ตั้งแต่ผู้หญิงเราคลอดลูกในโรงพยาบาลกัน เรื่องจะให้มา "อยู่ไฟ"
หรือทำอะไรกันอย่างโบร่ำโบราณก็แทบจะไม่มี ยิ่งเป็นแม่ใหม่ในเมืองยิ่งหายากใหญ่
แต่นั่นมันเมื่อก่อน เดี๋ยวนี้ถ้าจะให้อินเทรนด์กันสุดๆ แล้ว หลังคลอดต้องอยู่ไฟจ้ะ
ก็ยุคสมัยนี้ เทรนด์การดูแลสุขภาพหันกลับมาที่ภูมิปัญญาแบบไทยๆ เรื่องการ "อยู่ไฟ"
และการดูแลหลังคลอดจึงกลับมาเป็นที่สนใจกันอีกครั้ง ทำเอาแม่ใหม่ที่สนใจสุขภาพต้องหาข้อมูลเรื่องนี้กันยกใหญ่ว่า
อยู่ไฟมันดีไม่ดียังไง แล้วถ้าไม่ได้อยู่ไฟจะมีอาการหนาวสั่นสะท้านอย่างที่ใครเขาว่ากันหรือเปล่า
เรื่องนี้ คุณสันติสุข โศภณศิริ แพทย์แผนไทยประเภทเวชกรรมไทย
ประจำคลินิกการแพทย์แผนไทยสุขภาพไทย (ศูนย์สุขภาพไทย) อธิบายว่า
" ผู้หญิงที่ไม่ได้อยู่ไฟแล้วมีอาการหนาวสั่นจะเป็นเฉพาะบางราย
เพราะการหนาวสั่นเกิดจากการที่คลอดลูกแล้วเสียเลือด และเมื่อมีการตกเลือดมากความดันก็จะลง
ปกติแม้แต่แผนปัจจุบันเองเมื่อมีการเสียเลือดมากความดันลงก็จะมีการหนาวสะท้านอยู่แล้ว
หรือบางคนคลอดลูกแล้วอาจมีน้ำคาวปลา เศษรก คั่งค้างอยู่ภายในก็จะมีการติดเชื้อและหนาวสั่นได้
ถ้าเป็นสมัยนี้เขาก็ต้องรักษาด้วยการให้เลือดหรือฉีดยาฆ่าเชื้อ ซึ่งสมัยก่อนไม่มี
เขาก็ให้อยู่ไฟเพื่อให้ร่างกายมีความอบอุ่น สำหรับสตรีหลังคลอดมีการเสียเลือดทุกคน
โบราณเขาจึงนิยมให้อยู่ไฟกัน
ฉะนั้น มันไม่ได้เกี่ยวว่าถ้าไม่อยู่ไฟจะทำให้หนาวสั่นครับ ถ้าคุณแม่คนนั้นดูแลตัวเองอย่างดี
ตามที่หมอเขาแนะนำมา มีการพักฟื้นหลังคลอด รู้สึกว่าตัวเองแข็งแรงดี อย่างนี้เรื่องการอยู่ไฟอาจไม่ใช่เรื่องจำเป็น
มันเป็นเรื่องของความใส่ใจในสุขภาพของตัวแม่แต่ละคนเองมากกว่า"
ประโยชน์ของการอยู่ไฟและการดูแลหลังคลอด
- แม้กลไกธรรมชาติในร่างกายผู้หญิงเราจะสามารถขับน้ำคาวปลาและของเสียออกมาได้เองอยู่แล้ว
แต่การอยู่ไฟและดูแลหลังคลอดจะช่วยให้ร่างกายขับออกมาได้ดีขึ้น
- การไหลเวียนของเลือดในร่างกายดีขึ้น
- สุขภาพโดยรวมของร่างกายแข็งแรงขึ้น ฟื้นตัวสู่สภาพปกติได้เร็วขึ้น
- ช่วยให้บรรเทาอาการปวด เมื่อย หรือตึงที่เกิดจากการตั้งครรภ์และการคลอด
- ช่วยให้มดลูกเข้าอู่เร็วและหดรัดตัวดีขึ้น
- ช่วยให้มีน้ำนมที่สะอาดและเพียงพอต่อการเลี้ยงลูก
อยู่ไฟยุค 2000
ถ้าจะอยู่ไฟกันอย่างเมื่อก่อนอาจดูเป็นเรื่องยุ่งยากไปนิดสำหรับคนยุคนี้ การอยู่ไฟที่ทำกันปัจจุบัน
จึงมีการปรับรูปแบบให้สอดคล้องกับชีวิตของคนยุคนี้มากขึ้น มีทั้งที่เป็นสถานเปิดให้ไปใช้บริการ
หรือแบบที่มาให้บริการกันถึงบ้านแบบที่เรียกกันว่า Delivery และวิธีที่ทำกันก็มีด้วยกันหลายแบบ
เช่น การนาบหม้อเกลือ ประคบสมุนไพร การนั่งถ่าน การอบและการอาบน้ำสมุนไพร เป็นต้น
ซึ่งคุณแม่สามารถเลือกได้ตามความเหมาะสม และความพร้อมของตนเอง
คุณสันติสุขแนะนำว่าแค่การประคบนาบหม้อเกลือก็สามารถแทนการอยู่ไฟทั้งกระบวนการได้แล้ว
สำคัญว่าคุณแม่ต้องมีเวลาให้ร่างกายได้พักฟื้นอย่างน้อยที่สุดก็ไม่ควรต่ำกว่า 1 เดือนค่ะ
อยู่ไฟแบบต่างๆ
การประคบสมุนไพร
คือการนำสมุนไพรที่มีน้ำมันหอมระเหย เช่น ไพล ขมิ้น อ้อย ขมิ้นชัน เถาเอ็นอ่อน ว่านชักมดลูก เป็นต้น
มาห่อในผ้าทำเป็นลูกประคบ แล้วนำไปนึ่งให้ร้อนก่อนจะมาประคบกับส่วนต่างๆ ของร่างกาย
ช่วยให้กล้ามเนื้อหน้าท้องผ่อนคลาย เส้นเอ็นที่ยึดมดลูกยืดหยุ่นและกลับเข้าสู่สภาพปกติ
- ต้องคอยระวังอย่าให้ลูกประคบร้อนเกินไป เมื่อลูกประคบเย็นให้นำไปนึ่งใหม่
ถ้าลูกประคบแห้งให้ใช้น้ำร้อนหรือเหล้าโรงพรมก่อนประคบ
- ลูกประคบที่ทำมา 1 ชุดใช้ได้ประมาณ 3 ครั้ง วิธีเก็บคือต้องผึ่งตัวยาไว้อย่าให้อับ
การเก็บในตู้เย็นจะทำให้เก็บได้นานขึ้น ถ้าลูกประคบไม่มีสีเหลืองของไพลออกมา
แสดงว่ายาเริ่มจืดแล้ว ควรเปลี่ยนลูกประคบใหม่
- วางและประคบเบาๆ ช่วงแรกค่อยๆ วางแล้วยกขึ้นเร็วๆ เพราะยังมีความร้อนจัดอยู่
จนเมื่อลูกประคบเย็นลงมากพอที่จะทาบลงกับผิวได้ ก็ค่อยๆ ทาบแล้วคลึงหมุนตามเข็มนาฬิกา
ตรงหน้าท้องบริเวณช่องท้องน้อย ตรงกลางและด้านข้าง และบริเวณอื่นที่ต้องการ
ข้อควรระวัง
- แม่ผ่าตัดคลอดต้องรอให้ครบ 1 เดือนก่อน จึงจะทำได้
- ห้ามใช้การประคบสมุนไพรในกรณีที่มีอาการอักเสบ ปวด บวม แดง
ร้อน ในช่วง 24 ชั่วโมงแรก เพราะจะทำให้บวมมากขึ้นและเลือดออกมากขึ้น
- หลังการประคบไม่ควรอาบน้ำทันที เพราะร่างกายยังปรับตัวไม่ทัน
และน้ำจะไปชะล้างสมุนไพรที่ผิวหนังออก
การอบสมุนไพร
คือการใช้ไอความร้อนจากน้ำสมุนไพรที่ต้ม ช่วยขับของเสียออกมาทางผิวหนัง
จึงช่วยขับน้ำคาวปลาและช่วยให้ผิวพรรณดี สะอาด
โดยขณะอบคุณแม่ควรอยู่ในที่จำกัดพื้นที่ เช่น กระโจมผ้า เพื่อให้ไอสมุนไพรจับมาที่ผิวได้มากขึ้น
ใช้เวลาอบไม่ควรเกินครั้งละ 10-15 นาที ไม่ควรอบในที่ๆ มิดชิดเกินไปนัก เพราะอาจขาดอากาศได้
ข้อควรระวัง
- แม่ตั้งครรภ์ เด็กอายุต่ำกว่า 10 ขวบ แม่ที่มีความดันสูง มีไข้ อ่อนเพลีย ห้ามอบสมุนไพร
- แม่ที่ผ่าตัดคลอดจะต้องรอให้ครบ 1 เดือนจึงจะอบได้
- อบแล้วควรดื่มน้ำอุณหภูมิปกติ 1 ถ้วย และควรนั่งพักให้อุณหภูมิในร่างกาย
ปรับสู่ระดับปกติก่อนค่อยอาบน้ำ
ข้อแนะนำสำหรับการอยู่ไฟ
- ไม่ควรอยู่ไฟไม่ว่าวิธีใดขณะที่คุณแม่มีอาการไข้ ตัวร้อน ความดันโลหิตสูง อ่อนเพลียมาก
เพราะการอยู่ไฟคือการใช้ความร้อนให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย จึงอาจเป็นอันตรายได้
หากทำในช่วงที่ร่างกายมีความร้อนในตัวสูง
- ถ้าคุณแม่ที่ผ่าท้องคลอดต้องให้รอครบ 1 เดือนก่อน จึงจะสามารถประคบสมุนไพร
นาบหม้อเกลือ และอบสมุนไพรได้
- การนั่งถ่านอาจไม่จำเป็นสำหรับคุณแม่ที่ผ่าท้องคลอด เพราะการนั่งถ่านจะช่วยในเรื่องการสมานแผลฝีเย็บ
ช่องคลอดที่ฉีกขาดขณะลูกคลอดคุณแม่อาจเลือกวิธีอื่น เช่น ประคบ หรืออบสมุนไพรแทน
- ควรให้ข้อมูลสุขภาพของตัวเองขณะนั้น และข้อมูลการคลอดผู้ที่จะมาทำการอยู่ไฟให้
เพื่อเป็นข้อมูลในการกำหนดแนวทางการอยู่ไฟและการดูแลหลังคลอดที่เหมาะกับร่างกายของคุณแม่เอง
- ถ้าจะซื้ออุปกรณ์ไปอยู่ไฟเองที่บ้าน จำเป็นต้องได้รับคำแนะนำวิธีการทำอย่างละเอียด
จากผู้ที่มีความรู้และเชี่ยวชาญในเรื่องนี้ เพราะแม้การอยู่ไฟจะไม่เป็นอันตรายอะไร
แต่แต่ละวิธีก็มีข้อควรระวัง ข้อห้ามและบางขั้นตอนก็ต้องการความชำนาญเฉพาะ
จึงต้องศึกษาให้ดีก่อนนำกลับมาทำเองค่ะ
สถานที่ที่ให้คำปรึกษาและบริการเรื่องการอยู่ไฟและการดูแลหลังคลอด
- มูลนิธิสุขภาพไทย คลินิกการแพทย์แผนไทยสุขภาพไทย (ศูนย์สุขภาพไทย) 0 2814 4013-4
- โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ (ประชาชื่น) 0 2910 1600 ต่อ 1420-1
- โครงการดอยน้ำซับ 0 2939 8167
- บ้านช่อตะวัน 0 2517 5135, 0 2517 6132
- Lift Line 0 2261 7700-1
(update 9 มีนาคม 2002)
[ ที่มา..
นิตยสารดวงใจพ่อแม่ ปีที่ 8 ฉบับที่ 95 มิถุนายน 2546 ]
|