เปิดโลกกิจกรรมให้ลูกรัก


"เฮ้อ กลุ้มจริงๆ ไอ้ลูกเรานี่ไม่เห็นมีแววอะไรซักอย่างเล้ย! จะทำยังไงดี"

ยังจำได้กับเสียงบ่นของแม่เอ๋ ตอนเจอกันเมื่อสัปดาห์ก่อน คุยไปคุยมาได้ความว่าเจ้าตัวได้ไปลองทำแบบสำรวจวัดแววความสามารถให้ลูก ผลออกมาว่าเจ้าหนุ่ยลูกชายจอมซนบ่มีแววเด่นด้านใดโดดเด้งออกมาเลยน่ะสิ… ยังดีนะที่ไม่ได้ตีโพยตีพายต่อว่าลูกชายไปซะก่อน ไม่อย่างนั้นเจ้าหนุ่ยคงกลายเป็นเจ้าน่วม เพราะสูญเสียความมั่นใจจากความไม่ตั้งใจของแม่ เพียงแค่ไม่ทันได้ทบทวนก่อนว่า ผลทอสอบที่ได้นั้นมีนัยแฝงไว้อย่างไร

เหตุการณ์นี้คล้ายกับที่พ่อแม่อย่างเราเคยผ่านมาในวัยสะพรั่ง เวลากรอกใบสมัครเรียนหรือสมัครงานที่ไหน ก็ต้องมีช่องให้เติมว่ามีความสามารถพิเศษอะไรบ้าง เราก็มักทิ้งไว้กรอกสุดท้าย เพราะสมัยก่อนยังไม่มีการให้ความสำคัญกับการส่งเสริมกิจกรรมให้กับเด็กมากนัก จึงคิดหนักทุกครั้ง…ต่างกับเด็กๆ สมัยนี้ที่มีกิจกรรมให้เลือกมากมาย ล้วนช่วยเสริมทักษะ และพัฒนาทั้งทางร่างกายและจิตใจ หากเลือกให้เหมาะก็ยังช่วยแก้ไขข้อบกพร่องทางพฤติกรรม และบุคลิกภาพได้อีกด้วย

ที่สำคัญในด่านแรกพ่อแม่อาจสังเกตจากการเล่นของลูกว่า เขาสนุกและมีความสุขกับอะไรได้นานๆ บ้าง ถามว่าฮีโร่ในใจคือใคร หรือฝันอยากเป็นอะไร เช่นถ้าลูกชายอยากเป็นสไปเดอร์แมน ใช้โอกาสนี้บอกว่าสไปเดอร์แมนน่ะต้องร่างกายแข็งแรงนะ และถ้าหนูอยากแข็งแรงต้องทำยังไงเอ่ย? หรือลูกสาวฝันอยากเป็นซินเดอเรลลา ก็แนะว่าหนูน่าจะไปเรียนเต้นเรียนรำก่อนดีไหม?

หากลูกยังเงียบๆ ทำให้จับทางไม่ถูกซะที ก็ไม่ต้องวิตกไป เราต้องเปิดโลกกว้างให้ลูกรู้ว่า ยังมีกิจกรรมอื่นๆ อะไรอีกบ้างพาไปชมการแข่งขันกีฬา ดูละครเวที งานนิทรรศการศิลปะ ฯลฯ หรือหากได้ลองของจริงก็จะช่วยให้ลูกตัดสินใจเลือกได้เร็วว่า เขาชอบอะไร โดยอาศัยความเชื่อที่ว่า 'แววของเด็กแต่ละคนจะฉายออกมาเมื่อเขาค้นพบตัวเอง' นั่นล่ะค่ะ พ่อแม่จึงมีหน้าที่ส่งเสริมลูกตามกำลังที่เหมาะสม

กีฬา

มีคำกล่าวว่า "Sport_ _ it's more than a game, it's an education."
จะเล่นกีฬาอะไร ขึ้นอยู่กับความพร้อมของสภาพร่างกายเป็นหลักค่ะ เพราะเด็กๆ เขาชอบการเคลื่อนไหวอยู่แล้ว ถ้าเสริมหลักให้หน่อยก็จะทำให้พัฒนาการทางร่างกายสมบูรณ์ขึ้น ควรเริ่มจากกีฬาเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ เช่น วิ่ง ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน ยิมนาสติก ฯลฯ ก่อน แล้วค่อยพัฒนาเป็นแบบที่ต้องมีการปะทะกันอย่างเทควันโด หรือเป็นทีมอย่างฟุตบอลเมื่อโตขึ้นอีกนิด… กีฬายังทำให้เด็กได้รู้ถึงการยอมรับกฎ กติกา และเรียนรู้ข้อจำกัดต่างๆ ได้ ไม่ว่าจะเรื่องเวลา สถานที่ หรือแม้แต่ความสามารถของตนเองและเพื่อนๆ แต่ละคนที่ไม่เท่ากัน

การเล่นกีฬายังส่งเสริมบุคลิกภาพ ฝึกความมีระเบียบวินัย หากเล่นเป็นทีม ก็ยังได้รู้ถึงการแบ่งปัน มีความรับผิดชอบ รู้จักแพ้ รู้จักชนะ มีความอดทน และความพยายาม ฯลฯ ทั้งยังเสริมสร้างความนับถือตนเองที่จะมีประโยชน์มากเมื่อเขาโตเป็นวัยรุ่นดังตัวอย่างในหนังสือเรื่องโต๊ะโตะจัง ที่คุณครูใหญ่จัดเตรียมกีฬาที่ทำให้เด็กชายแคระได้เปรียบจนชนะเกือบทุกเกม ซึ่งเป็นกุศโลบายช่วยลบปมด้อยของเด็กชายแคระ ทำให้เขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความมั่นใจ แม้จะมีความบกพร่องทางร่างกาย

ศิลปะ

จริงๆ แล้ว ศิลปะอยู่ในเด็กทุกคน เห็นตั้งแต่เล็กพอจับดินสอได้ก็เริ่มวาดเส้นเล่นสีแล้ว ซึ่งสะท้อนถึงความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการที่มีมากในวัยเยาว์ ดังมีการวิจัยพบว่า สิ่งเหล่านี้จะมีน้อยลงเมื่ออายุเพิ่มขึ้น ดังนั้นในช่วงประถมต้นนี้ จึงควรฝึกให้เด็กๆ ได้ใช้ศักยภาพเหล่านี้เพื่อแสดงออกทางความคิดของเขาอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ศิลปะยังรวมถึงงานปั้น และงานประดิษฐ์ต่างๆ ด้วย

ศิลปะช่วยทำให้เด็กวัยซนอยู่นิ่งและมีสมาธิขึ้น ดังคุณแม่นกเล่าถึงลูกชายว่าลูกมีอาการของสมาธิสั้น ทำอะไรแป๊บๆ ก็เลิก จึงให้ไปเรียนปั้นของจิ๋ว ปรากฏผลน่าพอใจ เด็กนิ่งขึ้นมีสมาธิจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ทำมากขึ้น จากแรกๆ ปั้นตามแบบก็เริ่มคิดปั้นตามความคิดตัวเองบ้าง ซึ่งแสดงว่าศิลปะได้กระตุ้น การใช้ความคิดสร้างสรรค์ของเขาแล้วนั่นเองค่ะ… ขอแนะเทคนิคสักนิดว่า ในระยะแรกไม่ว่าเขาจะระบายสีกล้วยเป็นสีส้มหรือวาดรูปที่ไม่เหมือนของจริง อย่าไปเบรกเขานะคะ เพราะนั่นเขากำลังใช้สายตาของจินตนาการอยู่ค่ะ

ดนตรี

ถ้าจะให้ดีเด็กๆ ควรมีโอกาสได้ฟังเพลง เพราะเสียงของการไล่เรียงตัวโน้ตนี้ เป็นการสื่อสารทางอารมณ์อย่างดีเชียวค่ะ จังหวะของดนตรียังมีความสัมพันธ์กับจังหวะการเต้นของหัวใจด้วย ดังมีการศึกษาพบว่า ดนตรีช่วยลดความดันโลหิต ทำให้การเผาผลาญอาหารดีขึ้น ปรับจังหวะการหายใจให้สม่ำเสมอ ลดความตึงเครียดของร่างกายและจิตใจ

ดนตรีทำให้อารมณ์ดี มีสมาธิ ลดความก้าวร้าว ฝึกความสัมพันธ์ของประสาทสัมผัส ฯลฯ เด็กเล็กๆ ควรเริ่มจากการฟัง ฮัม แล้วก็ร้อง หากจับจังหวะได้ก็ถือว่าเยี่ยมค่ะ แต่ถ้าอยากจับเครื่องดนตรี น่าจะเริ่มจากประเภทตีก่อนก็ดีนะคะ เพราะยังใช้ประสาทสัมผัสไม่ซับซ้อน แล้วค่อยพัฒนาเป็นดีด สี และเป่า ตามชอบต่อไปเมื่อโตขึ้น… ไม่จำเป็นต้องซื้อเครื่องดนตรีราคาแพงลิ่ว ให้ลูกลองเลือกเครื่องดนตรีที่ไม่แพงสักชิ้น เช่น ขลุ่ย ซอ แอ็กคอเดี้ยน เมื่อลูกเล่นเก่งแล้วค่อยซื้อเครื่องดนตรีที่คุณภาพดีขึ้นซึ่งราคาจะสูงตามคุณภาพ

การแสดงออก

การแสดงออกในที่นี้รวมไปถึงการเต้น รำ แสดงละคร การออกไปพูดหน้าชั้น หรือแม้แต่การยกมือแสดงความคิดเห็น… อย่างที่รู้กันว่าวัยนี้เป็นวัยที่ต้องการการยอมรับ เมื่อทำสิ่งใดออกไปขอให้มีการตอบสนองกลับมา เขาก็ชื่นใจ แล้วยิ่งมีคนชื่นชมหรือให้กำลังใจ เขาก็จะรับรู้ได้ว่าตัวเองมีความสามารถ ที่ได้แน่ๆ คือ ความกล้าและความมั่นใจในตัวเองค่ะ

โดยเฉพาะการเต้น ยังช่วยแก้ไขและส่งเสริมบุคลิกภาพได้ มีตัวอย่างคุณแม่ลูกหนึ่ง กลุ้มใจเรื่องข้อเท้าบิดและหลังโกงของลูก คุณหมอแนะนำให้ลองไปเต้นบัลเลต์ ต่อมาลูกสาวเดินตัวตรง สง่า มีบุคลิกภาพดีขึ้น บางคนอายที่ต้องใส่แว่น หรือมักทำอะไรช้าเฉื่อย พอได้เคลื่อนไหวร่างกาย ด้วยท่วงท่าลีลาสง่าผ่าเผยบ่อยเข้า ร่างกายก็จะกระฉับกระเฉง คล่องแคล่วขึ้น ยิ่งตอนอยู่บนเวทีเด็กๆ จะรู้สึกเหมือนอยู่อีกโลกหนึ่ง พานให้ลืมความรู้สึกเป็นปมด้อยของตัวเองไปได้ค่ะ หรือถ้ารำไทยก็ยังได้เรียนรู้วัฒนธรรมไทย การมีสัมมาคารวะ และมารยาทไปในตัวด้วย แต่อย่าลืมว่า กิจกรรมเหล่านี้ไม่ได้เป็นแบบอัตโนมัตินะคะ คงต้องใช้เวลาอยู่ซักหน่อย แต่ถ้าปฏิบัติสม่ำเสมอผลประโยชน์ก็ตกอยู่ที่ตัวเด็กเต็มๆ ค่ะ

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมตามอัธยาศัยอีกมากมาย เช่น หากลูกชอบรื้อเครื่องยนต์กลไกออกมาซ่อมเอง เขาคงอยากรู้ว่าทำไมรถถึงวิ่งได้ แล้วเขาจะปรับให้มันวิ่งเร็วได้ไหมน้า… เรื่องนี้คุณพ่ออาจช่วยแนะนำได้ เผลอๆ ลูกอาจรู้มากกว่าเราซะอีก เพราะเด็กวัยนี้หากเขาอยากรู้อะไร ก็จะขวนขวายจนได้รู้ ใช้จุดนี้ให้เป็นประโยชน์ เมื่อต่อมเรียนรู้ถูกกระตุ้น ไยลูกจะไม่เติบโตล่ะคะ ยิ่งเดี๋ยวนี้ก็มีแบบจำลอง คู่มือต่างๆ มากมาย อย่าลืมว่าทุกกิจกรรมล้วนมีประโยชน์ อยู่ที่จะเลือกอย่างไรเท่านั้น …แต่อย่าบังคับขู่เข็ญ หรือเปรียบเทียบเชียวนะ ไม่ใช่ว่าเห็นลูกบ้านโน้นไปแข่งชิงแชมป์เปียโน ก็ตะบี้ตะบันให้ลูกเรียนบ้าง แต่เจ้าเด็กของเรากลับชอบเต้นรำมากกว่า อย่างนี้ก็ต้องเสริมให้ถูกทางนะคะ

วันนั้นจึงแนะไปว่า ให้แม่เอ๋ลืมผลวัดแววฯ นั้นไปซะ แล้วกลับไปสังเกตพฤติกรรมของเจ้าลูกชายใหม่ และพาลูกไปเปิดหูเปิดตาบ้าง เพราะรู้ดีว่าบ้านแม่เอ๋ไม่ชวนให้ลูกทำอะไร นอกจากเล่นเกมอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ เสาร์-อาทิตย์ก็ไม่ให้ไปเล่นกับเพื่อนที่สนามเด็กเล่น เพราะกลัวเลอะเทอะ …จะได้ผลอย่างไร คงต้องมาลุ้นกันต่อไปค่ะ

วันนี้ยังไม่ต้องคาดหวังเลยเถิดกับเด็กๆ ไปถึงขนาดชิงแชมป์หรือล่าเหรียญรางวัลอะไรหรอกนะคะ เพียงแค่ให้เจ้าตัวเล็กมีความสุข และสนุกกับสิ่งที่ทำอยู่เท่านั้นก็พอค่ะ


(update 28 พฤษภาคม 2004)
[ ที่มา.. life & family ปีที่ 9 ฉบับที่ 97 เมษายน 2547 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600