เรียนหนังสือกันมาตลอดทั้งปี ลองทายสิครับว่า เด็กรอวันไหนที่สุด ?
ใช่แล้วครับ...วันปิดเทอมใหญ่
อย่าต่อว่าเด็กๆ เลยนะครับ ว่าต้องแต่จะหยุดเรียน ลองคิดถึงสมัยเด็กๆ ของพวกเราซิครับ
เรียกว่าวางแผนไว้ตั้งแต่ต้นปีเลยทีเดียว ว่าจะเล่นอะไร จะไปเที่ยวที่ไหน ในช่วงเวลาปิดเทอม
คิดแล้วก็อยากจะเป็นเด็กกันอีกครั้ง โถ...ก็จะหาได้ที่ไหนล่ะ ในวัยอย่างเราที่ได้หยุดทีหนึ่งตั้งเกือบ 3 เดือน
ครับ ให้พวกเด็กๆ ได้พักผ่อนและสนุกกันเถิด ก่อนจะเปิดเทอมขึ้นชั้นใหม่
และก่อนที่พวกเขาจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ แล้วคิดถึงความสุขในวัยเยาว์ที่พวกเขาจะไม่มีโอกาสนี้อีกแล้ว
สิ่งที่ผู้ใหญ่เราต้องคอยแนะนำและดูแลก็คือ สารประโยชน์ของการเล่น ที่จะไม่เกิดโทษแก่ร่างกายและจิตใจ
รวมทั้งอย่าลืม...ความปลอดภัยของเด็กๆ ในช่วงปิดเทอมด้วยนะครับ
ปิดเทอมแล้วนอกจากอยู่ในบ้าน ไปเที่ยวไกลๆ อีกประเด็นหนึ่งที่เราต้องคิดถึงคือพื้นที่ละแวกบ้าน
บ้านที่มีพี่ๆน้องๆ วัยไล่ๆ กัน หรือมีเพื่อนฝูงที่อยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน การชวนกันเดินเล่นตระเวนกันไปแถวหมู่บ้าน
ดูจะเป็นเรื่องโปรดปรานไม่น้อย พวกเขามักจะเดินคุยกันไป แวะเตะบอลที่สนาม ชวนกันไปซื้อขนม
ไปนั่งชิงช้า ไม้ลื่นที่สวนในหมู่บ้าน หรือเดินไปพบอะไรระหว่างทางก็จะแวะดูกัน
ซึ่งต้องสอนให้ลูกรู้จักระมัดระวังภัยในละแวกบ้านดังนี้
เคยมีเจ้าหนูวัย 8 ขวบ เดินเล่นกับเพื่อนในหมู่บ้าน ระหว่างทางก็เจอกับเจ้าลูกหมานอนซึมกระทืออยู่กลางถนน
ด้วยความห่วงใยกลัวว่ามันจะโดนรถทับ จึงเข้าไปเพื่อจะอุ้มมันขึ้นมา แต่พอจับตัวมันเข้าเท่านั้น
เจ้าหมาตัวน้อยที่นอนซึมกลับลืมตามองและแว้งกันเด็กน้อยอย่างรวดเร็ว เรื่องนี้จบลงด้วยความเศร้า
ดังนั้นจึงควรสอนลูกว่า หากพบสัตว์นอนอยู่กลางถนน ก็ควรเรียกผู้ใหญ่มาช่วยแก้ปัญหาจะดีกว่าครับ
แล้วต้องบอกลูกด้วยนะครับว่า หากโดนหมาหรือแมวกัดหรือข่วนแม้เพียงเล็กน้อย ก็จะต้องรีบบอกคุณแม่คุณพ่อโดยทันที
หากเป็นไปได้ในขณะนั้นแหละ ก็รีบล้างแผลด้วยสบู่และน้ำ (เยอะๆฃ) เพราะแม้ไม่มีแผลก็ควรล้างคราบน้ำลายของมันด้วย
แล้วจากนั้นก็พาไปพบคุณหมอ เพื่อให้ท่านซักถามและรักษาพยาบาลอย่างเหมาะสมต่อไป
สิ่งที่จะต้องสอนเด็กอีกข้อก็คือ... ไม่ว่ามันจะเป็นหมาจรจัดหรือหมาบ้านเพื่อน
แม้แต่หมาในบ้านของเราเองก็ห้ามไปยุ่งไปแหย่หรือไปยั่วมันโดยเด็ดขาด
ในขณะที่มันกำลังนอนหลับ กำลังกินอาหาร กำลังให้นมลูกหรือในขณะที่พวกมันกำลังกัดกัน
เพราะปรากฏว่า มีคนมากมายที่บาดเจ็บถึงขั้นเสียอวัยวะหรือเสียโฉมกันมาแล้ว ที่ไม่เชื่อคำเตือนข้างต้น
หมู่บ้านที่มีต้นไม้ขึ้นจนเขียวครึ้มดูร่มรื่น แต่สังเกตให้ดีก็มักจะมีรังผึ้ง รังแตน
รังต่อ (โดยเฉพาะให้ระวังต่อหัวเสือเป็นพิเศษ) แม้รู้ทั้งรู้ว่าพิษภัยรุนแรงขนาดไหนยามที่โดนพวกมันรุมต่อย
แต่ก็ยังมีเด็กที่ได้รับบาดเจ็บตั้งแต่หน้าตาบวมปูด กระทั่งถึงกับเสียชีวิต เพราะไปล้อเล่นกับพวกมัน
ฉะนั้นโปรดเตือนเด็กๆ ว่าหากเจอรังผึ้งรังแตนรังต่อ ให้รีบเดินหลบไปห่างๆ
และห้ามนำเอาไม้ไปแหย่หรือเขย่าต้นไม้นั้นอย่างเด็ดขาด
- ไถ "รองเท้าติดล้อ" รอบหมู่บ้าน
ปีสองปีก่อนมักจะเห็นทั้งวัยรุ่นและตัวกะเปี๊ยก ใส่รองเท้าติดล้อทั้งไถทั้งแล่นกันคึ่กไปหมด
สร้างความน่าหวาดเสียวแถมน่ารำคาญให้คนเดินถนนไม่ใช่น้อย เพราะบรรดาไอ้หนูอีหนูเล่นกันอย่างไม่บันยะบันยัง
ไม่จำกัดสถานที่และโอกาสกันเลย ไม่ว่าจะเป็นในตลาด ในห้างสรรพสินค้า ในโรงแรมหรู (ในงานแต่งงานก็เคยเห็น
เด็กเล็กใส่สูทหล่อ แต่เท้าใส่รองเท้าติดล้อเฉยเลย เฮ้อ... ทำไปด๊ายยยย!) หรือแม้แต่แล่นฉิวๆ
เสี่ยงตายกันตามถนนใหญ่ มาพักนี้กลับซาๆ ลงไป คงเห็นตัวอย่างหรือข่าวที่เด็กๆ บาดเจ็บ ล้ม
หัวกระแทกจนเลือดคั่งในสมอง ซึ่งเกิดขึ้นอยู่เสมอ (หวังว่าไอ้เจ้ารองเท้าอันตรายนี่คงจะเลิกฮิตในเร็วๆ นี้)
รองเท้าติดล้อ ก็คือรองเท้าที่ดัดแปลงมาจากรองเท้าสเกต แต่ล้อเล็กๆ นั้นมันพับเก็บได้จึงใส่เดินเล่นก็ได้
หรือดันล้อลงมาแล่นฉิวที่ไหนเมื่อไหร่ก็ได้ นายทุนหัวใส แต่เด็กๆ หัวแตกครับผม
ไม่ว่าหมู่บ้านนั้นจะกว้างใหญ่หรือขนาดย่อม ไม่ว่าจะหรูหราหรือเรียบง่าย ก็มักจะมีความ ขี้เหร่
แฝงอยู่ในบางจุดบางมุมของหมู่บ้าน นั่นก็คือตึกร้างหรือสถานที่ก่อสร้าง สำหรับคุณพ่อคุณแม่จะต้องห้ามลูกๆ
ไม่ให้เข้าไปเล่นในบริเวณดังกล่าวอย่างเด็ดขาด ตึงร้างนั้นนอกจากสภาพอันซอมซ่อดูไม่น่าไว้วางใจ
ทั้งวัสดุสิ่งของต่างๆ และสัตว์ร้ายที่แฝงตัวอยู่ในนั้น จากข้อมูลของกรมตำรวจ
คนร้ายมักใช้ตึกร้างก่อคดีละเมิดทางเพศหรือคดีข่มขืน ซ้ำยังมักใช้เป็นที่ซ่องสุมของพวกมิจฉาชีพอีกด้วย
เด็กๆ จึงต้องระวังกันให้มาก
ส่วนสถานที่ก่อสร้างก็ควรจะห่างๆ ไว้มากๆ เหตุก็เพราะอาจมีเครื่องไม้เครื่องมือหรือเศษวัสดุตกหล่นลงมา
ทั้งในขณะที่บรรดาคนงานกำลังปฏิบัติงาน และทั้งที่เพราะพวกเขาเผอเรอหรือสะเพร่าวางทิ้งไว้บนที่สูง
นี่ไม่รวมทั้งประดาเศษหินเศษปูนหรือก้อนอิฐ ที่มีสิทธิร่วงกราวกันลงมาโดนเด็กๆ
ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่จนบาดเจ็บหรือถึงแก่ชีวิต อันเป็นปกติวิสัยของผู้คนในบ้านเมืองที่มีมาตรฐานความปลอดภัย...ต่ำติดดิน
(อย่าลืมสอนเด็กๆ ว่าแม้จะเดินให้ห่างๆ สถานที่ก่อสร้าง หากมีอะไรในมือ เช่น กระเป๋านักเรียน
หนังสือ หรือร่ม ก็ยังต้องบังศีรษะไว้ด้วยนะครับ)
ที่ไหนมีการก่อสร้าง บรรดาเครื่องจักรโตๆ ก็มักปักหลักอยู่ด้วยอย่างน่าเกรงขาม
เช่น รถผสมปูน รถขุด ปั้นจั่น ยิ่งในขณะที่เครื่องทำงานก็ยิ่งดูน่ากลัว (ทั้งเครื่องจักทั้งคนคุมเครื่อง)
ซึ่งมักจะ ลุยลูกเดียว อาจเป็นเพราะความใหญ่โตในของเครื่องจักร
บวกกับเสียงอันดังปานฟ้าถล่ม จนไม่รับรู้ว่าอาจจะมีสิ่งมีชีวิตที่เรียกกันว่า เด็กๆ
เดินอยู่ในบริเวณนั้น
ดังนั้น...คุณพ่อคุณแม่ จงเตือนเด็กๆ ว่าเจอตึกร้างหรือสถานที่ก่อสร้างให้เดินห่างๆ ไว้ให้มากๆ
และถึงแม้ในขณะนั้นยังไม่มีการทำงานของบรรดาเครื่องจักร สถานที่ก่อสร้างก็ไม่ควรเข้าไปเล่นซุกซนอยู่ดี
เพราะทั้งภายนอกภายในนั้นเต็มไปด้วยสิ่งเสี่ยงอันตรายอาจนำความบาดเจ็บมาให้ ซึ่งมักจะเป็นเศษเหล็ก
ตะปู อิฐแตก หินคมๆ โครงเหล็ก ฯลฯ แล้วก็มักเป็นที่ซุกซ่อนตัวของสัตว์มีพิษ เช่น ตะขาบ แมงป่อง ฯลฯ
สำหรับเด็กๆ แล้วการทัศนาจรรอบหมู่บ้านด้วยจักรยานก็สร้างความเพลิดเพลินไม่น้อยเลย
แต่ก่อนจะเริ่มสตาร์ทก็ควรตรวจตรากันเพื่อ ความปลอดภัยไว้ก่อน เริ่มจาก
- มี หมวกนิรภัย หรือยัง ซึ่งในบ้านเรานั้นน้อยนักที่จะเห็นเด็กๆ
ใส่หมวกกันน็อคเวลาขี่จักรยาน แม้แต่คุณพ่อคุณแม่ก็ดูจะไม่ซีเรียสในเรื่องนี้ซะด้วย
ทั้งๆ ที่กรณีบาดเจ็บสาหัสถึงขั้นพิการหรือเสียชีวิตนั้น 3 ใน 4 เกิดจากการบาดเจ็บที่ศีรษะ
- ประเทศที่พัฒนาแล้วล้วนเห็นความสำคัญในเรื่องนี้ (สังเกตจากในหนังฝรั่งที่เด็กๆ
ล้วนใส่หมวกนิรภัยเมื่อขี่จักรยาน)
- ดังนั้นขอเรามาช่วยกันรณรงค์ให้เด็กไทยใส่หมวกกันน็อคกันเถิดครับ
ซึ่งก็ควรตั้งเป็นเงื่อนไขเลยด้วยซ้ำว่าหากไม่ใส่หมวกก็จะไม่ให้ขี่จักรยาน
จากนั้นก็ควรเลือกหมวกนิรภัยที่มีคุณภาพดี มีขนาดพอดีกับลูกของเรา
ไม่คับแน่นหรือหลวมแล้วก็ควรเลือกแบบมีช่องระบายอากาศและมีสีสันสะท้อนแสง
เพื่อคนรอบข้างจะได้เห็นชัดเจนทั้งในยามเช้าและยามค่ำคืน อ้อ!
แล้วก็อย่าลืมให้ลูกคาดสายรัดหมวกด้วยนะครับ
- จักรยานควรเหมาะกับตัว ในยุคประหยัด ผู้ใหญ่บางท่านมักจะเลือกอะไรที่ ใหญ่ ให้ลูกไว้ก่อน
เช่น เสื้อ กางเกง รองเท้า กระเป๋านักเรียน ซึ่งเหตุผลก็คือเอาไว้ใช้ยันโต ทั้งที่บางอย่างอาจไม่คุ้มค่าเมื่อคิดดูดีๆ
และกลับมีผลเสียหรือนำภัยมาสู่พวกเขาอย่างคาดไม่ถึง เช่น ให้ลูกๆ ที่ยังตัวเล็กๆ เด็กๆ
จึงต้องปีนขี่กันไปอย่างทุลักทุเล เวลาจะจอดจะหยุดก็ดูลำบากลำบน จะล้มมิล้มแหล่
- ฉะนั้น โปรดเลือกจักรยานให้เหมาะกับไซส์ของลูกเถิดนะครับ
- จากนั้นให้ สำรวจตรวจตราส่วนประกอบที่จำเป็น ว่าครบถ้วนและใช้งานได้ดีหรือไม่
เช่น กริ่งหรือแตร เบรก เกียร์ (ในรุ่นราคาแพง) โซ่ (ควรหยอดน้ำมันอยู่เสมอ) ยางรถ
(ให้เช็คทุกครั้งก่อนที่จะขี่ว่ายางอ่อนรั่วหรือไม่) และหากจะขี่จักรยานในยามค่ำ เช้ามืด
หรือยามฝนตกก็ควรจะติดไฟหน้า และไฟท้ายควรใช้สีแดงนะครับ แล้วก็อย่าลืมเช็คแบตเตอรี่ดูด้วยว่า
ยังใช้ได้อยู่หรือไม่ ส่วนสติกเกอร์สะท้อนแสงที่ใช้ติดขอบล้อ ขอบรถ ก็เป็นทางเลือกที่ดี
เพราะช่วยให้รถคันอื่นเห็นเราได้ในระยะไกล ตะกร้าใส่ของ ที่ติดไว้หน้าจักรยานก็ควรมี
เพราะเคยเห็นเจ้าหนูคนหนึ่ง ใช้มือซ้ายหิ้วถุงใส่ของพะรุงพะรัง ในขณะที่อีกมือจับแฮนด์จักรยาน
ท่ามกลางรถยนต์ที่แล่นผ่านไปมา เห็นแล้วน่าหวาดเสียวครับ
- อย่าละเลยกฎเพื่อความปลอดภัย เช่น เด็กอายุไม่เกิน 12 ขวบ
ไม่ควรอนุญาตให้ออกไปขี่จักรยานบนถนนใหญ่ และไม่ควรขี่จักรยานในยามค่ำคืน
ในขณะที่การเดินบนทางเท้านั้น ควรไปในทางตรงกันข้ามกับรถที่แล่นมา
แต่การขี่จักรยานจะต้องไปในทิศทางเดียวกันกับรถยนต์บนถนน (ไม่วิ่งสวนทาง)
และจะต้องระมัดระวังรถที่จอดอยู่บนถนน เพราะเขาอาจจะเปิดประตูออกมา หรือเคลื่อนรถออกมา
จึงควรเว้นระยะห่างไว้พอให้ปลอดภัย หากขี่จักรยานไปบนถนนใหญ่ให้ปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด
ก่อนจะสตาร์ทให้สำรวจเครื่องแต่งกายของตนเองก่อนเพื่อความปลอดภัย เช่น หากกางเกงขายาวไปก็ให้พับขากางเกง
สวมกระโปรงยาวเกินไปหรือไม่ ควรสังเกตก่อนที่จะไปพันเข้ากับโซ่จักรยาน รองเท้าที่มีพื้นลื่นๆ หรือทรงหลวมๆ
ก็เปลี่ยนให้กระชับไม่หลุดง่าย แล้วก็อย่าถีบจักรยานเท้าเปล่าเลยนะครับ จะเสี่ยงต่อการบาดเจ็บครับ
ครับ! ขอสรุปตรงนี้ว่า แม้จะเห็นด้วยที่จะให้เด็กๆ ได้อิสระในยามปิดเทอม เพื่อให้เขาได้พักผ่อน
ออกกำลังกาย เพื่อการได้พัฒนาทั้งร่างกายและสุขภาพจิตที่ดี แต่ก็ไม่ควรปล่อยปละละเลย
และไม่ใส่ใจความปลอดภัยจากอุบัติภัยทั้งปวง
(update 1 พฤศจิกายน 2005)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 23 ฉบับที่ 267 เมษายน 2548]
|