อารมณ์ของชีวิตคู่


ทั้งความรักและกามารมณ์ที่มีให้ต่อกันและกันอย่างต่อเนื่องและยาวนาน คงเส้นคงวาตามความเหมาะสมแห่งวัยและกาลเวลา และด้วยความซื่อสัตย์ รวมทั้งเป็นความรักและความผูกพันด้วยปัญญามิใช่ความลุ่มหลง ความรักแบบนี้จะทำให้เกิดความอ่อนโยนต่อกัน และอภัยต่อกันเมื่อมีความขัดแย้งกัน

มนุษย์ปุถุชนอย่างพวกเราทุกคนที่ดิ้นรนอยู่ในวงชีวิตและสังคมที่สับสนวุ่นวายอย่างทุกวันนี้ ดูจะหมุนวน วนแล้ววนเล่า ซ้ำแล้วซ้ำเล่า และไม่สามารถดิ้นรนให้หลุดออกมาได้จากความต้องการและกองกิเลส 3 กอง คือ เรื่องกิน กาม และเกียรติ

ถ้าเราเป็นผู้ที่มีอุปนิสัยที่ชอบในการหาของกินที่เอร็ดอร่อย และเป็นผู้ที่ติดใจในรสชาติของอาหาร เราก็จำเป็นต้องแสวงหาดั้นด้นเพื่อให้ได้มาซึ่งความถูกลิ้นความถูกปากอยู่เรื่อยๆ

สำหรับในเรื่องของกามนั้นถ้ามีความต้องการมากรวมทั้งลุ่มหลงกระสันหาอย่างไม่ระวังแล้ว ก็จะทำให้มนุษย์มีความดิ้นรนทุรนทุราย ไขว่คว้าให้ได้มาตามที่ตนอยาก ที่ตนต้องการและปรารถนา บ่อยครั้งทีเดียวที่พลังแห่งความต้องการนี้ผลักดันให้มนุษย์แสดงพฤติกรรมและการกระทำที่ขาดความเหมาะสม ขาดความยั้งคิด ขาดศีลธรรมจรรยา ขัดต่อขนบธรรมเนียมประเพณี เมื่อได้มาตามความต้องการก็จะเกิดความพึงพอใจ อาจจะไม่พึงพอใจอย่างมากจนนำไปสู่การเกิดเป็นความก้าวร้าวรุนแรงมากจนถึงกับมีการทำร้ายซึ่งกันและกัน หรือทำร้ายตัวเองให้ดับสิ้นชีวิตไป

ในด้านของเกียรติยศชื่อเสียงก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มนุษย์ต้องการ นัยว่าเพื่อเป็นหน้าเป็นตาต่อวงศ์ตระกูลและครอบครัว ซึ่งพิจารณาให้ดี พิจารณาอย่างลึกซึ้งจริงๆ แล้วก็เป็นการใฝ่หามาเพื่อตนเองเป็นเบื้องต้น และเมื่อได้มาแล้วก็เป็นภาระที่ต้องแบกเอาไว้ ดังนั้น บุคคลที่ยังยึดติดอยู่ในชื่อเสียงเกียรติยศ ติดอยู่ในความมีหน้ามีตาจึงต้องเหน็ดเหนื่อยอยู่ตลอดเวลาโดยไม่รู้ตัว เพราะต้องแบกเกียรติยศแบกหน้าแบกตาเอาไว้

ความจริงสิ่งเหล่านี้องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงอบรมสั่งสอนมวลมนุษย์มากว่า 200 ปีมาแล้ว ว่าถ้าเรายังติดในเรื่องของความต้องการเหล่านี้อยู่มาก แม้ว่าเมื่อได้มาในสิ่งที่ต้องการเราจะรู้สึกเป็นสุขอย่างมากก็ตาม แต่ก็เป็นความสุขเพียงชั่วคราว และความสุขที่ได้รับมานานนั้นจำเป็นต้องใฝ่คว้า ใฝ่หามาด้วยความเหน็ดเหนื่อย รวมทั้งยังเป็นความสุขที่ตั้งอยู่บนกองเพลิงอีกด้วย เพราะเมื่อมีมากไป มีซ้ำๆ จำเจก็เบื่อหน่าย และเป็นทุกข์ว่า ทำไมต้องมาทำมารับสิ่งนั้นซ้ำๆ อยู่ตลอดไป แต่ในอีกด้านหนึ่งเมื่อสิ่งที่เรามี เราได้ เรารักอยู่นั้นหมดไป เราก็ทุกข์อีกเพราะไม่อยากให้มันหมดไป เรียกว่าทุกข์ไม่รู้จักจบ แล้วก็ดิ้นรนต่อไปอีกไม่มีวันสิ้นสุดและไม่มีวันจบ

แล้วอะไรเล่าครับจึงจะเป็นความสุขที่ดูยั่งยืนถาวรในวิถีชีวิตของปุถุชนธรรมดาอย่างพวกเรา พระพุทธองค์ท่านทรงอบรมสั่งสอนไว้ว่า ความสงบแห่งจิตใจนั้นถือว่าเป็นความสุขที่นุ่มนวลถาวร เป็นสุขที่สุด

แต่ทั้งๆ ที่รู้ก็ดูจะสละกองแห่งกิเลสนั้นได้ยาก ยกเว้นผู้ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบฝึกฝนจิตใจเจริญภาวนา จนเป็พระอริยสงฆ์เท่านั้นจึงจะละสิ่งที่ทำให้จิตใจเป็นทุกข์และเศร้าหมองได้ แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าเราเพียงตระหนักรู้ คิด และพิจารณาอยู่เป็นระยะๆ ได้ ก็ถือว่าพอจะเตือนจิตใจได้บ้างไม่มากก็น้อย ซึ่งเพียงแค่นี้เราก็เป็นสุขขึ้นได้ และถ้ามีโอกาสได้พัฒนาจิตใจตามแนวทางของพระพุทธองค์ด้วย ชีวิตก็จะมีความสุขมากขึ้นๆ

เมื่อเรายังละสิ่งต่างๆ ไม่ได้ เราจึงต้องหมุนอยู่บนความสุขและความทุกข์อยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของความรักและกามารมณ์ซึ่งดูจะเป็นเรื่องยากหรือเป็นไปไม่ได้ที่เราจะละได้

สำหรับเรื่องของความรักและกามารมณ์เมื่อเราเติบโตย่างเข้าสู่วัยหนุ่มสาว ด้วยการเจริญเติบโตของร่างกายและฮอร์โมน ทำให้ร่างกายมีการพัฒนาอย่างมากมาย มีความเปล่งปลั่ง ล่ำสัน สาวขึ้นหนุ่มขึ้น สัญชาตญาณของการมีคู่ครองจะมีพลังมากขึ้น มีพลังมากจนผลักดันให้มนุษย์มีความคิด มีพฤติกรรมรวมทั้งใช้วาจาสื่อสัมพันธ์ เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ตนปรารถนา ดังนั้น อารมณ์สองอารมณ์จึงผสมผสานเกิดขึ้นมาพร้อมๆ กันกับสัญชาตญาณของการเลือกคู่นั้นคือ อารมณ์รักและผสมผสานด้วยกามารมณ์

ความรัก หมายถึง ความรู้สึกชอบ ผูกพัน พร้อมด้วยความรู้สึกชื่นชมยินดี

ส่วนกามารมณ์ (กาม + อารมณ์) หมายถึง สิ่งที่น่าปรารถนาในรูปที่เห็น รสที่รับรู้ ดม เสียงที่ได้ยิน สัมผัสที่ได้รู้สึก และความปรารถนาในการร่วมสัมพันธ์เนื่องด้วยเพศ

มีผู้รู้ให้ข้อสังเกตว่าในสังคมที่เราอยู่ด้วยกันทุกวันนี้ เราสามารถจำแนกความรักและกามารมณ์ออกได้เป็น 3 ชนิด
ชนิดที่ 1 คือ มีความรักแต่ไม่มีกามารมณ์ ลักษณะอย่างนี้เราจะพบได้ชัดในความรักที่พ่อแม่มีให้กับลูก ลูกมีให้กับพ่อแม่ ครูมีให้กับศิษย์ ศิษย์มีให้กับครู เป็นต้น

ชนิดที่ 2 คือ มีทั้งความรัก และกามารมณ์ ความรักประเภทนี้เป็นความรักของคู่ครองทั่วไปที่อยู่กันราบรื่น สดใส มีชีวิตชีวา มีความรักใคร่ คล้องใจซึ่งกันและกันอย่างผสมกลมกลืนเป็นที่สุด

ชนิดที่ 3 คือ ไม่มีความรักให้ มีแต่กามารมณ์เพียงอย่างเดียว ความสัมพันธ์แบบนี้ป็นความสัมพันธ์ ที่มีแต่ความต้องการทางเพศเท่านั้น ไม่มีความผูกพัน ไม่มีความรักความเมตตา ไม่มีเงื่อนไขใดๆ เกิดขึ้น
สำหรับในชีวิตคู่นั้น ในฐานะที่ผู้เขียนเป็นจิตแพทย์เด็ก ผู้เขียนอยากให้ชีวิตคู่ทุกๆ คู่ มีความรักและความผูกพันชนิดที่ 2 คือ มีทั้งความรักและกามารมณ์ที่มีให้ต่อกันและกันอย่างต่อเนื่องและยาวนาน คงเส้นคงวาตามความเหมาะสมแห่งวัยและกาลเวลา และด้วยความซื่อสัตย์ รวมทั้งเป็นความรัก และความผูกพันด้วยปัญญามิใช่ความลุ่มหลง ความรักแบบนี้จะทำให้เกิดความอ่อนโยนต่อกัน และอภัยต่อกันเมื่อมีความขัดแย้งกันบ้าง

อารมณ์และบรรยากาศของความรักความผูกพันประเภทที่ 2 นี้ ภายในครอบครัวหมายถึงระหว่างสามีภรรยา ถือว่าเป็นฐานที่ดีที่สุดสำหรับชีวิตของทั้งลูกสาวและลูกชายที่เติบโตพัฒนาไปเป็นผู้ที่มีบุคลิกที่ดี มีวุฒิภาวะที่ดี เป็นผู้ที่รักคนเป็น รักความสงบ เป็นมิตร และเป็นผู้ที่พร้อมจะหลีกเลี่ยงความรุนแรงที่จะเกิดขึ้น

ท่านลองทบทวนอารมณ์และความผูกพันของท่านกับคู่ของท่านดูนะครับว่าเป็นความรักชนิดใด ถ้าไม่ตรงกับชนิดที่ 2 แล้วละก็ พยายามปรับให้มาเป็นชนิดที่ 2 นะครับ ชีวิตของครอบครัวจะมีความสุขขึ้นอย่างทันตาเห็นทีเดียวแหละครับ


(update 7 ตุลาคม 2004)
[ ที่มา.. นิตยสารดวงใจพ่อแม่ ปีที่ 9 ฉบับที่ 101 มีนาคม 2547 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600