เซ็กซ์ ถี่ห่างเท่าไหร่ดีนะ ?


" คู่ชีวิตที่ผ่านพ้นช่วงข้าวใหม่มานาน หากกำลังกังวลกับสถานการณ์เซ็กซ์ในชีวิตคู่ และวนเวียนตั้งคำถามกับตัวเองแต่ไม่กล้าถามใครว่า ปริมาณแค่ไหน ถี่ห่างยังไง หรือเซ็กซ์แบบไหนคือคำตอบที่ดีที่สุด สำหรับช่วงนี้...อย่าเพิ่งกังวลใจไปมาดูประสบการณ์เหล่านี้ ประกอบการตัดสินใจกันดีกว่าครับ"

ชายสูงอายุและชายหนุ่มมีบ้านเรือนเคียงกัน ชายหนุ่มอยู่ในระยะข้าวใหม่ปลามัน ส่วนชายสูงอายุกำลังจะเดินเข้าสู่ประตูข้าวตังปลาเค็ม ทุกเช้าทั้งคู่จะเจอกันตอนออกมาหยิบหนังสือพิมพ์ ที่คนส่งเสียบไว้ที่ประตูบ้าน
ชายหนุ่มตะโกนถามชายสูงอายุว่า “เมื่อคืนเท่าไร”
ชายสูงอายุตอบด้วยการชูนิ้วขึ้นหนึ่งนิ้ว
ชายหนุ่มยิ้มเย้นหยัน “ของผมเท่านี้” ว่าแล้วก็ยกมือชูนิ้วทั้งห้าขึ้นด้วยความภาคภูมิใจ

เหตุการณ์ถามตอบดำเนินไปเช่นนี้ทุกเช้า และเมื่อชายหนุ่มถามชายสูงอายุว่าเท่าไร ชายสูงอายุยังคงชูนิ้วขึ้นหนึ่งนิ้วเสมอไม่เปลี่ยนแปลง ผิดกับชายหนุ่ม ยิ่งวันเวลาผ่านไปชักจะยิ้มไม่ค่อยออก เพราะจำนวนนิ้วลดลงเรื่อยๆ อย่างค่อนข้างจะรวดเร็ว จนในที่สุดนอกจากจะยิ้มไม่ออกแล้วยังหงอยอีกด้วย เพราะขณะที่คำตอบของชายสูงอายุยังคงชูนิ้วหนึ่งนิ้วเหมือนเดิม คำตอบของตัวเองกลับต้องม้วนนิ้วชี้ และนิ้วหัวแม่มือเข้าหากันเป็นเลขศูนย์

ท่านทราบไม่ครับว่านิทานเรื่องนี้เกิดจากอะไร เกิดจากความเชื่อที่ว่าผู้ชายทุกคนมีตัวพระเอก ที่เทียบได้กับลูกกระสุนปืนในคลังแสง ถ้ายิ่งยิงบ่อยเท่าไร ก็จะยิ่งเหลือลูกกระสุนปืนน้อยเท่านั้น แต่ถ้ายิงน้อยๆ ค่อยๆ ยิงก็จะเหลือลูกกระสุนปืนไปอวดความเก่งได้ในบั้นปลายชีวิต หรือถ้าบรรจงยิงอย่างสม่ำเสมอ ไม่มากไป ไม่น้อยไป ก็จะไปได้ด้วยลีลาสม่ำเสมอนี้ตลอดชีวิต ผมว่าฟังดูไม่ค่อยจะเข้าท่า ต่อให้มีกระสุนเต็มคลังแสง แต่ลำกล้องปืนไม่เป็นใจเกิดคด โก่งงอ จะยิงได้ยังไงกัน จริงไหมครับ


นายเจนจัดทำงานเป็น รปภ. อยู่ที่คอนโดแห่งหนึ่ง ส่วนภรรยาชื่อนางฉวีเป็นพนักงานทำความสะอาดอยู่ที่ศูนย์การค้า เมื่อกลับถึงบ้านก็อ่อนเพลียไม่สนองตอบนโยบาย “ข้างหมอน” เอาเสียเลย ทำให้นายเจนจัดมีอาการเหมือนคนกินข้าวไม่อิ่มและทำท่าจะมีเมียใหม่โดยอ้าง ว่าบังอรเอาแต่นอน นางฉวีจึงพยายามปรับตัว เอาอกเอาใจสามีอยู่พักหนึ่ง แต่ก็เกินความสามารถที่จะรับมือได้ไหว จึงหย่ากันไปในที่สุด

นางสุดสวยเป็นแม่บ้านแต่งงานกับนายอาสาซึ่งเป็นคนขยันขันแข็ง หวังความก้าวหน้าในหน้าที่ทุ่มเทให้กับงานเต็มที่รับอาสาเขาไปหมดสมชื่อ แม้จะไม่ใช่งานในหน้าที่ของตัว จึงเป็นที่รักใคร่ของทุกคน หน้าที่การงานก็เจริญก้าวหน้ามีรายได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็เหน็ดเหนื่อย กลับบ้านจึงกลายเป็นนายบังเอิญไป คือทำการบ้านกับเมียก็ต่อเมื่อเป็นเรื่องบังเอิญเท่านั้น ฝ่ายนางสุดสวยค่อนข้างว่างเพราะลูกก็ไม่มี เมื่อผัวกลับถึงบ้านก็อยากจะเจ๊าะแจ๊ะด้วย เมื่อไม่สมปรารถนา เกิดอาการเก็บกด และระเบิดออกมาเป็นระยะๆ ในที่สุดก็หย่ากันไปอีกคู่หนึ่ง

ถ้าสองคู่นี้ได้สลับคู่กัน (อ๊ะ หมายถึงได้แต่งงานกับคนที่มีความต้องการตรงกัน ไม่ได้หมายถึงให้แลกผัวแลกเมียกันเหมือนสังคมบางกลุ่มที่กำลังปฏิบัติกันอยู่หรอกนะครับ) ปัญหาการหย่าร้างกันเพราะเรื่องนี้ก็จะไม่เกิดขึ้น

ปัญหาที่ต่างฝ่ายต่างโทษกันว่าเป็นคน “จัด” หรือเป็นคน “ไม่เอาไหน” ทำให้เกิดคำถามว่าเท่าไรถึงพอดี ถือเป็นมาตรฐาน ถือว่าไม่มากเกินไป และไม่น้อยเกินไป ผมว่ามนุษย์เราเป็นโรคบ้ามาตรฐานนะครับ มาตรฐานของเอ็ง มาตรฐานของข้า บางครั้งคนเดียวกันแต่คนละเวลา กลายเป็นคนละมาตรฐานไป เกิดเป็นคนสองมาตรฐานเต็มบ้านเต็มเมือง เรื่องอื่นๆ พอจะมีมาตรฐานได้ แต่สำหรับเรื่องนี้ไม่มีหรอกครับ อยู่ที่ความพอใจของแต่ละคู่แต่ละคนไม่เหมือนกัน ตราบใดที่ทั้งคู่ขึ้นสวรรค์ชั้นสูงสุดทุกครั้ง ช้าบ้าง เร็วบ้าง เป็นคนเลือดสุพรรณบ้าง (ดังเพลงมาด้วยกันไปด้วยกันเลือดสุพรรณนี่เอย) มาก่อนถึงทีหลัง มาทีหลังถึงก่อนบ้าง ถือว่าทำบุญไว้ดีทั้งนั้น จะถี่ห่างช่างปะไร แล้วแต่ความพอใจของแต่ละคู่ ปัญหาทุกวันนี้เกิดจาก ขึ้นสูงได้ไม่ถึง ดางดึงส์ไม่เคยเฉียด สาเหตุของคนบุญน้อยพวกนี้มีมากมาย ชนิดต้องร่ายยาวกันเป็นเรื่องๆ ไปเชียวละ

เพื่อนผมคนหนึ่งเป็นคนเคร่งในเรื่องระเบียบวินัยของตัวเอง อธิบายว่าวิธีที่จะทำให้ตัวเองมีระเบียบวินัยได้ ต้องเอาหลักคณิตศาสตร์เข้ามาประยุกต์ เอ๊ะ! ฟังดูชักจะเข้าท่านะครับ เขาบอกว่ากิจกรรมหลายๆ อย่าง ต้องเป็นเลขห้า เช่น ออกกำลังกายอาทิตย์ละ 5 ครั้ง ตามที่คุณหมอบอกและเราได้ยินอยู่เสมอๆ กินอาหาร 5 มื้อ (นับรวม coffee break เช้าและบ่ายด้วย) และให้ครบ 5 หมู่ในแต่ละวัน ซึ่งก็ถูกอีกแต่ข้อที่ว่าต้องทำการบ้าน อาทิตย์ละ 5 ครั้งนี่ซิเอามาจากไหน แถมยังบอกว่าถ้าต้นสัปดาห์ว่างเว้นก็ต้องไปถี่ช่วงปลายสัปดาห์ และถ้าช่วงต้นถี่ก็ต้องไปห่างช่วงปลาย คือ จะทำให้เสียวินัยของเลขห้าไม่ได้

ผมให้เมียแอบไปคุยกับเมียมันดูว่า จริงไหม เมียมันเล่าว่าเมื่อใหม่ๆ ก็พอจะเอออวยไปด้วยได้ แต่ระยะหลังชักไม่ไหว เพราะเธอต้องทั้งทำงานด้วย รับส่งลูกไปโรงเรียน สอนการบ้าน ดูแลให้ลูกกินข้าว อาบน้ำและเข้านอน พอเสร็จภารกิจแต่ละวันก็เหนื่อยแทบขาดใจ หัวถึงหมอนก็อยากหลับไว้สู้กับวันพรุ่งนี้ แต่ก็ถูกสะกิดสะเกาอยู่เรื่อย ในเมื่อเลข 5 ขึ้นสมอง คุณเธอจึงตั้งเป็นกฎไว้ว่า ครั้งละ 1 job เช่น พรุ่งนี้จะต้องเป็นคนไปรับส่งลูกหรือสอนการบ้านลูกแล้วแต่จะตกลงกัน เป็นการแบ่งเบาภาระหน้าที่ของเธอไปในตัว การปฏิบัติภารกิจเพื่อรักษาตัวเลขมหัศจรรย์ของสามีแต่ละครั้ง สามีเท่านั้นแหละที่วิ่งขึ้นสวรรค์ไปคนเดียว ตัวเธอเองนั้นตกนรก ก็จะไม่ตกนรกได้อย่างไรของพรรค์นี้ ต้องเกิดจากความเต็มใจ แต่นี่เกิดจากการแลกเปลี่ยนซึ่งก็ไม่ไกลจากคุณโสเท่าไรหรอก

เรื่องขึ้นสวรรค์เป็นเรื่องธรรมชาติ อย่าไปยึดมั่นถือมั่นกับตัวเลข อย่าไปคิดว่าเรากำลังแข่งโอลิมปิก ไม่เพียงแต่ต้องชนะเท่านั้น แต่ต้องทำลายสถิติด้วย ก็แย่สิครับ สวรรค์ชนิดนี้ต้อนรับเฉพาะคนที่ต้องการจะขึ้นจริงๆ มีอารมณ์เป็นแรงจูงใจ ค่อยๆ ไปตามจังหวะของมัน ถ้าขึ้นได้ถึง เมื่อกลับลงมาก็มีแต่ความสุข ยิ่งถ้าได้ขึ้นไปพร้อมๆ กัน ก็จะยิ่งเป็นสุดยอดของความต้องการสุดยอดเหมือนคนที่หิวแล้วได้กินอาหารที่ชอบก็กินจมอิ่ม มีความสุข และไม่ต้องกินจนกว่าจะหิวอีก สวรรค์ชนิดนี้ไม่ต้อนรับคนที่อารมณ์ไม่พร้อมแล้วพยายามตะกายขึ้นไป พอตกลงมาก็ตะกายขึ้นไปใหม่ วนเวียนกันอยู่เช่นนี้ ชีวิตหาได้มีความสุขสมเจตนารมณ์ที่ธรรมชาติสร้างมาไม่

อีกคู่ครับเล่าให้ผมฟังว่า ครั้งหนึ่งไปเที่ยวน้ำตกกัน เย็นมากแล้ว ขณะที่กำลังเดินอยู่ในป่า ได้ยินเสียงประหลาดที่ผู้ใหญ่เราคุ้นหู พอมองไปตามเสียงเห็นชายหญิงคู่หนึ่งกำลังพันตูกัน อย่างเอาเป็นเอาตายท่ามกลางพงไพร ภรรยาเขาตกใจมาก หน้าแดงด้วยความอาย วิ่งกลับลงไปข้างล่างคนเดียว ฝ่ายคนเล่ายืนดูอยู่ครู่หนึ่งเกิดความรู้สึกแปลกๆ หลังจากนั้นคราใดที่มีอารมณ์อยากทัศนาจรสวรรค์ เมียเป็นต้องจูงมือเข้าห้องนอน ปิดประตู ปิดไฟทำให้เขาหมดอารมณ์ เขาจบคำเล่าด้วยการถามว่าทำไงดี เขาผิดปรกติหรือเปล่าที่เขาชักอยากเปลี่ยนสถานที่บ้าง

เขาไม่ผิดปรกติหรอกครับ บอกแล้วไงว่า เรื่องพรรค์นี้เป็นเรื่องธรรมชาติ ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามจังหวะของมัน ที่ไหน เมื่อไรก็ได้ที่พร้อม ตราบใดที่กิจกรรมของเราไม่ได้กลายเป็นพระเอก นางเอกโทรทัศน์วงจรปิด หรือเป็นของจริงให้คนอื่นดู เป็นที่ที่เรามั่นใจว่าจะสามารถปลดปล่อยอารมณ์ออกมาได้เต็มที่เป็นใช้ได้ทั้งนั้นครับ อารมณ์ต้องการขึ้นสวรรค์ก็เหมือนรถไฟ ไม่ว่าจะเป็นรถด่วน รถสปริ๊นเตอร์ หรือรถแช่เย็น เมื่อมาแล้วก็ต้องไปตามเวลาของมัน ไม่เคยคอยใคร ถ้ามีข้อแม้มากๆ ต้องในห้องนอน ต้องปิดไฟ ต้องวันพุธ ฯลฯ แบบนี้ตกรถไฟกันพอดี แต่ถ้าเราปล่อยไปตามธรรมชาติ ที่ไหน เมื่อไร และเท่าไรไม่สำคัญ ตราบเท่าที่ทั้งคู่ถึงสวรรค์ แล้วคำตอบต่างๆ ก็จะมาเองครับ


(update 28 ธันวาคม 2004)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 21 ฉบับที่ 249 ตุลาคม 2546 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600