ห้องแห่งความลับ (2)


ช่องท้องของสตรี มีนัยความลับแห่งโรคซ่อนอยู่มากมาย ถ้าไม่มีความรู้ที่มีผู้ศึกษาเอาไว้ ทุกอย่างคงดูมืดมนอนธการ ที่แย่คือ บรรดาโรคมะเร็งของอวัยวะสืบพันธุ์สตรี มักแสดงอาการ ปรากฏออกมาช้ามาก จนหลายคนต้องสังเวยชีวิตก่อนที่จะทำการผ่าตัดรักษา ส่วนโรคที่ไม่ร้ายแรง เช่น โรคติดเชื้อในอุ้งเชิงกรานก็ใช่ว่าจะง่ายในการแยกกับโรคทางลำไส้

การตรวจดูอัลตราซาวนด์ผ่านทางช่องคลอด (transvaginal ultrasound) ช่วยได้ระดับหนึ่ง ทำให้เราสามารถมองเห็นสิ่งผิดปกติในอุ้งเชิงกรานพอสมควร บางทีก็สามารถวินิจฉัยและให้การรักษาได้เลย แต่ที่ช่วยเหลืออย่างมากในการวินิจฉัยแยกโรคที่ใช้เพียงยาอย่างเดียวรักษาก็หาย กับภาวะเร่งด่วนที่ต้องผ่าตัดทันที คือ การเจาะท้องส่องกล้อง (laparoscopy) อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกสถานการณ์ที่เราจะทำได้ เพราะการเจาะท้องส่องกล้องก็มีภาวะแทรกซ้อนเช่นกัน

ปลายปีที่แล้ว ในวันคริสต์มาสตอนเช้ามืดประมาณ 3 นาฬิกา คุณมณีรัตน์ได้เดินทางมาห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาล ด้วยอาการปวดท้องน้อยด้านขวา ความจริงเธอปวดเช่นนี้มา 4 วันแล้ว วันนั้นคงทนต่อไปไม่ไหวจริงๆ จึงต้องดิ้นร้นมาตอนกลางคืน แพทย์ฝึกหัดให้การวินิจฉัยเบื้องต้นว่า เป็นโรคติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน (acute pelvic inflammation) โดยโทรศัพท์มาปรึกษาข้าพเจ้าก่อนที่จะให้นอนพักรักษาตัวที่หอผู้ป่วย

" คนไข้หญิงไทยอายุ 31 ปี มาโรงพยาบาลด้วยอาการปวดท้องน้อยด้านขวาอย่างรุนแรงมา 4 วัน ไม่มีไข้ ไม่มีคลื่นไส้ อาเจียน คนไข้เคยมาที่ห้องฉุกเฉินเมื่อ 2 วันก่อน และได้ยาฆ่าเชื้อไปรับประทาน (orfloxacin) แต่อาการไม่ดีขึ้น วันนี้ เธอรู้สึกปวดท้องมากจนทนไม่ไหว จึงมาโรงพยาบาลอย่างฉุกเฉิน จากการตรวจร่างกาย ผมคิดว่า คนไข้น่าจะเป็นโรคติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน" แพทย์ฝึกหัดรายงานประวัติ อาการ และผลการตรวจร่างกายของคุณมณีรัตน์ให้ฟัง

" คนไข้มีอาชีพอะไร? มีลูกแล้วหรือยัง? มีการคุมกำเนิดหรือเปล่า? มีประจำเดือนครั้งสุดท้ายเมื่อไร? และตรวจร่างกายพบอาการแสดงที่สำคัญอะไรบ้าง?" ข้าพเจ้าถาม เพื่อที่จะโยงใยไปสู่โรคติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน ตามที่แพทย์ฝึกหัดสันนิษฐาน

" คนไข้มีอาชีพเย็นผ้า มีบุตร 1 คน อายุ 5 ขวบ คลอดโดยการผ่าตัดเอาออกทางหน้าท้อง และทำหมันหลังคลอดเรียบร้อยแล้ว คนไข้มีประจำเดือนครั้งสุดท้ายเมื่อ 3 สัปดาห์ก่อน และมีอาการปวดท้องน้อย เมื่อ 4-5 วันก่อน จากการตรวจร่างกาย พบว่า เธอมีไข้ 38 องศาเซสเซียส หายใจ 40 ครั้งต่อนาที ชีพจรเต้น 83 ครั้งต่อนาที ความดันโลหิต เท่ากับ 120/80 มิลลิลิตรปรอท ตรวจบริเวณท้องของคนไข้ ปรากฏว่า มีอาการปวดมากทั้งตอนที่ใช้มือกดและปล่อยผนังหน้าท้อง (tender and rebound tender) ตรวจภายในก็พบตกขาวเป็นสีเหลือง จึงน่าจะเข้าได้กับโรคติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน (acute pelvic inflammatory disease)" แพทย์ฝึกหัดรายงาน

" ให้คนไข้นอนพักที่หอผู้ป่วยไปก่อน โดยให้ยาฆ่าเชื้อคลุมทั้งชนิดที่ใช้และไม่ใช้ออกซิเจน จากที่ฟังดู เหมือนกับว่าอาการปวดท้องของคนไข้ค่อนข้างมาก เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ช่วยแจ้งพยาบาลห้องผ่าตัดว่า พรุ่งนี้ ตอน 9 นาฬิกา ผมจะขอเจาะท้องส่องกล้องเพื่อแยกโรค (diagnostic laparoscopy) จากโรคไส้ติ่งอักเสบ" ข้าพเจ้าสั่งการรักษาและวางแผนสืบค้นหาสาเหตุที่แน่นอนว่า จำเป็นต้องผ่าตัดคุณมณีรัตน์หรือไม่

ตอนเช้าประมาณ 8 นาฬิกา สูติแพทย์ที่สอนนักศึกษาแพทย์ฝึกหัดได้แนะนำให้ปรึกษาอายุรแพทย์ ผู้ชำนาญเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือด เกี่ยวกับโรคหัวใจที่คนไข้เป็นอยู่ โดยขอให้งดการเจาะท้องส่องกล้องไปก่อน ข้าพเจ้ามาทราบภายหลังและกล่าวขอบคุณสูติแพทย์ท่านนั้นที่ช่วยสั่งการรักษาที่จำเป็นอย่างยิ่งในคนไข้รายนี้ เพราะการที่คนไข้มีโรคหัวใจรั่ว ซึ่งนักศึกษาแพทย์ฝึกหัดไม่ได้รายงานในเบื้องต้นนั้น เป็นข้อห้ามในการเจาะท้องส่องกล้อง

ข้าพเจ้าได้ตรวจภายในและดูอัลตราซาวนด์ผ่านทางช่องคลอดของคุณมณีรัตน์ในตอนเช้าประมาณ 9 นาฬิกา พบว่า มดลูกมีขนาดปกติ ส่วนปีกมดลูกทั้งสองข้าง (adnexa) มีอาการปวด เวลาโยกปากมดลูกหรือกดบริเวณท้องน้อย แต่…มองไม่เห็นก้อนเนื้องอกผิดปกติอย่างเด่นชัด นอกจากนี้แล้ว ก็พบน้ำในช่องท้อง (Free fluid) อีกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น สิ่งตรวจพบดังกล่าวเข้าได้กับโรคติดเชื้อทางอุ้งเชิงกราน อย่างไรก็ตาม อาการปวดท้องน้อยด้านขวาของคุณมณีรัตน์รุนแรงมากเกินกว่าที่จะคิดถึงโรคเดียวจากประสบการณ์ ข้าพเจ้ายังเชื่อว่า น่าจะเป็นโรคไส้ติ่งอักเสบมากกว่า เนื่องจากโรคติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน คนไข้จะปวดท้องน้อยทั้งสองข้าง แต่คุณมณีรัตน์มีอาการปวดท้องน้อยทางด้านขวามากกว่าด้านซ้าย ดังนั้น เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาด ข้าพเจ้าจึงปรึกษาศัลยแพทย์ให้มาดู เพราะคนไข้รายนี้มีข้อห้ามในการเจาะท้องส่องกล้อง ทางเดียวที่จะแก้ปัญหา คือ ผ่าตัดเปิดช่องท้องเข้าไป

ตอนบ่าย 2 โมง อายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือดได้ขอให้ส่งคุณมณีรัตน์ ไปที่ห้องตรวจหัวใจโดยใช้เครื่องอัลตราซาวนด์ หรือที่เรียกติดปากกันในหมู่เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลว่า "ห้องเอ็คโค่" อายุรแพทย์ผู้ชำนาญด้านหัวใจ ได้แนะนำว่า " คนไข้เป็น VSD ร่วมกับความดันโลหิตสูง มีความเสี่ยงในระดับปานกลาง ขอให้
1. ให้น้ำเกลืออย่างระมัดระวัง อย่าให้มากเกินไป
2. พยายามให้เสียเลือดในระหว่างผ่าตัดน้อยที่สุด
3. ทำการผ่าตัดให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้" คำว่า VSD เป็นคำย่อเกี่ยวกับโรคหัวใจ ที่มีผนังกั้นห้องหัวใจส่วนล่างรั่ว สำหรับคนไข้รายนี้ ถือว่ามีความรุนแรงระดับ 3 ใน 4 ระดับ

ศัยแพทย์ได้มาที่หอผู้ป่วยแผนกสูติ-นรีเวชกรรม และทำการตรวจคุณมณีรัตน์หลังกลับจากห้อง "เอ็คโค่" โดยวินิจฉัยเป็นโรคไส้ติ่งอักเสบ เช่นเดียวกับข้าพเจ้า ดังนั้น คนไข้จึงถูกส่งไปห้องผ่าตัดศัลยกรรมทันที

ที่ห้องผ่าตัดศัลยกรรม ศัลยแพทย์ได้ลงมีดกรีดที่ผนังหน้าท้องส่วนล่างในลักษณะผ่าตัดไส้ติ่ง แต่พอเปิดเข้าสู่ช่องท้อง กลับพบว่า ไส้ติ่งปกติ ส่วนที่ผิดปกติ คือ ปีกมดลูกข้างขวาที่อักเสบ และกลายเป็นถุงหนอง (pyosalpinx) ขนาด 3x5 เซนติเมตร บวมแดง ส่วนอื่นๆ อยู่ในเกณฑ์ปกติ คราวนี้จึงเป็นหน้าที่ของข้าพเจ้าต้องเข้าไปผ่าตัดเอาถุงหนองและรังไข่ข้างขวาออกมา (right salpingo-oophorectomy) สรุปว่า คุณมณีรัตน์ป่วยเป็นโรคติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน ที่ลุกลามรุนแรงขึ้นจนกลายเป็นถุงหนองของรังไข่และปีกมดลูก (tubo-ovarian abscess) ซึ่งจำเป็นต้องผ่าตัดเปิดเข้าไปในช่องท้องเพื่อตัดและขจัดเอาส่วนที่เป็นถุงหนองทั้งหมดออกอยู่ดี

ข้อที่น่าสังเกตของคนไข้รายนี้ ที่แปลกกว่าคนไข้โรคติดเชื้อในอุ้งเชิงกรานอื่นๆ คือ โรคติดเชื้อในอุ้งเชิงกรานมักเกิดจากการลุกลามของการติดเชื้อจากเพศสัมพันธ์ (ส่วนใหญ่เป็นเชื้อกามโรค หนองใน) ในช่วงมีประจำเดือน โดยใช้เวลาฟักตัวประมาณ 7-10 วัน นั่นจึงเป็นข้อห้ามของคนสมัยก่อนว่า "อย่าร่วมเพศช่วงมีระดู" สำหรับกรณีของคุณมณีรัตน์ เธอเกิดอาการขึ้นประมาณ 3 สัปดาห์หลังมีระดู ถือว่านานไปสักเล็กน้อย แต่ก็เป็นไปได้เพราะการติดเชื้อรุนแรงขึ้นจนเลวร้ายกลายเป็นถุงหนอง (abscess) แต่คุณมณีรัตน์ทำหมันแล้วโดยการผูกท่อนำไข่ทั้งสองข้าง การลุกลามของเชื้อโรคขึ้นไปจากตัวมดลูก และเดินทางสู่ท่อนำไข่จึงเป็นไปยากสักหน่อย (ascending infection) นอกจากไปทางกระแสเลือด หรือเกิดรูรั่วตำแหน่งของท่อนำไข่ที่ทำหมันข้างใดข้างหนึ่ง ทั้งนี้ทั้งนั้น นับว่าคุณมณีรัตน์เป็นคนที่โชคร้าย แต่ก็มีความโชคดีอยู่ด้วย กล่าวคือ หากข้าพเจ้าเจาะท้องส่องกล้องเข้าไป (diagonostic laparoscopy) มีหวังเสียชีวิตทันที เพราะพอเราใส่ก๊าซจำนวนมากเข้าไปในช่องท้อง เพื่อทำให้เกิดช่องว่างกว้างๆ เวลาแทงเครื่องมือ (trocar) จะเกิดปฏิกิริยา (vago-vagal reflex) หัวใจทำงานอย่างหนัก คนไข้ที่เป็นโรคหัวใจจะช็อค และหัวใจหยุดเต้นทันที อีกประการหนึ่ง โรคของคุณมณีรัตน์ ไม่ว่าจะเป็นไส้ติ่งอักเสบ หรือถุงหนองของปีกมดลูก-รังไข่ จำเป็นต้องรักษาโดยการผ่าตัดเท่านั้น จึงจะสามารถกำจัดสาเหตุได้ ชักช้าเกินไป อาจติดเชื้อทั่วร่างกาย ว่าไปแล้ว เรื่องราวของโรคภายในช่องท้องของสตรีนั้น ช่างละเอียดอ่อนเสียจริงๆ

คุณมณีรัตน์นอนพักรักษาตัวที่ห้อง ไอ.ซี.ยู ศัลยกรรม เป็นเวลา 5 วัน จึงย้ายกลับสู่หอผู้ป่วยแผนกสูติ-นรีเวชกรรม และได้รับอนุญาตให้กลับบ้านในเวลาต่อมา

ความลี้ลับของภายในช่องท้องของสตรีนั้น ไม่ใช่เรื่องยากหากแพทย์สามารถเจาะท้องส่องกล้องเข้าไปดูได้ แต่เมื่อมีข้อห้ามในการเจาะท้องส่องกล้อง ก็ต้องใช้ประสบการณ์จากแพทย์ผู้รู้หลายท่านและเครื่องมือต่างๆ มากมาย มาช่วยเหลือในการวินิจฉัย อย่างไรก็ตาม ยังอาจมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นได้อีก ถ้าแพทย์มีความประมาทและขาดความละเอียดในการตรวจ

โลกนี้มีความลี้ลับมากมาย การค้นหา บางทีก็มีความหมาย บางทีก็สูญเสียเวลาเปล่า สำหรับตัวข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าชอบค้นหาความลี้ลับจากโลกภายในมากกว่า ข้าพเจ้าเห็นด้วยกับ อัลเบิร์ต ไอน์สไตล์ ที่ว่า "จินตนาการสำคัญกว่าความรู้" อย่างไรก็ตาม เราจะมีจินตนาการอันเจิดจรัสได้ ก็ต้องอาศัยพื้นฐานจากความรู้ ที่สั่งสมมานาน ดังนั้น เมื่อเกิดมาเป็นมนุษย์ ก็จงอย่าทอดทิ้ง กับทั้งยังต้องหมั่นศึกษา ฝึกหัด พัฒนา "ความรู้" ควบคู่กันไปกับการใช้ชีวิตอีกด้วย


(update 29 พฤษภาคม 2004)
[ ที่มา..หนังสือ นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 27 ฉบับที่ 3 เมษายน 2546 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600