สารพัดโรคท้องของเจ้าตัวน้อย


หนึ่งในจำนวนการป่วยของเจ้าตัวน้อย แบบไม่มีอาการไข้เข้ามาเกี่ยวข้อง และพบได้บ่อยมากที่สุด ก็เห็นจะเป็นอาการที่เกี่ยวข้องกับท้องของเจ้าตัวน้อยนี่แหละ อาการยอดนิยมที่พบบ่อย และถูกถามจากคุณพ่อคุณแม่มากที่สุดได้แก่ ท้องอืด ท้องผูก ท้องร่วง ซึ่งแต่ละโรคก็มีที่มา และวิธีการช่วยเหลือเจ้าตัวน้อยที่แตกต่างกันไป เราจึงนำมารวบรวมไว้ดังนี้ค่ะ

  • ท้องอืด

อาการ
ร้องไห้โดยไร้สาเหตุ หน้าท้องของเด็กป่องและแข็ง เพราะมีลมอยู่ในกระเพาะอาหารมาก

สาเหตุ
สามารถเกิดขึ้นได้เป็นประจำในเด็กเล็กๆ เพราะ ทารกอยู่ในวัยที่ต้องดูดนมแม่ทั้งวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การให้นมผ่านทางขวดนมอย่างไม่ถูกวิธี จุกนมที่ไม่พอดีกับปากของลูก หรือน้ำนมที่ไม่ได้อยู่ท่วมคอขวดนมตลอดเวลา อาจทำให้เด็กดูดเอาลมเข้าไปในท้องมาก และลมอาจจะอยู่ในท้องจนกระทั่งเขาหลับไป อีกประการหนึ่งคือ กิจกรรมแต่ละวันของทารกยังมีน้อย ยังไม่มีกิจกรรมการเคลื่อนไหวมาก เหมือนอย่างเด็กโตหรือผู้ใหญ่ ส่วนใหญ่หมดไปกับการกินและนอน จึงทำให้ทารกเกิดอาการท้องอืดได้มากกว่าวัยอื่นๆ

วิธีป้องกัน
เริ่มตั้งแต่วิธีการให้นมลูก ทารกที่ดูดนมแม่อย่างถูกต้อง จะมีปัญหาน้อยกว่าทารกที่ดูดนมจากขวด เพราะปากของเขาจะแนบสนิทกับเต้านมของแม่ ลมจึงไม่ค่อยเข้าท้อง แต่ถ้าให้นมขวดแล้ว น้ำนมไม่ไหลลงมาเต็มคอขวด จะทำให้ลมเข้าไปอยู่ในช่องว่างนั้นได้ จึงควรยกขวดนมให้น้ำนมไหลเต็มคอขวดไว้เสมอ ท่าให้นมก็มีส่วนสำคัญ ควรอุ้มลูกให้ศีรษะของเขาสูงขึ้นเล็กน้อย ดีกว่าให้ลูกนอนดูดนมในท่าราบกับพื้น และการเลือกซื้อขวดนมที่เหมาะสมกับธรรมชาติในการดูดของเจ้าตัวน้อย อาจเป็นวิธีการหนึ่งที่ช่วยลดอาการปวดท้องเนื่องมาจากอาการท้องอืดอย่างได้ผล เพราะขวดนมชนิดนี้จะมีคอขวดที่ต่างระดับกับตัวขวด ดังนั้นเมื่อน้ำนมใกล้จะหมด คุณก็ไม่จำเป็นต้องคอยยกก้นขวดนมให้สูงขึ้น เพราะคอขวดที่ต่างระดับนี้ จะช่วยให้น้ำนมไหลลงมาที่จุกนมอย่างต่อเนื่องกัน ซึ่งจะทำให้เจ้าตัวน้อยของคุณ ดูดนมได้อย่างมีความสุขมากขึ้น

วิธีแก้ไข
หลังจากให้นมลูกเสร็จทุกครั้ง ควรจับให้ลูกเรอเอาลมออกมา โดยอุ้มพาดไหล่และลูบหลัง หรือจับนั่งบนตัก เอามือซ้ายประคองด้านหน้า มือขวาลูบหลังเบาๆ จนกระทั่งลูกเรอ จึงค่อยให้เขานอนได้ และถ้าเกิดลูกร้องไห้ ก็ไม่ควรปล่อยให้ร้องนานๆ ควรรีบอุ้มขึ้น เพราะเวลาที่เด็กร้อง จะนำพาเอาลมเข้าไปอยู่ในท้องด้วยเช่นกัน การบรรเทาอาการปวดท้อง ด้วยการทามหาหิงค์เป็นประจำ ก็เป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยป้องกันได้เพราะว่าไอระเหย และความร้อนจากมหาหิงค์จะช่วยให้เด็กผายลม เป็นการไล่ลมออกจากท้องได้ดี แต่การป้องกันโดยการให้เด็กกินยาขับลมนั้น เป็นวิธีที่ไม่ถูกต้องและไม่แนะนำ เพราะอาจมีผลในเรื่องของระบบการย่อยของเขาในภายหลังได้


  • โรคท้องร่วง

การถ่ายอุจจาระเหลวตั้งแต่ 3 ครั้งใน 1 วัน หรือถ่ายเป็นน้ำจำนวนมาก ซึ่งเป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งของเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี (ยกเว้นเด็กที่กินนมแม่ อาจถ่ายอุจจาระนิ่มเหลววันละ 3-4 ครั้ง โดยไม่มีอาการอ่อนเพลีย ถือว่าปกติ)

อาการ
เชื้อโรคจะเข้าไปรบกวนกระเพาะอาหารและลำไส้ ทำให้กระเพาะอาหารย่อยได้ไม่ดี และพยายามขับเอาเชื้อโรคออกมาให้มากที่สุด และเร็วที่สุด ลำไส้จึงเคลื่อนตัวมากกว่าปกติ ทำให้ลำไส้ยังไม่ทันดูดซึมสารอาหร ร่างกายก็ขับถ่ายอาหารนั้นออกมาแล้ว น้ำเหลวๆ ที่ออกมาจากอุจจาระคือเกลือแร่ รวมถึงสารอาหารอื่นที่ร่างกายดูดซึมไม่ทัน หากไม่รีบแก้ไขร่างกายจะสูญเสียน้ำและเกลือแร่ไปมาก อาจเป็นอันตรายถึงขั้นช็อกและเสียชีวิต โดยเฉพาะเด็กเล็กจะเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ง่าย เช่น ภาวะทุพโภชนาการและการขาดสารอาหาร เนื่องจากภูมิต้านทานยังมีน้อยเมื่อเทียบกับผู้ใหญ่

สาเหตุ
เชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรียโปรโตซัว หนอนพยาธิ รวมทั้งสารเคมี หรือสารพิษที่ปนเปื้อนในน้ำและอาหาร การกินดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อโรค หรืออาหารนั้นไม่สุกสะอาดพอ

วิธีป้องกัน
เลือกอาหารเสริมที่ปลอดภัยให้ลูกคือ คุณแม่ควรล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่ทุกครั้งก่อนปรุง อาหารเสริมที่จะให้ลูกควรปรุงสุกใหม่ๆ ด้วยตัวคุณเองเป็นดีที่สุด รวมถึงการใส่ใจเรื่องน้ำดื่มให้สะอาดด้วย การต้ม นมขวด จุกนม และเครื่องใช้ในการบริโภคของลูก ที่น้ำเดือดประมาณ 10 นาที อย่าให้มือของคุณแม่ถูกปลายจุกนมเป็นอันขาด และปิดฝาครอบจุกนมทุกครั้งที่ยังไม่ให้ลูกดูด เป็นต้น

วิธีแก้ไข
ให้ดื่มน้ำเกลือแร่โอ อาร์ เอส (Oral Rehydration Salts) เมื่อถ่ายเหลว เพื่อป้องกันการขาดน้ำและเกลือแร่ในร่างกาย เด็กอายุต่ำกว่า 6 เดือน ให้กินนมผสมตามปกติ แต่ให้ลดปริมาณลงเพียงครึ่งเดียว เพื่อดื่มสลับกับน้ำเกลือแร่ จนอาการเริ่มฟื้นตัวเป็นปกติ ส่วนเด็กอายุ 6 เดือน – 2 ปีให้ดื่ม 1/4 -1/2 แก้ว หรือ 50-100 ซีซี. และให้กินอาหารอย่างอ่อนตามปกติได้หลังจากดื่มน้ำเกลือแร่ 4 ชั่วโมงไปแล้ว เด็กที่กินนมแม่ให้กินต่อไปโดยไม่ต้องหยุด หากอาการยังไม่ดีขึ้นภายใน 12 ชั่วโมง เช่น ยังถ่ายเป็นน้ำหรือเป็นมูกเลือด อาเจียน มีไข้สูง อ่อนเพลีย กินอาหารและดื่มน้ำไม่ได้ ต้องรีบพาลูกไปพบแพทย์ทันที

สำหรับการกินยาเพื่อให้หยุดถ่ายนั้น ไม่สมควรอย่างยิ่ง เพราะยาจะขัดขวางกลไกการขับของเสีย สารพิษ และเชื้อโรคออกจากร่างกายตามธรรมชาติทางอุจจาระ ทำให้ร่างกายกักเก็บเชื้อโรคไว้นานขึ้น จึงอันตรายกับร่างกาย โดยเฉพาะการให้ยาหยุดถ่ายในเด็กเล็ก อาจไปกดประสาทส่วนกลาง และศูนย์หายใจ เด็กอาจเสียชีวิตได้


  • ท้องผูก

อาการ
อุจจาระค้างอยู่ในทวารหนักนานๆ จนร่างกายดูดเอาน้ำกลับไปใช้ ทำให้อุจจาระแห้ง จนส่วนปลายแหลมแข็งเหมือนหิน และอุจจาระไม่ออก ถ่ายแข็งหรือถ่ายลำบาก บางรายท้องผูกมาก จะมีเลือดปนออกมาด้วย การถ่ายอุจจาระลำบาก มักพบบ่อยกับทารกที่ดูดนมผสม รวมถึงการเปลี่ยนนมบางครั้งอาจทำให้ลูกท้องผูกได้เช่นกัน

สาเหตุ
เมื่อทารกอายุมากขึ้น จะมีพฤติกรรมขับถ่ายที่เปลี่ยนไป เด็กจะถ่ายน้อยลง เหลือเพียงวันละ 1-2 ครั้ง หรืออาจเป็น 3 วันต่อครั้ง คุณแม่ส่วนใหญ่เข้าใจว่าเด็กต้องถ่ายทุกวัน ซึ่งเป็นความจริงแล้วไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไป เด็กอายุครึ่งเดือนบางคนก็อาจเริ่มถ่ายน้อยลงแล้ว โดยสังเกตได้จากปริมาณนมที่ให้คือ เด็กที่ดูดนมแม่ ถ้าน้ำหนักตัวเฉลี่ยของทารกใน 5 วัน เพิ่มไม่ถึง 100 กรัม แสดงว่านมที่ให้ไม่เพียงพอ เมื่อเด็กกินน้อยลง ก็จะถ่ายน้อยลงตามไปด้วย จึงควรจะให้นมผงเสริม ส่วนเด็กที่ดูดนมผง ถ้าลูกกินนมครั้งละ 100 ซีซี. วันละ 7 ครั้ง นมที่ได้ถือว่าเพียงพอ ฉะนั้นการถ่ายน้อยลงต้องมาจากสาเหตุอื่น เช่น ได้รับอาหารที่มีกากใยน้อย เด็กมีไข้ตัวร้อน ซึ่งถ้าเด็กถ่ายไม่ออก คุณควรปรึกษากุมารแพทย์เพื่อหาทางช่วยเหลือ ไม่เช่นนั้น อุจจาระจะแข็งมากขึ้น

วิธีป้องกัน
ถ้าเด็กดื่มนมผสมควรผสมให้ถูกสัดส่วน ถ้ายิ่งใส่นมให้น้อยลงแล้ว เติมน้ำให้มากขึ้น เด็กจะท้องผูก เพราะการถ่ายจะขึ้นอยู่กับแล็กโทสในนมที่ย่อยไม่หมดถูกหมักโดยแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ แล็กโทศที่ถูกหมักมีคุณสมบัติในการดูดน้ำเข้าหาตัวเป็นกรดอ่อนๆ และจะกระตุ้นให้ลำไส้เกิดการบีบตัว และถ่ายออกมาได้ง่าย ควรให้เด็กกินหรือดื่มน้ำผลไม้ เพื่อให้ได้กากใย เช่น มะละกอ กล้วยน้ำว้า ฯลฯ ทีละน้อยเป็นประจำทุกวันจะดีกว่าให้ทีละเยอะๆ เพราะถ้าเด็กยังไม่เคย อาจย่อยยาก รวมถึงควรฝึกให้นั่งกระโถนเป็นประจำหลังอาหารเข้าด้วย

วิธีแก้ไข
ให้เขากินน้ำผลไม้คั่นผสมน้ำต้มสุก หรืออาหารที่มีกากพวกผักใบเขียว และผลไม้ตามฤดูกาล วันละ 2-3 ครั้ง จะช่วยให้การขับถ่ายของเขาดีขึ้น ส่วนการให้ยาถ่ายกับทารก ควรจะปรึกษาแพทย์ก่อน เพราะลำไส้อาจเคลื่อนไหวผิดปกติ เพื่อบีบรัดสิ่งตกค้างในลำไส้ให้ออกมา อาจทำให้เด็กเกิดโรคลำไส้กลืนกันได้


(update 29 มิถุนายน 2004)
[ ที่มา... นิตยสารบันทึกคุณแม่ ปีที่ 10 พฤษภาคม 2547 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600