โรคโรงเรียนทำ


อยู่ๆ เจ้าตัวเล็กของเราก็เกิดเป็นหวัดคัดจมูก น้ำมูกไหล หลังกลับมาจากโรงเรียนได้ไม่กี่วัน จะว่าฟ้าฝนไม่ใจหรือ ส่วนหนึ่งก็ใช่นะ แต่ที่น่าสงสัยคือ ทำไมลูกยังเป็นซ้ำซาก ไม่ยอมหายสักที แล้วไม่เพียงแค่โรคฮิตอย่างโรคหวัดเท่านั้นนะคะ โรคคอ หรือหูอักเสบเอย โรคหิด โรคเหา หรือโรคพยาธิต่างๆ เอย ตามถามหาลูกของเราได้จ้าละหวั่น

แต่ที่น่าแปลกคือ พอปิดเทอมลูกกลับแข็งแรงดี ไม่เห็นป่วยไข้เหมือนเมื่อตอนไปโรงเรียนเลย แบบนี้เขาเรียกว่าเป็น " โรคโรงเรียนทำ" หรือเปล่าหนอ


หวัด : โรคฮิตติดอันดับหนึ่ง

บางครั้งลูกของเราอาจติดหวัดจากเพื่อนร่วมชั้นเรียน เพียงเพราะว่าเด็กทั้งคู่นั่งใกล้กัน และสูดดมเอาละอองน้ำมูก หรือน้ำลายที่เจ้าของเชื้อไอ หรือสั่งน้ำมูกออกมาค่ะ เผลอๆ บางทีเด็กที่ป่วยอาจไม่รู้ตัว ปาดน้ำมูกไว้ตรงฝ่ามือ และบังเอิญไปหยิบจับของเล่นที่อยู่ตรงหน้า พอลูกของเราเกิดอยากเล่นของเล่นชิ้นนั้นต่อ ก็พลอยติดหวัดไปด้วยอีกคน

เรื่องการกินน้ำแก้วเดียวกัน หรือใช้ช้อนตักข้าวกินร่วมกันกับเพื่อนที่เป็นหวัด อย่างนี้ก็ทำให้ลูกของเราป่วยได้เช่นกัน ดังนั้นถ้าเป็นไปได้ทางโรงเรียนควรจัดแก้วดื่มน้ำสำหรับเด็กแต่ละคน โดยทำสัญลักษณ์แบ่งไว้ชัดเจน ไม่ใช้ปะปนกัน หรือถ้าเป็นแก้วกระดาษ ก็จัดให้เป็นระบบระเบียบ โดยตั้งถังขยะไว้ใกล้ๆ เพื่อให้เด็กที่ป่วย และไม่ป่วยได้รู้จักแยกแยะแก้วที่ใช้แล้วและไม่ได้ใช้ออกจากกัน

นอกจากนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้โรคหวัดลุกลามจากเด็กคนหนึ่งไปยังเด็กคนอื่นๆ ในห้อง ทางโรงเรียนควรจะ
  • หมั่นเปิดหน้าต่าง ให้อากาศที่เต็มไปด้วยไรฝุ่น หรือเชื้อโรคต่างๆ ภายในห้องเรียนได้ระบายออกไป และปล่อยให้อากาศบริสุทธิ์ถ่ายเทเข้าข้างในเสียบ้าง
  • ทำความสะอาดของเล่น โรงเรียนควรทำความสะอาดของเล่นอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง
  • ห้องเรียนขนาดเล็ก ตามมาตรฐานที่ดีแล้วห้องเรียนหนึ่งๆ ควรมีนักเรียนแค่ 20-25 คนเท่านั้น เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กเกิดความรู้สึกอึดอัด และอากาศจะถ่ายเทสะดวกด้วย
  • ของใช้ส่วนตัว เด็กนักเรียนทุกคนควรมีแก้วน้ำและจานข้าว รวมทั้งผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัวเป็นของตัวเอง เพื่อป้องกันการติดเชื้อจากเพื่อนผู้ป่วยคนอื่นๆ

หูและคออักเสบ : โรคฮิตที่มักถูกมองข้าม
ถ้าอยู่ๆ ลูกของเราเกิดมีอาการเป็นหวัดคัดจมูกน้ำมูกไหลในตอนเช้า และเผอิญวันนั้นมีวิชาเรียนว่ายน้ำในตอนบ่าย การว่ายน้ำนี่แหละค่ะจะเป็นตัวก่อ ให้ลูกของเราเป็นโรคหูและคออักเสบได้ ทั้งนี้ไม่ใช่การว่ายน้ำทำให้เกิดโรคนะคะ แต่เป็นเพราะโรคหวัดต่างหากที่ทำให้ท่อที่เชื่อมต่อระหว่างหูส่วนกลาง และคออักเสบขึ้นมาได้โดยง่าย ดังนั้นถ้าวันไหนลูกเราไม่สบาย มีน้ำมูกไหลไม่ยอมหยุด ก็ควรงดวิชาเรียนว่ายน้ำไปก่อนค่ะ

ท้องเสีย : โรคฮิตติดอันดับสอง
บางครั้งการหยิบของเล่นสกปรกๆ เข้าปาก หรือกินอาหารที่ไม่ถูกสุขอนามัยในโรงอาหาร ก็เป็นสาเหตุทำให้เจ้าตัวเล็กของเราเกิดอาการท้องร่วงได้เหมือนกัน ดังนั้นทางที่ดีโรงเรียนควรทำความสะอาดของเล่นเด็กๆ อย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง และหมั่นตรวจสอบว่าอาหารที่ปรุงให้เด็กนั้นสุกและสะอาดดี

โรคพยาธิ : โรคจากความประมาท
ธรรมดาแล้วเด็กเล็กๆ นี่แหละค่ะชอบนักชอบหนาที่จะเดินเท้าเปล่าไปบนผืนหญ้า หรือผืนดิน ซึ่งบนดินจะมีพยาธิไส้เดือนกับพยาธิปากขอซ่อนอยู่ โดยเจ้าตัวร้ายพยาธิไส้เดือนจะเข้าสู่ร่างกายของลูกเราได้ ด้วยการที่ลูกเอามือหยิบดินหรือทรายมาเล่น แล้วลืมล้างมือหลังเล่นเสร็จ การเอามือที่อาจปนเปื้อนไข่พยาธิเข้าปากนี้เองแหละค่ะ ที่จะเป็นทางผ่านให้พยาธิเข้าสู่ร่างกายของลูก หลังจากนั้นเขาจะมีอาการปวดท้อง แน่นท้อง ท้องอืด ยิ่งถ้าในท้องลูกมีพยาธิในปริมาณมาก จะยิ่งทำให้เขาเกิดอาการปวดท้องอย่างรุนแรง และอาเจียนออกเป็นสีน้ำดี

สำหรับพยาธิปากขอนั้น สามารถเข้าสู่ร่างกายของลูกได้ด้วยการชอนไชเข้าสู่เท้าน้อยๆ ของเขา ในกรณีที่เขาลืมใส่รองเท้าและเหยียบย่ำลงบนดินชื้นๆ และถ้าพยาธิชนิดนี้เข้าไปแพร่พันธุ์ ในร่างกายของลูกมากๆ เข้า จะทำให้เขามีอาการเสียเลือดจนตัวซีดขาวได้ค่ะ

ดังนั้นเราสามารถป้องกันลูกให้พ้นจากโคพยาธิเหล่านี้ได้ด้วยวิธีนี้
      - เตือนให้ลูกล้างมือทุกครั้งหลังจากไปวิ่งเล่นยังสนามเด็กเล่นหรือพื้นหญ้าในโรงเรียน
      - ก่อนกินข้าวทุกมื้อควรล้างมือให้สะอาดเสียก่อน
      - ตัดเล็บมือเล็บเท้าลูกให้สั้นอยู่เสมอ
      - สวมรองเท้าทุกครั้งที่ออกไปวิ่งเล่นนอกบ้าน หรือบนพื้นดิน
      - ควรให้ลูกได้รับยาถ่ายพยาธิอย่างน้อยปีละ 1-2 ครั้ง โดยปรึกษาหมอประจำตัวของลูกก่อนนะคะ

หิด เหา : เด็กในเมืองก็เป็นกันได้
แม้เราจะดูแลเรื่องผมเผ้า และความสะดาดให้ลูกเป็นอย่างดี แต่ใช่ว่าจะเป็นใบรับประกันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่า ลูกจะไม่เป็นโรคหิดหรือเหา เพราะถ้าเพื่อนร่วมชั้นเรียนคนใดคนหนึ่งเกิดเป็นเจ้าสองโรคนี้ขึ้นมา ลูกของเราก็อาจติดได้ถ้าบังเอิญต้องนั่งติดกัน หรือเล่นด้วยกัน

ดังนั้นถ้าไม่แน่ใจว่าลูกอาจติดเหาหรือหิดมาจากโรงเรียนเข้าให้แล้ว ลองสังเกตอาการดูว่า ลูกมีตุ่มแดงเล็กๆ ใสๆ ตามง่ามนิ้วมือ นิ้วเท้า หรือตามรักแร้ ข้อเท้า ก้น สะดือ หรือบริเวณขาหนีบหรือเปล่า และอาการจะทวีความรุนแรงมากขึ้นในตอนกลางคืนด้วยใช่ไหม ถ้าใช่! ลูกของคุณเข้าข่ายเป็นโรคหิด และควรพาไปหาหมอเพื่อรับยาฆ่าตัวหิดมาทาแล้วล่ะค่ะ

คราวหน้าคราวหลัง เราสามารถป้องกันโรคหิดที่อาจเกิดขึ้นกับลูกของเราได้โดยตรง ด้วยการหมั่นซักเสื้อผ้า และของใช้ตลอดจนผ้าปูที่นอน ผ้าห่ม ผ้าเช็ดตัวให้สะอาดอยู่เสมอ

ส่วนในกรณีที่ลูกอาจติดโรคเหามาจากเพื่อน ทางที่ดีเราควรจะรักษาคนที่อยู่ใกล้ชิดกับลูกไปพร้อมๆ กัน ด้วยการใช้หวีซี่ละเอียดๆ หรือที่เรียกกันว่าหวีเสนียดมาสางเอาไข่เหาออกเสียก่อน ต่อจากนั้นค่อยรักษาด้วยยาชนิดเดียวกับที่รักษาโรคหิด

ได้ข้อมูลที่ชัดเจนแบบนี้ ความกังวลคลายลงไปเยอะเลยใช่ไหมคะ เพราะใช่ว่าเราจะต้องยอมจำนนกับโรคเหล่านี้เสียเมื่อไร คาถาง่ายๆ มีอยู่ว่า ถ้าเพียงแค่เรารู้จักป้องกัน ไม่เอาแต่โทษว่าเป็น "โรคโรงเรียนทำ" แต่ร่วมกันสร้างสภาวะแวดล้อมภายในโรงเรียนให้ปลอดภัยและสะอาดอยู่เสมอ รวมถึงการเตรียมพร้อมลูกให้กินอาหารที่ดีมีประโยชน์ นอนเต็มอิ่ม และออกกำลังกายเป็นประจำ เรื่องสู้โรคภัยไหนๆ ก็ไม่น่าเป็นห่วงหรอกค่ะ

ประสบการณ์ครูผู้รับมือกับ 'โรคทางใจ'
หลังจากคลายกังวลเรื่องโรคทางกายกันแล้ว มาถึงโรคทางใจบ้าง โรคนี้คุณพ่อคุณแม่หลายคนกังวลไม่แพ้กัน เราเลยเอาความกังวลนี้ไปถาม คุณครูชัชนัญ พุ่มศรีทอง ครูประจำชั้นเด็กอนุบาล 2-3 โรงเรียนอนุบาลแสงหิรัญ คุณครูบอกว่าโรคทางใจของเด็กมักหนีไม่พ้น 3 โรคนี้… ไม่อยากจากบ้าน เศร้าซึม (เพราะถูกเพื่อนแกล้ง) และคับข้องใจ (เพราะพัฒนาการล่าช้า ไม่ทันเพื่อน)

"เด็กที่เข้ามาในโรงเรียนใหม่ๆ มักจะรู้สึกแปลกที่ บางคนก็เงียบ เราก็จะเข้าไปถามว่าเขาเป็นอะไร เด็กเขาจะเล่าให้ฟังเองแหละค่ะว่า เขาคิดถึงพ่อคิดถึงแม่เขานะ ซึ่งตรงนี้ครูก็ต้องทำตัวให้เป็นคนที่เขาอยากจะให้เป็นอย่างเป็นแม่ให้กับเขา ตรงนี้ครูต้องรู้ปัญหาของเด็ก ต้องพร้อมที่จะปรับตัวให้เข้ากับเด็ก

คือเราต้องเข้าใจเด็กด้วยว่าเขาเข้ามาในสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ ต้องเจอเพื่อนใหม่ เจอครู ตรงนี้เขาจะรู้สึกกลัว และไม่กล้า แต่ครูก็ต้องทำสัมพันธไมตรีกับเด็กให้มากๆ คือยิ้มให้เขาตามใจเขาแล้วค่อยๆ เข้าไปกอดเข่า เด็กบางคนตอนแรกอาจจะไม่คุ้น เขาอาจสะบัดตัวออก แต่เราก็จะชวนเขาดูนกดูต้นไม้ไปเรื่อยๆ พอเขาเผลอเราก็เข้าไปกอด ซึ่งตรงนี้ต้องใช้เวลา เด็กบางคนกว่าจะชินกับเราได้เป็น 2 อาทิตย์ แต่เด็กบางคนต้องอาศัยเวลาเป็นเดือนเป็นเทอมก็มี"

แล้วถ้าบังเอิญเด็กในห้องเรียนเกิดถูกเพื่อนๆ แกล้ง จนกลายเป็นเด็กเศร้าซึม หรือเงียบขรึมลง คุณครูเองก็มีวิธีรับมือแบบนี้ค่ะ

"ส่วนใหญ่แล้วครูควรจะดูแลเด็กอยู่ตลอดเวลานะคะ เพราะเรารู้ว่าเด็กที่เข้ามาใหม่จะกลัวทั้งเพื่อน และกลัวทั้งครู เพราะฉะนั้นเวลาที่เขาเดินไปไหนมาไหน ครูประจำชั้นต้องรู้ คือต้องเฝ้าดูเขาตลอดเวลา เรื่องเด็กแกล้งกัน หรือล้อกันหนักๆ เท่าที่เจอมาไม่เคยมีเลยนะคะ เพราะเด็กอนุบาลเขายังไม่คิดกันเรื่องอิจฉากัน หรือแกล้งกันขนาดนั้น แต่ก็มีบ้างเหมือนกันที่เด็กๆ อาจจะล้อว่าเพื่อนฟันหลอ ซึ่งเด็กที่ถูกล้ออาจจะอายและหลบไปอยู่คนเดียว ตรงนี้ครูก็จะเข้าไปคุยกับเด็กๆ เองว่า ฟันน้ำนมของเด็กทุกคนจะหลุดออกมาอย่างนี้ด้วยกันทั้งนั้นแหละ คือจะบอกเหตุผลให้เด็กๆ ฟัง บางทีทางโรงเรียนก็เชิญหมอฟันมาให้ความรู้กับเด็กๆ ว่า ฟันน้ำนม ฟันแท้เป็นอย่างไร โดยเอาตัวอย่างฟันและแปรงสีฟันมาให้เด็กๆ ดู"

เด็กบางคนกล้ามเนื้อมือ หรือพัฒนาการบางอย่างอาจล่าช้ากว่าเด็กคนอื่นๆ ดังนั้น เวลาทำกิจกรรมร่วมกันกับเพื่อนอาจทำไม่ได้ดั่งใจ และทำให้เด็กคนนั้นๆ หงุดหงิด หรือรู้สึกไม่ดีกับตัวเองได้ ซึ่งคุณครูชัชนัยเองก็เคยประสบมา

"เราเข้าใจว่าเด็กทุกคนพัฒนาการต่างๆ อย่างกล้ามเนื้อนิ้ว หรือมือไม่เท่ากัน ซึ่งทางที่ดีที่สุดเราจะพยายามสังเกตว่าเด็กคนนั้นๆ เขาต้องพัฒนาเรื่องไหนบ้าง อย่างถ้ามือเขายังไม่แข็งแรง เราก็จะพยายามให้เขาเล่นดินน้ำมันมากๆ หรือระบายสี หรือต่อบล็อก คือครูต้องรู้ปัญหาของเด็ก และปรับตัวให้เข้าหาเขาอยู่ตลอดเวลา ก่อนที่เขาจะเจอกับปัญหาจริงๆ ในโรงเรียน"
เห็นไหมคะ แม้ว่าลูกของเราจะห่างจากอกของเราไปเข้าสู่อ้อมกอดของคุณครูที่โรงเรียนแล้วก็ตาม แต่ถ้าเพียงทางโรงเรียนเข้าอกเข้าใจจิตใจของเด็ก เรื่องโรคฮิต (ทางใจ) รับเปิดเทอมคงไม่เกิดขึ้นกับลูกเราอย่างแน่นอน


(update 2 มีนาคม 2004)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 21 ฉบับที่ 245 มิถุนายน 2546 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600