โรคทางสมอง ชีวิตไม่หมองด้วยสองมือคุณ


โรคทางสมอง เพียงเอ่ยชื่อความรู้สึกของคนได้ยิน ก็แทบจะสิ้นหวัง ด้วยความร้ายแรงที่ถึงชีวิต และถ้าสามารถรักษา ก็ต้องใช้ระยะเวลายาวนาน จนแทบท้อแท้

เรื่องจริงของโรคทางสมอง..

พอ.พญ.อัญชลี เบี้ยวไข่มุข กุมารแพทย์ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า มีความรู้เกี่ยวกับโรคทางสมองที่เกิดขึ้นกับเด็กๆ มาให้คุณๆ ทราบและเข้าใจในโรคนี้มากขึ้นค่ะ…

  • กำเนิดสมอง
    " สมองจะเจริญเติบโตและฟอร์มตัวเองตั้งแต่ปฏิสนธิได้ 20 วัน จนถึงอายุ 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ เริ่มจากเป็นส่วนนูนขึ้นมาและรวมตัวกันเป็นท่อ จากนั้นส่วนปลายท่อจะปิดกลายเป็นไขสันหลัง และส่วนหัวมีการเจริญเติบโตมาเป็นสมอง ซึ่งหลังจากที่สมองฟอร์มตัวเสร็จแล้วจะค่อยๆ เติบโตและซับซ้อนมากยิ่งขึ้น เช่น เนื้อสมองจะขึ้นเป็นรูปหยักลอน เซลล์สมองแต่ละตัวจะมีการเชื่อมต่อสื่อสารกันด้วยใยประสาท ซึ่งใยประสาทจะเชื่อมต่อกันมากขึ้น หากมีการเรียนรู้ประสบการณ์ต่างๆ เช่น เด็กหลังคลอดได้มีปฏิสัมพันธ์กับแม่ ใยประสาทจะแตกกิ่งก้านเชื่อมต่อกับเซลล์สมองต่างๆ จึงทำให้เด็กมีความฉลาดได้ค่ะ"

  • หน้าที่และองค์ประกอบของสมอง
    " สมองมีหน้าที่ควบคุมการทำงานของอวัยวะส่วนใหญ่ในร่างกาย เริ่มตั้งแต่การเรียนรู้ การคิดประมวลผลการทำงานของกล้ามเนื้อ และการรับความรู้สึก สมองจะผสมผสานประสบการณ์ ที่ได้เคยเรียนรู้มาแล้วเป็นความจำ และจะแปรเปลี่ยนเป็นความฉลาดต่อไป เมื่อได้รับการกระตุ้นและใช้ความคิดอย่างสม่ำเสมอค่ะ
    สมองประกอบด้วยเซลล์สมองประมาณหนึ่งล้านล้านเซลล์ โดยเนื้อสมองถูกห่อหุ้มไปด้วยเนื้อเยื่อ กะโหลกศีรษะ สิ่งเหล่านี้จะช่วยปกป้องสมองจากการบาดเจ็บและอันตรายต่างๆ ได้ โดยสมองแบ่งเป็น 3 ส่วน ซึ่งมีหน้าที่ประจำและทำงานประสานกันด้วย"

โรคสมองของเด็กไทย

" จากสถิติยังไม่มีรายงานเป็นทางการว่า เด็กไทยเป็นโรคทางสมองจำนวนแน่นอนเท่าไร แต่ถ้าเจาะลึกเป็นอย่างๆ ไป เช่น โรคลมชัก (epilepsy) พบได้ประมาณร้อยละ 1-2 ของประชากร และชักจากไข้พบประมาณร้อยละ 3-5 ของเด็กที่มีอายุระหว่าง 3 เดือน ถึง 6 ปี เป็นต้น โรคสมองที่พบบ่อย ได้แก่ สมองพิการ อาการชัก โรคติดเชื้อ ที่พบรองลงไป ได้แก่ เนื้องอก ความผิดปกติของเส้นเลือดในสมอง อุบัติเหตุที่ศีรษะ ความผิดปกติตั้งแต่กำเนิด และโรคทางพันธุกรรมต่างๆ
ส่วนอาการที่คุณพ่อคุณแม่พาลูกมาตรวจเช็กบ่อย คือ อาการปวดศีรษะ ซึ่งเกรงว่าจะเป็นเนื้องอกในสมอง แต่โดยความเป็นจริงแล้วมีน้อยมากไม่ถึงร้อยละ 5 ที่จะพบว่าเป็นอาการของเนื้องอกในสมอง คราวนี้มารู้จักโรคทางสมองเด่นๆ กันค่ะ"

  • โรคสมองพิการ (cp หรือ Cerebral palsy)

    พบได้บ่อยโดยมีความผิดปกติเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวและการทรงตัว เนื่องจากสมองได้รับการกระทบกระเทือนจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่ง ในช่วงตั้งแต่อยู่ในครรภ์ถึงหลังคลอดช่วง 3-4 ปีแรก

    สาเหตุ : มีมากมายหลายอย่างตั้งแต่ทารกอยู่ในครรภ์
          - เริ่มตั้งแต่ทารกในครรภ์อาจจะได้รับการกระทบกระเทือน ในช่วงที่สมองกำลังเจริญเติบโต หรือโครโมโซมผิดปกติ
          - ได้รับสารพิษ ยา ดื่มเหล้าขณะตั้งครรภ์ ทำแท้ง ได้รับรังสี ติดเชื้อ เช่น หัดเยอรมัน หรืออุบัติเหตุ
          - การคลอดที่ผิดปกติ คลอดก่อนกำหนด คลอดผิดท่า คลอดยาก ตัวเขียว เด็กตัวโต มีเลือดออกในสมอง ขาดออกซิเจนขณะคลอด ตั้งครรภ์แฝด ครรภ์เป็นพิษ แม่เป็นเบาหวาน เป็นต้น

    อาการ : ร่างกายจะผิดปกติโดยเฉพาะเรื่องการทรงตัว พัฒนาการกล้ามเนื้อมัดใหญ่มัดเล็กจะสูญเสียไป เช่น พลิกคว่ำ หงาย นั่ง ยืน จะช้ากว่าเด็กปกติ มีอาการบิดเกร็งแขนขาไขว้กัน ข้อยึด ด้านการเรียนรู้บางคนเหมือนเด็กปกติทั่วไป แต่บางคนอาจจะมีภาวะปัญญาอ่อน และความพิการอย่างอื่นร่วมด้วย

    การรักษา : ด้านสมองที่พิการหรือสูญเสียไป ไม่มีทางจะทำให้สมองส่วนนั้นกลับคืนมาเป็นปกติได้ ต้องใช้วิธีพัฒนาสมองส่วนที่เหลืออยู่ ให้ทำงานได้เต็มศักยภาพ ต้องกระตุ้นด้วยการกายภาพ นวด หรือหากเป็นมากอาจจะใช้ยาและการผ่าตัดเพื่อลดการเกร็ง ทั้งนี้ หากคุณพ่อคุณแม่สังเกตเร็ว รักษาเร็ว โอกาสที่จะดีขึ้นก็มีมากกว่าปล่อยทิ้งไว้

  • โรคติดเชื้อ

    สาเหตุ : ไม่มีสาเหตุแน่ชัดและเชื้อโรคบางชนิดป้องกันไม่ได้ เรียกว่าเป็นเหตุสุดวิสัย เช่น เชื้อไวรัส และอาจมีสาเหตุมาจากไม่ได้ไปฝากครรภ์และฉีดวัคซีน ไม่ระวังสุขภาพ อยู่ใกล้ผู้ป่วยที่ติดเชื้อ แม่เป็นโรคเริม เป็นต้น

    อาการ : จะเป็นไปตามลักษณะความรุนแรงของโรค ซึ่งหากเป็นเชื้อโรคที่ร้ายแรง อาจจะเข้าไปทำลายเนื้อสมองของเด็กได้

    การรักษา : รักษาตามเชื้อที่ได้รับ แต่ทางที่ดีควรเริ่มจากการป้องกันคือวางแผนก่อนตั้งครรภ์ ฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อทั้งแม่และลูก เช่น หัดเยอรมัน วัคซีนป้องกันเชื้อโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ (H. influenza type b) และสมองอักเสบ (JE – Japanese B. encephalitis) ซึ่งวัคซีนบางตัวคุณแม่จะต้องชำระเงินเอง ราคาประมาณหลายร้อยบาทแล้วแต่ยี่ห้อ ซึ่งสูติแพทย์และกุมารแพทย์จะแนะนำให้เอง

  • โรคเลือดทางสมอง

    สาเหตุ : โรคหลอดเลือดในสมองเด็กบางครั้งมีสาเหตุจาก เส้นเลือดผิดปกติโดยหาสาเหตุไม่ได้ เช่น โรค AVM (Arteriouvenous malformation) คือเส้นเลือดแดงและดำในสมองมาประสาน เชื่อมขอดกันอย่างผิดปกติ อาจมีบางเส้นโป่งพองทำให้มีโอกาสแตกง่ายกว่าปกติ พบได้ทุกวัย

    อาการ : คนที่มีอาการหลอดเลือดในสมองผิดปกติ มักมีอาการปวดหัวเป็นระยะๆ อยู่แล้ว เนื่องจากหลอดเลือดในสมองมีความผิดปกติอยู่ แต่บางคนก็ไม่มีอาการแสดงให้เห็นและมักไม่รู้ตัวมาก่อน ซึ่งหากหลอดเลือดที่ผิดปกติอยู่นั้นถูกกระทบกระเทือนให้แตกขึ้นมา เลือดจะออกในสมองทำให้มีความดันในสมองสูง ปวดหัว อาเจียน ซึม มึน และถ้าเลือดออกเยอะมักไม่รู้สึกตัว หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีอาจถึงแก่ชีวิตได้

    การรักษา : อาจจะต้องผ่าตัดสมอง ซึ่งต้องวินิจฉัยรักษาตามอาการของผู้ป่วยก่อน

  • โรคชัก

    สาเหตุ : เกิดจากมีคลื่นผิดปกติที่เซลล์สมองขึ้นมาทันที ส่วนหนึ่งสามารถหาสาเหตุได้ แต่ก็ยังมีอีกส่วนที่ไม่สามารถหาสาเหตุได้ จึงเชื่อว่ามาจากกรรมพันธุ์หรือยีน สาเหตุของการชักมีเยอะมากแล้วแต่กลุ่มอายุของผู้ป่วย หากแรกคลอดจะมีสาเหตุมาจากคลอดยากจนขาดออกซิเจน เด็กตัวโตต้องใช้คีมหนีบออกมา คลอดแล้วไม่ยอมร้อง เด็กตัวโตมากเมื่อคลอดแล้วมีเลือดออกในสมอง หรือภาวะสารเคมีในร่างกายผิดปกติ ก็สามารถทำให้เกิดอาการชักในเด็กแรกเกิดได้
    แต่ถ้าเป็นกลุ่มเด็กพ้นช่วงวัยทารกไปแล้ว จะพบอาการชักจากโรคติดเชื้อในสมอง หรือเพิ่งมาพบความพิการตั้งแต่กำเนิด แต่ถ้าเกิดอาการชักเมื่ออายุประมาณ 5-6 ปีแล้ว ส่วนใหญ่จะมาจากกรรมพันธุ์ ส่วนภาวะติดเชื้อและอุบัติเหตุยังเป็นความเสี่ยงที่เจอได้ตลอดไม่ว่าจะอายุใดๆ

    อาการ : อาการชักจะเป็นสั้นๆ ประมาณ 1-2 นาที ซึ่งไม่ค่อยทำให้สมองขาดออกซิเจนนัก แต่ถ้าชักครึ่งชั่วโมงขึ้นไปอาจจะทำให้เซลล์สมองตายจนเกิดภาวะสมองพิการได้

    การรักษา : ต้องรักษาจากสาเหตุที่เด็กชัก เช่น เด็กเป็นไข้สมองอักเสบต้องรักษาที่โรคไข้สมองอักเสบ เพื่อให้เด็กหายชัก

    " เด็กที่เป็นโรคทางสมองรุนแรงมักสังเกตได้ตั้งแต่แรกคลอดแล้ว เช่น เกร็ง ขาเหยียดไขว้กันผิดปกติ แต่ถ้าลูกไม่มีอาการผิดปกติตอนคลอดไม่มีปัญหา พัฒนากาคว่ำ นั่ง เกาะยืน การวัดศีรษะ ตรวจสุขภาพเป็นไปตามเกณฑ์ก็ไม่น่าห่วงอะไร แต่ถ้า 5-6 เดือน ยังไม่ชันคอ หรือ 8 เดือนแล้วยังไม่นั่ง เริ่มเข้าข่ายน่าสงสัยแล้ว คุณพ่อคุณแม่อาจทดสอบง่ายๆ โดยการใช้ของเล่นหลอกล่อให้สบตาและเล่นด้วย หากเด็กสนใจมองตาม เล่นโต้ตอบด้วยก็ไม่น่าจะเป็นอะไร

    แต่โรคทางสมองบางอย่างยากที่จะมองเห็นได้จากภายนอก คุณพ่อคุณแม่และคนใกล้ชิดเอง จะต้องเป็นผู้สังเกตว่ามีความผิดปกติต่างจากเด็กทั่วไปหรือไม่ และระวังเรื่องอุบัติเหตุ ตากจากที่สูง หกล้ม ควรป้องกันโดยสวมหมวกกันน็อกเวลาเล่นขี่จักรยาน และอย่าปล่อยให้ลูกเล่นน้ำคนเดียว เพราะหากเด็กจมน้ำอาจจะทำให้สมองขาดออกซิเจน เป็นต้นเหตุของสมองพิการได้ค่ะ"

ถ้าลูกเป็นโรคทางสมอง…

" ถ้ามีความสงสัยอย่างแรกต้องเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์ก่อน ว่าจะรักษาด้วยวิธีใดและเกิดจากสาเหตุอะไร พยายามกระตุ้นพัฒนาเด็กตามศักยภาพ ต้องให้ความร่วมมือพาลูกไปเข้ารับการกายภาพ การนวด การฝึกพูด เพราะเด็กบางคนถึงจะเป็นโรคสมองพิการแต่มีสติปัญญาดี ควรให้เด็กเหล่านี้ได้ไปโรงเรียนดีกว่าจะอยู่ที่บ้านเฉยๆ เด็กจะได้เรียนรู้สังคม เรียนรู้สิ่งต่างๆ ที่ในบ้านไม่มี

สำหรับเมืองไทยคงต้องยอมรับตรงนี้ว่า เราไม่สามารถสนับสนุนเด็กพิการได้อย่างเต็มที่ เคยคุยกับแม่เด็กที่มีปัญหาว่า ที่จริงอยากให้ลูกพิการไปเรียนหนังสือ แต่ยังมีลูกอีกคนที่ปกติต้องดูแล ทำให้เด็กพิการคนนั้นต้องอยู่บ้านสูญเสียโอกาสในการเรียนหนังสือ และฝึกอาชีพ เพื่อดูแลตัวเองในอนาคตต่อไป

ในด้านจิตใจ แม้ว่าจะสัมผัสและรักษาเด็กเหล่านี้มาเยอะ แต่จริงๆ แล้วเรารับรู้เรื่องนี้ ไม่ชัดเท่ากับตัวคุณพ่อคุณแม่ที่ประสบเอง เพราะอย่างแรกที่มีลูกพิการคือความผิดหวัง ความเหนื่อย เกิดปัญหาในครอบครัว ลูกที่ปกติมีปัญหาเพราะแม่เอาเวลาไปดูแลลูกพิการ หรือสามีไปมีแฟนใหม่ อยากให้ยอมรับเถอะว่าเขาคงต้องเป็นอย่างนี้ อย่าคาดหวังเพราะเมื่อเด็กทำอย่างที่ใจเราต้องการไม่ได้ ทั้งเด็กและเราก็จะเกิดความเครียด ควรสนับสนุนเท่าที่เขาจะทำได้ดีกว่า อย่าท้อถอย และมาพบตามที่คุณหมอนัดทุกครั้งค่ะ"

จะเห็นว่าโรคทางสมองเป็นโรคที่ต้องใช้ความอดทนและกำลังใจของครอบครัวเป็นอย่างยิ่ง หากสองมือของทุกคนช่วยพัฒนาเขาเหล่านั้นอย่างเต็มกำลังแล้ว ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร เดินได้หรือไม่ได้ ก็ขึ้นชื่อว่าได้มอบโอกาสอันยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตให้พวกเขาแล้วค่ะ…

คิดว่าทุกชีวิต… ทั้งสมบูรณ์หรือไม่สมบูรณ์ต่างก็ไม่มีบทสรุปตายตัว นอกจากสิ่งที่เห็นวันนี้ตรงหน้าเท่านั้น จึงไม่อยากให้ใครวัดคนอื่นจากความเหมือนและความต่าง แต่อยากให้มองว่าทุกคนสามารถพัฒนาได้อย่างเท่าเทียมกัน ตามศักยภาพในตัวที่แตกต่างกันไปเท่านั้นเอง ดวงใจพ่อแม่ขอเป็นกำลังใจให้คุณพ่อคุณแม่ทุกคน ไม่ว่าลูกคุณจะเป็นอย่างไร อยู่ในภาวะครอบครัวแบบไหน อยากให้รู้ไว้ว่าทุกทางตันยังมีประตูทางออกอยู่ เพียงแต่คุณได้เริ่มต้นและพยายามค้นหามันแล้วหรือยังนะคะ…


(update 17 มีนาคม 2002)
[ ที่มา.. นิตยสารดวงใจพ่อแม่ ปีที่ 8 ฉบับที่ 96 ตุลาคม 2546 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600