เด็กเรียนการพูดและอ่านไปพร้อมกันได้


อะไรเป็นสิ่งที่ทารกแรกเกิดถึง 6 ขวบตั้งใจจะเป็น ไม่มีใครรู้คำตอบเท่ากับตัวเขาเองว่า ต้องการอะไร คุณลองเอาบางอย่างที่ถนัดมือ เช่น ท่อนไม้ ฯลฯ ให้เขาถือ เขาจะชอบเล่นกับมันมากกว่าของเล่นเหมือนจริง เพราะเขาอาจจินตนาการให้มันเป็นไม้กอล์ฟ ไม้เบสบอล หรือฆ้อนสักอัน ตามความกระหายอยากเรียนรู้ หรืออยากจะเป็นอะไร สมองของเขาจะสืบเสาะความรู้ทุกๆ ด้านจากสิ่งของนั้น แล้วคิดวิธีจัดระเบียบ และสรุปออกมาเป็นกฎหลักที่จะควบคุมสิ่งของนั้น เมื่อคุณสอนเขาให้เข้าใจอย่างตรงไปตรงมา ตัวของเขาจะค้นพบวิธีควบคุมจัดการความรู้นั้นด้วยตัวของตัวเอง ซึ่งเป็นธรรมชาติของสมอง แต่เมื่อพวกเขาอายุมากขึ้น ความสามารถที่จะเข้าใจความจริงอย่างตรงไปตรงมาจะหายไป

หนังสือชื่อ From two to five โดย Kornei Chukovski ชาวรัสเซีย กล่าวถึงเด็ก 3 ขวบคนหนึ่งมองออกไปนอกหน้าต่าง แล้วบอกแม่ว่า “แม่ครับ... คนส่งจดหมาย (Mailer) กำลังมา” แม่เข้าใจว่าลูกหมายถึงบุรุษไปรษณีย์ (Mailman) จึงแก้คำพูดให้เขาใหม่โดยไม่รู้ว่ากำลังทำพลาด คุณลองคิดดูซิว่า เด็กได้คำว่าคนส่งจดหมาย (Mailer) มาจากไหน ไม่มีใครสอนคำนี้ให้เขา ถ้าอย่างนั้นเขาฉลาดแค่ไหนที่สามารถคิดคำนั้นขึ้นมาได้เอง ด้วยการปะติดปะต่อคำจากการกระทำ และเป็นวิธีการคิดวิธีหนึ่งที่ทำให้เขาไปสู่ความสำเร็จในชีวิตได้

เมื่อเด็กวัยนี้เป็นวัยที่สามารถเข้าใจความจริงที่ตรงไปตรงมา จึงไม่แปลกที่ Doman มักพบเด็ก 3 ขวบ เข้าใจความหมายของคำพูดรอบๆ ตัว ที่ผู้ใหญ่พูดกันด้วยภาษาต่างประเทศ 2-4 ภาษา ซึ่งเป็นเรื่องมหัศจรรย์ที่ไม่มีผู้ใหญ่คนใดเริ่มเรียนได้อย่างเด็ก ขณะที่เด็กเรียนรู้ได้ง่ายมาก เพียงแต่คุณแม่พูดกับลูกวัย 1 ขวบว่า “มานี่...มาหาแม่” ด้วยการเร่งเสียงที่ชัดเจน สัญชาตญาณของเด็กจะจับกิริยาท่าทางวิงวอนของแม่ ร่วมกับการได้ยิน ก็จะเข้าใจคำพูดนั้นทันที

พัฒนาการของมนุษย์เจริญเติบโตช้ากว่าการเรียนรู้ผ่านการฟัง แต่ในการอ่านตัวอักษร ไม่เคยมีใครคิดสอนตัวอักษรกับเด็ก 1 ขวบ ทั้งที่สมองของเขาพร้อมจะจำตัวอักษรได้พอๆ กับการฟังและเข้าใจภาษาได้หลายภาษา แต่ถ้ามีใครสอนเขาด้วยวิธีที่ง่ายกว่า ซึ่งไม่ใช่เริ่มด้วยการสอนตามตัวอักษรอย่างที่คนทั่วไปมักทำกัน เด็กก็จะอ่านหนังสือออก Doman เชื่อว่ามันทำให้ชีวิตของเด็กมีความสุขมากขึ้น ถ้าได้รับโอกาสในช่วงที่สมองของเขารับง่ายกว่า เพราะเขาจะไม่รู้สึกเบื่อ ท้อถอยหมดกำลังใจในการเรียนรู้โดยสามารถสอนได้ทุกเรื่อง

สมองของเขาจะรับรู้และเรียนรู้กว้างกว่าที่ผู้ใหญ่จะจินตนาการถึง คุณจึงควรยื่นโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้ และเป็นกำลังใจให้เขา อยู่ข้างเขา ถ้าลูกฟังคุณโดยไม่มีท่าทีเบื่อหน่าย จงเชื่อว่าเขาเข้าใจ เปรียบเสมือนการยืนอยู่ข้างเดียวกับเขา ความรู้สึกนี้เป็นเคล็ดลับของชัยชนะในการสอน เพราะถ้าคุณแคลงใจว่าลูกจะรู้เรื่องจริงหรือไม่ ? เขาจะจับความรู้สึกของคุณได้ และเกิดความคิดเป็นลบในเรื่องที่เพิ่งถูกสอนมา กลายเป็นว่าไม่เข้าใจ เพราะเขาเองก็ไม่ต้องการใครอื่นที่จะยืนอยู่ข้างเขา ว่าเขาเก่งแค่ไหนที่เข้าใจเรื่องที่คุณพูด

มีความจริงสำคัญอยู่ว่า ตลอดชีวิตของเรามักใช้สมองเพียงเศษหนึ่งส่วนสิบของสมองเท่านั้น ทั้งที่สมองพร้อมจะมีความสามารถที่กว้างออกไป สถาบันวิจัยเรื่องสมองหลายสถาบัน ตระหนักถึงความมหัศจรรย์ของสมองมานานแล้วว่า สมองสามารถบรรจุหน่วยความจำได้ประมาณ 125 ล้านล้านไบท์ จนกระทั่งฝ่ายวิจัยเทคนิคสูงสุดของบริษัท RCA ที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่ง ตีพิมพ์ตารางสิ่งบรรจุความจำอื่นๆ เปรียบเทียบกับสมองมนุษย์ว่า

สิ่งบรรจุความจำ จำนวนไบท์ที่บรรจุความจำ
สมองของมนุษย์
สถาบันวิจัยค้นคว้าแห่งชาติสหรัฐอเมริกา
สถาบันวิจัยของบริษัท IBM เลขที่ 3850
หนังสือ Encyclopedia
เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องใหญ่
แผ่นดิสก์แม่เหล็ก
แผ่นฟลอบบี้ดิสท์ทั่วไป
125 ล้านล้านไบท์
250000 ไบท์
12500 ไบท์
12500 ไบท์
313 ไบท์
2.50 ไบท์
1.30 ไบท์

แหล่งที่มา : ฝ่ายวิจัยเทคนิคสูงสุดบริษัท RCA จำกัด


ทำให้เห็นว่าสมองสามารถบรรจุความจำได้เป็น 10 เท่าของสถาบันวิจัยค้นคว้าแห่งชาติสหรัฐอเมริกา แต่ถ้าสมองของเด็กหดหายลงไป คงเหลืออยู่เพียงเศษหนึ่งส่วนสิบ ก็จะบรรจุความจำได้เท่ากับสถาบันวิจัยค้นคว้าแห่งชาติ เมื่อคุณได้รู้อย่างนี้ คุณอาจเกิดความกลัวว่า จะไม่ได้ใช้สมองให้สมกับความสามารถในการบรรจุความจำ หรือไม่ได้ให้โอกาสสมองของคุณหรือของเด็กได้ใช้ความคิดเต็มศักยภาพ

สมองของมนุษย์มีคุณลักษณะพิเศษอย่างหนึ่งคือ ยิ่งใส่ความจำเข้าไปก็ยิ่งรักษาเอาไว้มากพอ ที่จะเข้าใกล้ความสามารถของสมอง ยิ่งคุณให้ข้อมูลแก่สมอง ข้อมูลที่คุณใส่เข้าไปในสมองจะกระจายไปปรับปรุงทุกส่วน สมองก็จะแสดงผลออกมาดีขึ้น โดยสามารถใช้ข้อมูลที่มีอยู่มาประกอบการวิเคราะห์ด้วย

เด็กเล็กเรียนรู้ที่จะอ่านหนังสืออกเป็นคำ วลี และประโยค ได้พร้อมๆ กันกับวิธีที่พวกเขาเข้าใจภาษาที่เขาเพิ่งได้ยิน และเรียนรู้ความหมายของคำ วลี และประโยค ความจริงนี่เป็นความมหัศจรรย์ของสมอง ซึ่งเราก็ไม่เข้าใจถึงวิธีการแปลความหมายของคำที่ได้ยิน ว่าทำไมเมื่อมนุษย์ได้ยินคำๆ หนึ่ง คำนั้นถึงได้แตกตัวเป็นคลื่นไปกระทบสมองและสมองทำการแปลความหมายของคำที่ได้ยิน ซึ่งเป็นวิธีเดียวกันกับที่นัยน์ตามองเห็นคำเขียน คำเขียนได้แตกออกไปเป็นคลื่นกระทบกับสมอง และแปลความหมายออกมาให้เราเข้าใจ โดยที่สมองไม่ใช่ตัวที่ไปมองเห็นคำๆ นั้นมาเอง ดังนั้นสมองของเด็กจึงมีพื้นฐานหรือความพร้อมที่จะอ่านหนังสือออกอยู่แล้ว ซึ่งจะทำให้เขารับรู้ทุกเรื่องในโลก ผ่านการอ่านหนังสือได้กว้างไกล

แม้แต่เด็กที่มีความผิดปกติทางสมอง Doman ก็สามารถที่จะพัฒนาให้เด็กเหล่านี้กลับมาเป็นเด็ก ที่มีความสามารถเหมือนปกติได้ ด้วยความเชื่อในความอัศจรรย์ของสมองว่า ถ้าได้ฝึกให้พวกเขาคิด เขาจะกลายเป็นเด็กที่มีศักยภาพทางปัญญาเทียบเท่ากับเด็กปกติที่อ่านหนังสืออกได้ตั้งแต่เล็ก ซึ่งจะเสนอความคิดของ Doman เรื่องนี้ในคราวต่อไป


(update 15 ตุลาคม 2004)
[ ที่มา... นิตยสารบันทึกคุณแม่ ปีที่ 10 มิถุนายน 2547 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600