การเพิ่มเลือดไปเลี้ยงหัวใจ


การรักษาโรคหัวใจขาดเลือดต้องเริ่มต้นกันตั้งแต่การป้องกัน โดยอาจต้องเริ่มต้นตั้งแต่วัยเด็กด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหาร การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ไม่สูบบุหรี่ ซึ่งหากทำได้ก็จะส่งผลให้ปลอดจากหลายๆ โรค เมื่อเป็นผู้ใหญ่ แต่มาตรการดังกล่าวก็ทำได้ยากในคนส่วนใหญ่ เพราะสิ่งแวดล้อมไม่อำนวย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสภาพโลกไร้พรมแดนที่มีการพัฒนาธุรกิจด้วยการโฆษณาบ้าเลือด

ในส่วนของการป้องกันยังมี 2 แนวคือ
การป้องกันปฐมภูมิ คือป้องกันตั้งแต่ยังไม่เกิดโรค เช่น มาตรการลดไขมันในเลือด การรักษาภาวะความดันโลหิตสูง
การป้องกันทุติยภูมิ คือเป็นโรคแล้วป้องกันไม่ให้เลวลงหรือเป็นซ้ำ เช่น ลดไขมันในเลือดอย่างมุ่งมั่น ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอยู่ รับประทานแอสไพรินขนาดต่ำๆ ทุกวัน

คนที่เป็นโรคหัวใจขาดเลือดแล้วต้องลดไขมันมากกว่าคนทั่วไป ดังปรากฏในตาราง

เป้าหมายประชากรทั่วไปคนที่เป็นโรคหัวใจขาดเลือด
Total Cholesterol
น้อยกว่า 200 มก/คล
น้อยกว่า 200 มก/คล
ไทรกลีเซอรัยด์
น้อยกว่า 200 มก/คล
น้อยกว่า 200 มก/คล
HDL
มากกว่า 35 มก/คล
สูงกว่า 35 มก/คล
LDL
ต่ำกว่า 130 มก/คล
ต่ำกว่า 100 มก/คล


ยาที่ใช้บ่อยๆ ในการป้องกันและรักษาโรคหัวใจขาดเลือด แบ่งออกได้เป็นหลายกลุ่ม คือ
1. กลุ่มยาลดไขมันในเลือด เช่น ยากลุ่มสแตติน ไนอาซิน เป็นต้น
2. กลุ่มยาลดอาการเจ็บหน้าอก เช่น ยากลุ่มปิดกั้นเบตา ไนเตรท ยายับยั้ง ACE ยาปิดกั้นช่องแคลเซียม
3. กลุ่มยาลดแรงดันโลหิต เช่น ยาขับปัสสาวะ ยาปิดกั้นอัลฟา
4. ยาป้องกันเลือดแข็งตัว เช่น แอสไพริน วอร์ฟาริน Clopidogrel Tichopidine Abciximab
5. ฮอร์โมนเพศทดแทน เช่น เอสโตรเจน
ทั้งนี้คุณหมอจะต้องเป็นผู้ตรวจสอบและพิจารณาสั่งการ ท่านผู้อ่านไม่สามารถคิดเองทำเองได้เพราะไม่มีประสบการณ์

มาตรการขยายเส้นเลือดแดงเลี้ยงหัวใจที่ตีบตัน หลังจากยาขยายหลอดเลือดใช้ไม่ได้ผลหรือไม่ เพียงพอที่จะเพิ่มเลือดไปเลี้ยงหัวใจแล้ว ก็ต้องอาศัยหัตถการหรือการผ่าตัด
1. หัตถการเพิ่มเลือดเลี้ยงหัวใจ เรียกว่า Coronary Angioplasty ซึ่งมีวิธีการคือ แพทย์ที่ผ่านการฝึกอบรมมาอย่างดีทางด้านนี้ จะเป็นผู้สอดสายสวนพิเศษเข้าไปในเส้นเลือดแดงขนาดใหญ่ปานกลาง บริเวณขาหนีบหรือข้อศอก แล้วค่อยๆ สอดไปตามเส้นเลือดแดงที่เลี้ยงหัวใจ จากนั้นแล้วจะทำให้ปลายสวนพองออกแบบลูกโป่งเพื่ออาศัยความโป่งไปกดคราบไขมันที่พอกผนังเส้นเลือดให้แบนลง ทำให้โพรงเส้นเลือดกว้างขึ้น เหมือนเจ้าหน้าที่ลอกท่อระบายน้ำเสียทำให้ท่อระบายน้ำได้ดีขึ้น เมื่อโพรงเส้นเลือดกว้างขึ้นแล้วหมออาจจะสอดท่อเล็กๆ ที่ทำด้วยโลหะเรียกว่า Stent คาไว้ตรงบริเวณที่เขาขยายเส้นเลือดไว้ ทั้งนี้ด้วยวัตถุประสงค์ที่จะไม่ให้โพรงเส้นเลือดกลับตีบแคบลงมาเร็วนัก

ในกระบวนการขยายเส้นเลือดแบบนี้ หมออาจใช้เครื่องมือพิเศษทำหน้าที่เหมือนสว่านเจาะอุโมงค์รถไฟใต้ดิน แต่เป็นการเจาะตัดคราบไขมันพอกเส้นเลือดจนตีบเกือบหมด การเจาะที่ว่านี้อาจใช้หัวอุปกรณ์คล้ายหัวเจาะ หรือเป็นปลายมีคมหรือแสงเลเซอร์ก็ได้

หัตถการนี้ทำกันถึงปีละกว่า 5 แสนรายในสหรัฐอเมริกา และถ้ารวมทั่วโลกแล้วจะตกราว 1 ล้านครั้ง ผู้ที่คิดค้นและทำสำเร็จเป็นคนแรกของโลก คือ นายแพทย์แอนเดรียส์ กรุนสิก (Andreas Gruentig) แห่งประเทศสวิสเซอร์แลนด์ เมื่อปี 2520

ศาสตร์แห่งการขยายเส้นเลือดเลี้ยงหัวใจด้วยหัตถการนี้ได้กลายเป็นสาขาวิชาพิเศษ หรือ Interventional Cardlogy (แปลว่าวิชาหทัยวิทยาด้วยมาตรการแทรกแซง)

2. การบำบัดต่อเส้นเลือดเลี้ยงหัวใจให้ใหม่ สมัยก่อนเมื่อหทัยแพทย์ หรืออายุรแพทย์รักษาโรคหัวใจขาดเลือดด้วยยาแล้วประสบความล้มเหลว ก็จะส่งปรึกษาศัลยแพทย์หัวใจให้ผ่าตัดให้ แต่เดี๋ยวนี้ต้องผ่านอีกด่านหนึ่งก่อน คือหลักการเพิ่มเลือดเลี้ยงหัวใจที่กล่าวถึงในข้อหนึ่ง หากทำแล้วประสบความล้มเหลว หรือทำไม่ได้เพราะเหตุผลทางกายวิภาคหรือตีบตันหลายเส้นก็ตาม หมอหัวใจก็จะส่งปรึกษาศัลยแพทย์หัวใจซึ่งจะผ่าตัดต่อเส้นเลือดไปเลี้ยงหัวใจได้ใหม่ การผ่าตัดนี้พูดสั้นๆ เวลาแนะนำแต่ยุ่งยากในทางปฏิบัติและยังต้องอาศัยการฝึกอบรมให้ชำนาญหลายปี ทั่วโลกจึงมีศัลยแพทย์หัวใจแบบนี้ไม่กี่คน

(update 3 พฤษภาคม 2004)
[ ที่มา..หนังสือ นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 26 ฉบับที่ 12 ธันวาคม 2545 – มกราคม 2546 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600