หัวเลี้ยวหัวต่อ


จู่ๆ วันหนึ่งก็มีผู้ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาหาหมอที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์แบบจู่โจม โดยไม่ได้นัดหมายมาก่อน ตอนแรกก็เดาไม่ออกว่ามาเรื่องอะไร แต่พอเขาเริ่มพูดก็เห็นเค้าลางของเรื่องที่ต้องการปรึกษา เขาบอกว่าเขาเป็นคุณพ่อของลูกชายวัยสิบสี่ปี กลัวจะเหมือนคดีฆ่านักศึกษาแพทย์ ซึ่งตอนแรกฟังแล้วงง นึกว่าเขาไปฆ่าใครมาหรือ

เรื่องราวจากปากคุณพ่อท่านนี้ หมอต้องขออนุญาตนำมาเขียนต่อ เพราะมันเป็นสัญญาณอันตรายที่ต้องช่วยกันหาสาเหตุจริงๆ จังๆ คุณพ่อเล่าว่ามีลูกสามคน คนนี้เป็นคนกลาง เรียบร้อย เรียนเก่ง เป็นเด็กดี ที่บ้านก็มีสภาพอบอุ่น พ่อแม่รักกันดี

จู่ๆ วันหนึ่งก็เกิดเรื่อง เมื่อลูกชายไปข่มขืนเด็กหญิงอายุสามขวบ ซึ่งเป็นลูกเพื่อนที่อยู่ใกล้ๆ กัน โดยทั้งสองบ้านรู้จักกันดี เด็กน้อยชอบมาวิ่งเล่นที่บ้านนี้ตั้งแต่เด็ก ทุกคนในบ้านยังช่วยกันเลี้ยงดูเป็นอย่างดี

วันเกิดเหตุเด็กน้อยก็มาเล่นตามปกติ แต่ผู้เป็นพ่อก็ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อไหร่ มารู้อีกทีก็เมื่อพ่อแม่ของเด็กหญิงมาแจ้งเรื่องราวให้รู้ เขาบอกว่าเขาทุกข์ทรมานมาก ไม่เป็นอันกินอันนอน กังวลไปหมดว่าควรทำอย่างไรดี ซึ่งเรื่องราวการล่วงละเมิดทางเพศเป็นขนาดไหน หมอไม่ทราบรายละเอียด รู้เพียงว่าลูกชายของเขายังโชคดีที่ไม่ต้องเข้าไปอยู่ในสถานพินิจ

คุณพ่อต้องการคำแนะนำว่า เขาเลี้ยงลูกผิดตรงไหน ด้วยเกรงว่าลูกอาจมีความเก็บกด จนอาจลงมือกระทำผิดหรือเปล่า เขาควรทำอย่างไรดี

หมอแนะนำว่าให้ใจเย็น ค่อยๆ แกะปมปัญหา แต่ก่อนอื่นคงต้องแก้สถานการณ์เฉพาะหน้า คือลดการเผชิญหน้า ด้วยเพราะฝ่ายเด็กหญิงนั้นเขาก็เจ็บปวดมากพอสมควร การพบเห็นกันทุกวันอาจเป็นการซ้ำเติมกันได้ และอีกด้านหนึ่ง ก็อาจเกิดเหตุซ้ำสองหากยังวนเวียนอยู่ใกล้กัน

สำหรับปมของเด็กน้อย ที่คุณพ่อกังวลมากว่าผิดปกติทางใจ หมอก็ได้พยายามอธิบายให้ใจเย็นๆ ค่อยๆ คลี่ใจเด็กออกมาดู ด้วยวัยเพียงสิบสี่ปีเป็นวัยคึกคะนองโดยสรีระอยู่แล้ว เพราะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนในตัว มีความอยากรู้อยากเห็นทางเพศ มีความปรารถนาทางเพศ

ปัญหามันอยู่ที่ว่า อะไรบ้างที่จะทำให้เกิดเหตุการณ์ที่ยับยั้งชั่งใจไม่ได้จนกลายเป็นเช่นนี้ ซึ่งแน่นอนมีอยู่สองด้าน ด้านหนึ่งคือเรื่องของการอบรมฝึกสอน เรื่องความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ที่สอนตั้งแต่เด็กให้เป็นพื้นฐานของใจแค่ไหน

สภาพสังคมและระบบการศึกษาทุกวันนี้ หมอไม่แน่ใจว่า จะสามารถปลูกฝังเรื่องคุณธรรมให้แก่เด็กได้แค่ไหน อาทิตย์ก่อนก็มีข่าวการทำวิจัยว่า เด็กนักเรียนนิยมมั่วสุมทางเพศมากขึ้น นักเรียนชายชอบลงแขกนักเรียนหญิง สิ่งเหล่านี้เป็นสัญญาณอันตรายทางสังคมไทย ผู้ใหญ่จะวางเฉยไม่ได้แน่นอน

หมอถามตัวคุณพ่อว่าหลังเกิดเหตุคุณพ่อถามเขาไหมว่า เขาคิดอะไร รู้สึกผิดไหม คุณพ่อตอบว่าเขาดูจะเฉยๆ ซึ่งอันนี้คงไม่ดีแน่ๆ เพราะปมแบบนี้เกิดขึ้นถ้าแก้ไม่ได้จะกลายเป็นแผลในชีวิต เหมือนคนชอบขโมยของทั้งๆ มีเงิน ถ้าไม่แก้ไขเดี๋ยวก็ห้ามใจไม่ได้ไปขโมยอีก

อีกด้านของปัญหานี้ซิเรื่องใหญ่ นั่นคือสิ่งที่มากระตุ้นความต้องการ เด็กอาจไปดูหนังสือการ์ตูน หรือแอบดูวิดีโอแล้วเกิดอารมณ์อยากลอง ซึ่งเรื่องพวกนี้ถ้าเจ้าตัวขาดความยับยั้งชั่งใจ ด้วยคงกลายเป็นสถานการณ์ที่หนัก เพราะเดี๋ยวนี้สื่อลามกเหล่านี้หาดูได้ไม่ยากเลย บางทีเด็กอาจจะพูดคุยกับเพื่อนๆ จนเกิดความอยากทดลองทำกิจกรรมทางเพศบ้าง แบบพวกมากลากไป หมอเคยเขียนถึงข่าวที่เด็กวัยรุ่นผู้ชายกำลังเล่นน้ำในหนองน้ำอยู่ มีเด็กนักเรียนผู้หญิงเดินผ่าน จู่ๆ ก็กรูกันมาจับเด็กผู้หญิงข่มขืนเรียงตัว ซึ่งนี้เป็นพฤติกรรมเลียนแบบ แถมช่วงนี้มีหนังใหญ่ที่เสนอเรื่องราวคดีแบบนี้ ที่อำเภอหนึ่งในจังหวัดทางเหนือ

พฤติกรรมเหล่านี้เป็นพฤติกรรมการเลียนแบบที่น่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง !!

หมอเองคงไม่มีความสามารถพอที่จะวิเคราะห์เด็กน้อยได้ ก็เลยแนะนำชื่อคุณหมอที่ดูแลเรื่องพฤติกรรมของเด็กได้หรือเขาอาจไปขอคำแนะนำจากจิตแพทย์ก็ได้ ให้ช่วยแกะปมปัญหานี้ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นจะปล่อยทิ้งไว้นานไม่ได้

เมื่อเขากลับไปก็อดย้อนคิดมาถึงตัวเองไม่ได้ว่าสมัยเด็กๆ คุณพ่อคุณแม่จะไม่เคยให้ไปเที่ยวไหนโดยลำพัง หรือแม้แต่ไปบ้านเพื่อนเลย ซึ่งหมอเองก็อดคิดไม่ได้ว่าพ่อแม่คิดมากเกินไปมั้ง สมัยนั้นผู้ชายยังถูกปลูกฝังเรื่องความเป็นสุภาพบุรุษอยู่บ้าง แต่ทุกวันนี้มองไปทางไหนก็ไม่ค่อยเห็น ทั้งในผู้ใหญ่และเด็ก

บ้านหมออยู่ใกล้ๆ โรงเรียนสหศึกษาใหญ่ของรัฐบาลแห่งหนึ่ง ก็ได้มีโอกาสเฝ้ามองพฤติกรรมของเด็กๆ เยาวชน เด็กผู้ชายจะชอบลวนลามแต๊ะอั๋ง เกเร ก้าวร้าว ส่งเสียงรบกวนผู้คน ส่วนนักเรียนผู้หญิงก็มีความสำรวมน้อยเต็มที บางกลุ่มก็มีพฤติกรรมส่อเจตนาในทางที่ไปกระตุ้นอารมณ์ทางเพศของผู้ชาย เห็นแล้วก็ให้เป็นห่วงว่าเขาทั้งหลายกำลังเล่นกับไฟ ซึ่งไฟมันอาจลามเลียทำให้พองไหม้ได้

มองกลับมาที่บ้านของหมอ ซึ่งก็มีลูกสาวอยู่คนเดียวคือ น้องเท็น ซึ่งเติบโตเป็นสาวแล้วทั้งๆ ที่ใจยังเป็นเด็ก เพราะอายุเพียงสิบเอ็ดปีเท่านั้น ก็ทำให้รู้สึกเป็นห่วงความปลอดภัยของเด็กผู้หญิงเพราะเหตุการณ์แบบนี้อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

แม้เราจะปลูกฝังลูกสาวได้ว่ามีอะไรก็ต้องระมัดระวังใช้เหตุผลมากกว่าการบังคับ แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นเครื่องรับประกันว่าสำนึกเหล่านี้จะฝังแน่นหยั่งรากในใจเขา เพราะหากเพื่อนๆ คิดไปคนละทาง เช่นชอบคุยกันเรื่องแฟน เรื่องประสบการณ์การมีเพศสัมพันธ์ เด็กน้อยอาจทนกระแสไม่ไหว

มาบวกกับความใส่ใจของครูบาอาจารย์ก็ดูจะน้อยลงไปทุกวัน หมอจับสังเกตจากสิ่งที่ลูกสาวเล่าให้ฟัง บอกได้ว่าน้อยมากที่เขานำความประทับใจในเรื่องคุณธรรมมาเล่าให้ฟัง ส่วนใหญ่เขาจะเล่าเรื่องครูชอบใช้คำพูดห้าวๆ หมอเองฟังแล้วก็ไม่ค่อยสบายใจว่า เด็กสมัยใหม่จะเติบโตอย่างไร

เด็กรุ่นใหม่มีความอิสระมาก บังคับยาก ต้องใช้การสอนด้วยเหตุด้วยผลเขาจึงฟัง

เร็วๆ นี้หมอได้มีโอกาสไปดูงานที่ยุโรปหลายวัน ก็เลยขออนุญาตเอาน้องเท็นไปเปิดหูเปิดตา ก่อนที่อายุจะครบสิบสองปี ซึ่งจะถูกคิดค่าตั๋วเครื่องบินเท่าผู้ใหญ่ นานๆ จะมีโอกาสได้ใกล้ชิดกันหลายวัน เพราะเวลาเขาอยู่กรุงเทพฯ เขาก็จะเล่นกับเพื่อนซะมากกว่า ก็เลยได้มีโอกาสติดตามความคิดของเขา

น้องเท็นจะคอยเป็นห่วงเป็นใยมาก เขาคอยฟังผู้ใหญ่คุยอะไรกันแล้วคิด เขาได้เห็นฝรั่งและคนไทยมาชื่นชมแม่ทั้งๆ ที่เป็นต่างแดน ขนาดขึ้นไปยอดเขาที่สวิสเพื่อดูหิมะ ยังมีฝรั่งมาขอลายเซ็น ทำให้เขาเกิดความภูมิใจและอยากเป็นคนดี

ความคิดแบบนี้ปลูกฝังยาก ประเมินก็ยากว่ามีมากน้อยเพียงใด อย่างที่หมอเคยบอกเสมอมาว่า หมอเลี้ยงลูกต้องการให้เขาเป็นคนดี มีความสุข เป็นตัวของตัวเอง ซึ่งมันดูสวนกระแสทีเดียว

ช่วงนี้น้องเท็นกำลังอยู่ในรอยต่อของวัยรุ่น เขากำลังเสาะแสวงหาแนวทาง ซึ่งคงเป็นช่วงที่ผู้ใหญ่ต้องติดตามห่างๆ ด้วยความใกล้ชิด ฟังดูแปลกๆ แต่หมอหมายความเช่นนั้นจริงๆ วัยรุ่นไม่ชอบให้ใครมาวุ่นวายใกล้ตัวมากนัก ขณะเดียวกันจะปล่อยตามสบายไม่ได้

ปีหน้าเขาจะขึ้นชั้นมอหนึ่ง ซึ่งก็คงต้องเลือกว่าจะเข้าเรียนโรงเรียนอะไร หรือจะเรียนต่อที่วัฒนาวิทยาลัย ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำที่บังคับว่าทุกคนต้องอยู่ประจำหมด หมอเองก็ต้องการให้ลูกคิดเอง ใจน่ะอยากให้อยู่ประจำเพื่อกันเรื่องภัยต่างๆ แต่ก็อดเป็นห่วงเรื่องการปลูกฝังสิ่งดีๆ จากครูว่าจะมากน้อยแค่ไหนก็ไม่รู้

เมื่อน้องเท็นบอกว่าเขาอยากอยู่ประจำต่อเอง โดยไม่ได้บังคับ หมอก็เลยถือโอกาสถามว่า ทำไม… เพราะเพื่อนสนิทหลายคนก็ลาออกไปเรียนที่อื่น เขาไม่อยากตามเพื่อนไปหรือ… เหตุผลที่เขาตอบทำให้หมอซึ้งกับความคิดของเขา เพราะเขาบอกว่าเขาอยากทำชื่อเสียง ให้โรงเรียนเหมือนที่แม่เคยทำบ้าง… ฟังเท่านี้ก็ชื่นใจ แม้จะห่วงว่าสภาพของโรงเรียน คงไม่เหมือนสมัยหมอเคยเรียน แต่ฟังความคิดของเขาก็เชื่อได้ว่า เขาคงมีเชื้อของการคิดเองเป็นอยู่บ้าง เพราะทุกวันนี้สิ่งยั่วยวนมันมากมายจนยากที่จะคอยปกป้องไม่ให้เข้ามาทำลายเด็ก โดยเฉพาะกับลูกสาวของหมอซึ่งเป็นผู้หญิง ภัยทางเพศน่ากลัวเหลือเกิน

เล่ามาก็เพื่อให้รู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคม ซึ่งต้องการการเอาใจใส่และเยียวยาเป็นอย่างยิ่งจากทุกฝ่าย


(update 12 พฤษภาคม 2004)
[ ที่มา.. life & family ปีที่ 8 ฉบับที่ 96 มีนาคม 2547 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600