา..
นิตยสารดวงใจพ่อแม่ ปีที่ 8 ฉบับที่ 95 กันยายน 2546 ]
|