รักกันเอาไว้ดีกว่า


มาลองอ่านเรื่องราวของชายหญิงที่เกิดความรักความพึงพอใจกัน
และพัฒนาจนเป็นรักแท้ที่พร้อมจะปรองดองสมัครสมานสามัคคีกัน
บ้างจะดีกว่า...จริงไหม

ใครๆ ก็ชอบบอกว่า คนเรายุคใหม่นี้ รักกันง่าย...และก็เลิกกันง่าย
เลิกกันแล้ว ก็ไม่มีรักใหม่ได้ง่ายๆ...

จนหลายต่อหลายคนพยายามที่จะแสวงหาเคล็ดลับที่จะทำให้สามารถมีชีวิตคู่ได้อย่างมีความสุข และยืนยาว

บางทฤษฎีบอกว่า... ต้องลองอยู่กันก่อน หมายความว่า ลองใช้ชีวิตคู่กันดูก่อนในทุกเรื่องทุกราว รวมทั้ง 'เรื่องนั้น' ด้วยว่าจะไปด้วยกันได้ไหม ถ้าไปด้วยกันไม่ได้ จะได้แยกทางจากกันไปแต่โดยดี แล้วต่างคนต่างก็ไปหาเอาใหม่ข้างหน้า

...เหลือเพียงความหลังว่า ครั้งหนึ่งเราเคยนอนเตียงเดียวกันมา!!!

ทฤษฎีนี้ ก็โดนฝรั่งเจ้าของทฤษฎีทำลายไปเรียบร้อยแล้ว เพราะปรากฏจากการศึกษาในประเทศวัฒนธรรมตะวันตก พบว่า คู่ครองที่อยู่กันยืนยาวนั้น เป็นคู่ครองที่ไม่เคยใช้ชีวิตร่วมกันมาก่อน มากกว่าเสียอีก แต่เพราะพวกเขาเข้าใจคุณค่าของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติวิธี ในขณะที่พวกที่เคยอยู่กันมาก่อน พยายามที่จะตักตวงเอาความสุขของตนเอง และคิดถึงตนเองก่อนเสมอ

...พูดง่ายๆ ก็คือ คนเรายุคนี้เห็นแก่ตัวมากขึ้น และเห็นแก่คนใกล้ตัวน้อยลง

แถมชอบคิดว่า... ความคิดของตัวเองถูกเสมอ ทำให้ความคิดในการรอมชอมและพบกันครึ่งทาง ไม่ค่อยจะมี เคยมีคนคิดว่า... เป็นเพราะยุคสมัยเปลี่ยนไปไหม เป็นเพราะการเรียนการสอนที่เปลี่ยนไปไหม???

เพราะในอดีตหลายต่อหลายคนอาจจะเรียกว่า 'สังคมอัตนัย' เพราะในอดีตนั้น การสอบครูจะออกข้อสอบเป็นคำถามและให้ลูกศิษย์-ตอบโอยอ้างอิงเหตุผลต่างๆ นานา มาชักจูงให้ครูเห็นจริง จะได้คะแนน จึงเป็นการเรียนการสอนด้วยเหตุด้วยผล คือทั้งครูและลูกศิษย์จะต้องพยายามหาเหตุผลมาชี้แจง ทำความเข้าใจในปัญหาที่ต้องการคำตัดสินใจ

เมื่อเป็นการเรียนการสอนแบบนี้คนเราในยุคนั้น จึงอาจจะมีเหตุมีผลที่พอจะอธิบายให้ฟังกันได้ และมีทักษะในการนำเสนอเหตุผลอย่างน่าเชื่อถือ ซึ่งเมื่อนำมาใช้ในสัมพันธ์ภาพระหว่างคนแล้ว สัมพันธภาพก็น่าจะราบรื่นได้ในระดับหนึ่ง เพราะแม้ว่าความรักจะเป็นเรื่องของอารมณ์ แต่การอยู่ร่วมกันในความรักนั้น บางครั้งก็ต้องใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือของทั้งสองฝ่าย

แต่การเรียนการสอนในยุคต่อมา เป็นแบบปรนัย สังคม จึงเป็น 'สังคมปรนัย' ที่ต้องเลือกคำถามที่ถูกต้องเพียงข้อเดียว บางครั้งเลือกข้อนั้นไปแล้วก็ไม่รู้ด้วยว่าทำไมถึงเลือก และบางครั้งก็อาจจะเลือกโดยไม่มีเหตุผล แถมหลายต่อหลายรายเลือกข้อที่ผิดก็ยังหลงเข้าใจว่าตัวเองถูกอยู่เสมอ พออยู่ในสังคมแบบนี้นานๆ เข้า ก็เลยหลงผิดคิดว่า ตัวเองจะต้องถูกเสมอ และเมื่อตัวเองเลือกถูก คำตอบข้ออื่นๆ จึงผิดหมด

พอนำความนึกคิดที่ติดตัวจากการเรียนการสอนแบบนี้มาใช้ในชีวิตคู่ ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว ควรจะเป็นแบบไม่มีใครถูกไม่มีใครผิด แต่เรามาแก้ปัญหาร่วมกัน การณ์ก็กลับกลายเป็นว่า พยายามหาคนผิด และพยายามจะปกป้องตนเอง ว่าไม่ผิดและอีกฝ่ายเป็นคนผิด ในเรื่องราวที่ความเห็นไม่ตรงกัน

...ไม่นาน เรือรักก็ล่ม เพราะพายกันไปคนละทาง
ทั้งที่ตอนลงเรือลำเดียวกัน ก็บอกว่า... รักกัน

ชอบมากที่นางสาวไทยคนล่าสุดตอบก่อนจะได้รับเลือกให้เป็นนางสาวไทย จากคำถามที่ว่า "คิดอย่างไรที่กฎหมายเปิดช่องให้ผู้หญิงสามารถใช้นามสกุลเดิมได้ หลังจากแต่งงานไปแล้ว" ...และเธอจะเปลี่ยนไหม ถ้าแต่งงานไป

เธอตอบอย่างฉาดฉานว่า "เป็นเรื่องที่ดีงามที่สังคมยุคใหม่ให้เกียรติผู้หญิงในการที่จะมีสิทธิเลือกว่าจะใช้นามสกุลเดิม หรือใช้นามสกุลของสามี แต่การที่คนเราจะครองชีวิตคู่กันให้ยืนยาวนั้น สิ่งสำคัญที่สุดน่าจะเป็นความรักที่มีให้แก่กันมากกว่า ส่วนเรื่องอื่นๆ เป็นเรื่องเล็กน้อยและปลีกย่อยมาก"

...เป็นผู้หญิงที่นอกจากสวยแล้ว ยังฉลาด มีสมองสมกับเป็นกุลสตรีไทยที่มีตำแหน่งเป็นนางสาวไทย ช่างน่าภูมิใจแทนพ่อแม่พี่น้อง และสังคมไทยของเราที่ยังมีกุลสตรี ซึ่งนอกจากจะงามสง่าแล้ว ยังมีความคิดอ่านที่กว้างไกล

ใครได้เป็นคู่ครอง... ก็ถือว่าต้องทำบุญมากทีเดียว
ใครได้ไปเป็นสะใภ้...ก็คงจะนอนตายตาหลับ
เพราะกุลสตรีนั้น เกิดมาเพื่อที่จะเทิดทูนครอบครัว ซื่อสัตย์มั่นคงจริงใจต่อคู่ครอง และพยายามทุกวิถีทางที่จะทำให้ชีวิตคู่อยู่เป็นสุข ด้วย...ความรัก

ยินดีและชื่นชมแทนคุณพ่อคุณแม่ของเธอ... ซึ่งคงจะเลี้ยงดูเธอมาด้วยความรัก เธอจึงมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุขในความรักนั้น และพร้อมจะแบ่งปันให้คู่ครองของเธอในอนาคต

ความรัก จึงทำให้คนที่มีความรักเป็นสุข และคนที่ได้เห็นความรักพลอยชื่นชมยินดีไปโดยไม่รู้ตัว
ความรักนั้น... แท้ที่จริงแล้ว ไม่ใช่การให้ แต่เพียงอย่างเดียว
แต่ความรักนั้น... ต้องได้รับด้วยเช่นกัน

จริงอยู่ ความสุขจากการได้ให้นั้น เป็นความสุขที่ไม่มีใครมาแย่งได้และหลายต่อหลายคนพยายามทำให้คนทั่วไปหลงเชื่อว่า การให้แต่เพียงฝ่ายเดียวนั้น เป็นการเสียสละที่แท้จริง ซึ่งน่าจะเกิดได้ยากในสังคมปัจจุบัน ที่ความเป็นวัตถุนิยมได้เข้ามาครอบครองจิตใจไปเป็นส่วนใหญ่

เพราะฉะนั้น ปรัชญาของความรักในยุคใหม่ น่าจะอยู่ที่การให้...และการรับที่พอดีและเหมาะสมแก่กันและกัน
...แต่ควรจะเริ่มต้นโดยการให้ก่อน!!!

และที่สำคัญก็คือ ความรักยุคใหม่นี้ เกิดขึ้นง่าย ดับง่าย เปลี่ยนใจง่าย ดังนั้นถ้าไม่รู้จักประคับประคองตนเองให้ดี อาจจะต้องตกเป็นเหยื่อของความรัก

ไม่นานมานี้ ได้มีโอกาสไปบรรยาย รักใสๆ ของวัยรุ่น ให้วัยรุ่นโรงเรียนชายแดนของประเทศด้านตะวันออกที่จังหวัดสระแก้วฟัง มีกระดาษส่งขึ้นมาบนเวทีขอให้อ่านกลอนที่นักเรียนคนหนึ่งเขียนขึ้นมา และเนื่องจากเห็นว่าน่าจะมีประโยชน์สำหรับผู้อ่านทุกคน จึงขออนุญาตคัดลอกมาให้อ่านด้วยกันดังนี้

... หากรักใครขอให้รักเพียงแค่ครึ่ง
อีกครึ่งหนึ่งของหัวใจเก็บไว้ฝัน...
...หากวันใดถูกสลัดตัดสัมพันธ์
เอาครึ่งนั้นมาทดแทนแทนที่ใจ

นั่นอาจจะเป็นคำกลอนของหนุ่มน้อยที่เพิ่งจะโดนสาวสลัดรักมา แต่ในคำกลอนดังกล่าวนั้น มีสิ่งสำคัญที่ทุกคนควรจะใส่ใจไว้เสมอ เพราะมีใครคนหนึ่งที่ต้องการความรักเหมือนกัน และใครคนนั้น ไม่เคยเรียกร้องอะไรเลย ใช้ทำงานทั้งวันโดยไม่ได้กินอาหารก็ไม่ว่า ไม่ให้นอนก็ไม่ว่า ถ้าต้องทำอะไรให้เสร็จ ฯลฯ

...และใครคนนั้นก็คือ 'คุณ' นั่นเอง

ก่อนจะรักใคร...ขอให้อย่าลืมรักตัวเองด้วย เวลาผิดหวังจากความรักของคนอื่น จะได้เหลือความรักไว้... ให้ตัวเอง
จริงไหมคุณ!


(update 25 พฤศจิกายน 2004)
[ ที่มา... เนชั่นสุดสัปดาห์ ปีที่ 13 ฉบับที่ 649วันที่ 8 - 14 พ.ย. 2547 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600