ทิ้งน้ำตาลให้หมดบ้าน!


หลายวันก่อนขณะกำลังไปพักผ่อนที่ต่างจังหวัด ผมได้รับโทรศัพท์จากเพื่อนคนหนึ่ง ชื่อศุภกิจ ที่โทรมาพร้อมกับน้ำเสียงเร่งร้อน

บ้านถูกไฟไหม้เหรอ…ผมหยอกเอิน ก่อนที่จะถูกมันตอบกลับมาด้วยถ้อยคำที่ไม่สามารถเขียนเล่าให้คุณผู้อ่านฟังได้ คุยไปคุยมาได้ความว่า เจ้าเพื่อนตัวแสบกำลังทุกข์ร้อนกับพฤติกรรมของคุณลอร่า…เมียสุดสวยของมัน

ก่อนอื่นผมขอเท้าความเรื่องของคุณลอร่าสักเล็กน้อย เธอเป็นชาวอเมริกันที่ฟ้าบันดาลให้มาพบรักกับเจ้าศุภกิจ ครั้งแรกที่ผมเห็นเธอนั้น ก็รู้สึกว่าหน้าตา รวมถึงทรวดทรงองค์เอวเธองดงามดีอยู่เหมือนกัน เพื่อนหลายคนบ่นกันขรมถึงวาสนาของศุภกิจมัน ที่ได้เมียรวยรูปทรัพย์

อยู่กินกันได้ไม่ถึงปี คุณลอร่าเธอก็ตั้งครรภ์ ซึ่งสภาพตอนตั้งครรภ์นั้นน่ะ…ไม่รู้จะเล่าอย่างไร เอาเป็นว่าช่วงนั้น เจ้าศุภกิจมันภาวนาให้เมียมันคลอดเสียที จะได้กลายร่างจากช้างน้ำ เป็นกวางเรนเดียร์เหมือนเดิมเสียที

ไม่กี่เดือนต่อมา คุณลอร่าก็คลอดตาหนูเจมส์ หน้าตาน่าเอ็นดูออกมา แต่ปัญหาสำคัญคือ น้ำหนักของคุณเธอไม่ลดลงไปด้วย เวลาไปปะหน้าเพื่อนคนไหน ศุภกิจก็บ่ายเบี่ยงพูดไปว่า คุณลอร่าเธอท้องลูกอีกคนแล้ว ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว ที่เธอท้องโย้อย่างนั้น ก็เพราะไขมันอย่างเดียว

ช่วงนั้นศุภกิจก็มาคุยกับผมว่า ควรจะทำอย่างไรดี ผมจนปัญญาจริงๆ ได้แต่บอกว่า เรื่องนี้มันเป็นเรื่อง "ไขใครก็ไขมัน" ปากใครก็ปากมัน ถ้าจะแก้ปัญหา เจ้าตัวเขาต้องอยากแก้เสียก่อน แต่ก็ได้เตือนไปเรื่องหนึ่งว่า…ถ้าไม่จำเป็น ก็อย่าไปกินยาลดความอ้วน

อยู่มาวันหนึ่ง คุณลอร่าเธอก็ตัดสินใจลดน้ำหนัก โดยที่ผมเองก็ไม่ทราบว่า เป็นเพราะเธอเห็นว่าเธออ้วนจริงๆ หรือว่ากลัวเจ้าเพื่อนผมไปมีเล็กมีน้อย เธอจึงยกเครื่องกิจวัตรประจำวันขนานใหญ่ ใช้เวลาว่างไปเข้าคอร์สออกกำลังกาย หาซื้อหนังสือลดน้ำหนักมาอ่านแบบเอาเป็นเอาตายและโชคดีจริงๆ ที่สารพัดวิธีของเธอ ไม่มีการหายามากินลดน้ำหนักเลย

หลายเดือนผ่านไป ผมพบคุณลอร่ามาออกงานสังสรรค์กับศุภกิจเหมือนเดิม เธอผอมลง และก็ดูสวยขึ้นว่างั้นเถอะ แต่คนที่หน้าบานกว่าคนอื่นๆ คือ เจ้าศุภกิจ มันกลับมายืดอกโชว์ได้อย่างเคยแล้ว ว่าเมียข้าสวย…
แต่ก็ไม่นานหรอกครับ เมื่อวันหนึ่งเจ้าศุภกิจ โทรมาโอดครวญแล้วบอกว่าตอนนี้ เมียทิ้งน้ำตาลจนหมดบ้านแล้ว !!!

มันอะไรกันนักหนา ถึงกับต้องโยนน้ำตาลทิ้ง…ผมถาม ได้ความว่า คุณลอร่าเธอไปอ่านเจอเรื่องพิษภัยของน้ำตาลเข้า แล้วก็เก็บมาปฏิวัติพฤติกรรมการกินของหวาน ที่บ้านเสียใหม่หมด

เธอให้สามีกินกาแฟ ด้วยน้ำตาลเทียม ยี่ห้อ "Equal" ถ้วยละซอง ส่วนตาหนูเจมส์ก็ถูกคุณแม่ควบคุมอาหารเหมือนกัน อาหารเสริมของหนูน้อยไม่มีน้ำตาลสักเกร็ดร่วงลงไปเลย และอีกสารพัดจนเจ้าศุภกิจต้องโทรมาถามผมว่า ต้องขนาดนี้เลยเหรอ?

ผมอดขำไม่ได้ แล้วตอบไปว่า มันขึ้นอยู่กับความสมัครใจของแต่ละบุคคลมากกว่า… แต่เรื่องตาหนูเจมส์นั่นก็เกินไป

เด็กๆ น่ะไม่ควรไปจำกัดอาหารเขาครับ เขาอยู่ในวัยกำลังโตและไม่ใช่แค่ร่างกายเท่านั้นที่กำลังพัฒนา แต่หมายถึงสมองด้วย โดยเฉพาะในวัยที่ไม่ถึง 10 ขวบนี่ ผมขอใช้คำว่า "ไม่ควร" เลย นอกเสียจากว่า เด็กคนนั้นจะมีปัญหาเรื่องน้ำตาลในเลือดแต่กำเนิด ซึ่งนั้นก็หมายถึง คนเป็นผู้ปกครองต้องปรึกษาแพทย์อย่างใกล้ชิด

ศุภกิจรับคำว่าจะไปบอกภรรยาของตัวให้ แล้วถามผมต่อว่า… ไอ้เรื่องน้ำตาลเทียมนี่มันอะไรนักหนา ???

………….

เมื่อปีที่แล้ว ผมเคยอ่านบทความ ซึ่งเขียนเรื่องอาการวิตกจริตเกี่ยวกับการรับประทานน้ำตาลในชาวอเมริกัน แล้วก็รู้สึกขำ ตอนนั้นผลวิจัยชิ้นหนึ่งออกมาระบุว่า คนอเมริกันนั้นโดยเฉลี่ยแล้วหม่ำน้ำตาลต่อวัน เป็นปริมาณ 20 ช้อนชา ทั้งกาแฟเอย ไอศกรีมเอย หมากฝรั่งเอย ฟาส์ต์ฟู้ดอีกสารพัด คนอเมริกันจึงอ้วนท้วนกันเยอะ แถวพ่วงด้วยการเป็นโรคหัวใจ เบาหวาน และความดันโลหิตสูง หรือมะเร็งก็มีโอกาสเป็นไปได้

นักโภชนาการคนหนึ่งชื่อ โจแอนน์ ลาเซน ออกมาเตือนคนในชาติเธอว่า ถ้ามีเวลาว่าง คนเราก็ควรตรวจตราดูสิ่งที่เรากินกันมากขึ้น เธอบอกว่าไอ้ 20 ช้อนชาต่อวันมันเยอะไป โดยเฉพาะพวกที่วันๆ นั่งทำงานอยู่ที่โต๊ะ น้ำตาลมันก็จะสะสมและพาท่านไปยมโลกเข้าสักวัน คุณโจแอนน์เธอยังใจดี ฝากเตือนคนประเทศอื่นๆ ที่วิถีชีวิตใกล้เคียงกับคนอเมริกันด้วยว่า ควรจะมาใส่ใจสุขภาพกันได้แล้ว

ได้ยินกันดังนั้น คนอเมริกันก็เลยแห่กันซื้อน้ำตาลเทียมมาบริโภคแทน มีการรายงานว่าเมื่อปี 1998 มีคนอเมริกันเกือบ 150 ล้านคน ที่ปรับพฤติกรรมการกินน้ำตาลของตัวเองใหม่!!! แหม…ตอบรับกระแสกันทันใจเสียจริง

และที่คนส่วนใหญ่ซื้อมาใช้กันก็เป็นสารที่เรียกว่า เอสปาร์เทม (Aspartame) และเจ้ายี่ห้อที่คุณลอร่าภรรยาสุดสวยของเพื่อนผมก็ใช้สารชนิดนี้ผลิตน้ำตาลเทียมด้วยเหมือนกัน สารนี้ไม่เป็นอันตรายครับ แต่อาจจะให้พลังงานน้อยกว่าน้ำตาลแท้ ก็ถ้าคิดว่าเราได้พลังงานจากอาหารอื่นๆ พอแล้ว การกินของหวานที่ไม่ให้พลังงาน ก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องที่น่าห่วงอะไร

อันว่าน้ำตาลนั้นเป็นสารอาหารที่เพิ่มแคลอรี่ครับ เป็นแคลอรี่ล้วนๆ หากร่างกายไม่ใช้ ก็จะสะสมตัวมันเอง ที่แย่กว่านั้นก็คือ น้ำตาลเป็นสารอาหารที่ไม่มีวิตามิน หรือแร่ธาตุใดๆ นักโภชนาการหลายคนจึงเรียกชื่อมันว่า เป็นสารอาหารที่ว่างเปล่า คงหายสงสัยนะครับว่าทำไม เวลาจะลดความอ้วน เขาถึงบอกให้ลดการกินน้ำตาลเป็นอย่างแรก

………….

แต่กระนั้นก็มีเรื่องวุ่นๆ เกี่ยวกับน้ำตาลเทียมมาเล่าสู่กันฟังสักนิดเหมือนกัน อย่างที่บอกไปว่า น้ำตาลเทียมส่วนใหญ่จะเป็นสารที่เรียกว่า เอสปาร์เทม หรือ FAD (Food and Drug Administration) ว่าสามารถใช้รับประทานแทนน้ำตาลได้อย่างปลอดภัย

แต่เมื่อไม่นานมานี้ มีรายงานทางวิชาการฉบับหนึ่งออกมาบอกว่า น้ำตาลเทียมบางยี่ห้อ ซึ่งในฉลากระบุว่า มาจากสารเอสปาร์เทมนั้น สามารถก่อให้เกิดโรคสมองตายได้!

ก็เป็นไปดังคาดครับ ชาวอเมริกันมึนงงกันใหญ่ พลางสอบถามไปยัง FDA ว่า ข้อเท็จจริงที่ว่านี้มีมูลมากน้อยแค่ไหน ทาง FDA เงียบไปครู่ใหญ่ก่อนที่จะออกมาประกาศว่า ทางองค์กรยังยืนยันคำเดิมว่า จากการทดลองครั้งล่าสุด เอสปาร์เทมไม่เป็นอันตรายใดๆ โดยเฉพาะกับสมอง

ยังไม่ทันหมดแค่นั้นครับ เมื่อไม่กี่วันมานี้เอง คุณรูธ คาว่า เจ้าหน้าที่ขององค์การวิทยาศาสตร์ และสุขภาพของอเมริกา (ACSH) ออกมายืนยันว่า เอสปาร์เทมนั้นไม่อันตราย แต่ก็สามารถทำให้เกิดอาการสมองตายได้เช่นกัน เอ๊ะ ยังไง!? คุณรูธเธอเล่าว่า จากการวิจัยของเธอนั้น เอสปาร์เทมจะเข้าไปทำลายเซลล์สมองก็เฉพาะกับคนที่เป็นโรค (ชื่อเรียกยากๆ ว่า) ฟีนิลคีโน ทูเรีย ซึ่งเกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรม ที่ร่างกายจะปฏิเสธกรดอะมิโนตัวหนึ่ง ในเอสปาร์เทมแล้วก็ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสมอง ทั้งนี้ทั้งนั้น คุณรูธเธอย้ำว่า เจ้าโรคประหลาดนี่ไม่ใคร่มีใครเขาเป็นกันมากนักหรอก ที่สำรวจดูมีไม่ถึง 5 รายด้วยซ้ำ ฉะนั้นกินเอสปาร์เทมได้หายห่วง

พูดเรื่องเอสปาร์เทมเสร็จ คุณรูธเธอก็พูดเรื่อง ซัคคารีน (saccharin) ต่อ คิดว่าท่านผู้อ่านหลายคนคงรู้จัก ใช่ครับ ไอ้ที่บ้านเราเรียกกันว่า ขัณฑสกร นั่นแหละ

เจ้าขัณฑสกรนี่ เกิดขึ้นมานานแล้วครับ เป็นร้อยปีเห็นจะได้ และก็เอามาใช้กันอย่างกว้างขวางในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 เพราะช่วงนั้นน้ำตาลขาดแคลน ขัณฑสกรจึงกลายมาเป็นตัวช่วยสำคัญในการบริโภคอาหาร เรพาะมีรสหวานคล้ายน้ำตาล พูดอย่างนี้ก็ไม่ถูกนัก…เอาเป็นว่า มันหวานกว่าน้ำตาลถึง 300 เท่าทีเดียว ถึงแม้จะมีรสเฝื่อนๆ บ้าง แต่ก็ถือว่าแทนกันได้

แต่ตอนต้นยุค 70 ทาง FDA ออกมาประกาศว่า ได้นำขัณฑสกร ไปทดลองในหนูตัวผู้ ผลปรากฏว่า มันเป็นผลทำให้เกิดมะเร็งในกระเพาะปัสสาวะ นับแต่นั้นจึงสั่งห้ามบริโภคโดยเด็ดขาด แต่เสียงเรียกร้องของประชาชนหลายกลุ่ม ออกมาบอกว่า พวกเขาต้องการใช้ขัณฑสกรแทนน้ำตาลจริงๆ ทาง FDA จึงยอมให้มีการผลิตได้ แต่ต้องติดฉลากว่า สารอันตรายไว้ด้วย อีกทั้งอาหารชนิดใด ใช้ขัณฑสกรเป็นส่วนประกอบ ต้องระบุบนฉลากให้เห็นชัด ข่าวนี้กระจายไปทั่วโลก และปัจจุบันคนทั่วไปรับรู้กันว่า ขัณฑสกร เป็นสารอันตราย

กลับมาที่คุณรูธต่อ คุณรูธเธอก็ประกาศให้ทุกคนทราบโดยทั่วกันว่า ขัณฑสกร ไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์แต่อย่างใด เธอตอกกลับ FDA ไปว่า " สิ่งที่หนูตัวผู้เป็น จะมาทึกทักว่าคนจะเป็นแบบนั้นด้วยไม่ได้หรอกนะ" เธอสาธยายว่า เธอใช้ขัณฑสกรมาทดลองกับมนุษย์ แล้วไม่พบว่า เกิดปัจจัยเสี่ยงแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม คุณรูธเธอก็บอกว่า ทางที่ดี FDA ควรจะออกมาทำอะไรกับคำพูดของเธอด้วย (ปฏิเสธ หรือว่าเห็นด้วย) เพื่อประชาชนจะได้รับรู้ข้อเท็จจริงกันเสียที แต่ขณะนี้ทาง FDA ยังไม่ได้ออกโรงมาโต้แย้งเรื่องขัณฑสกรแต่ประการใด
คนมะกันจึงต้องสับสนเรื่องน้ำตาลเทียมกันต่อไป

……………

ศุภกิจฟังเสร็จ ก็หึๆ เหมือนจะเข้าใจ แล้วถามต่ออีกว่าแล้วอย่างเขา กินน้ำตาลเทียมทุกวี่วัน จะเป็นผลดีจริงๆ หรือเปล่า

ดีน่ะดีแน่ครับ เพราะน้ำตาลเทียมถึงแม้จะหวาน แต่มันไม่เพิ่มน้ำตาลให้เรา แต่อย่าเข้าใจผิดว่ามันจะไปลดความอ้วนนะ ไม่เกี่ยว มันแค่ช่วยให้เราไม่อ้วนไปกว่าเดิมเท่านั้นเอง ฉะนั้น ถ้าเราไม่แคร์ว่าสิ่งที่กินจะรสชาติเป็นอย่างไร น้ำตาลเทียมก็พอกล้อมแกล้ม ใช้แทนน้ำตาลได้ดีไม่น้อย

แต่ถ้ากลัวชีวิตจืดชืดเกินไป นานๆ กินน้ำตาลแท้สักครั้งก็คงไม่ตายหรอกน่า หมั่นตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอก็แล้วกัน


(update 19 พฤษภาคม 2004)
[ ที่มา..หนังสือ นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 26 ฉบับที่ 12 ธันวาคม 2545-มกราคม 2546 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600